วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เรื่องย่อ สายลมรักในฤดูหนาว (That Winter, the Wind Blows)




ผู้กำกับ:  คิม กยูแท 
ผู้เขียนบท:  โน ฮีกยอง 
แนวละคร:   เมโลดราม่า, โรแมนติก
จำนวนตอน: 16
ออกอากาศ:  เกาหลี - 13 กุมภาพันธ์ 2556 - 3 เมษายน 2556 ทางเอสบีเอส 
               ไทย - ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 21.20-22.50 น. ทางช่อง 1 เวิร์คพอยท์ทีวี ออกอากาศ 16 มิถุนายน 2557 - 5 สิงหาคม 2557




ภาพโปรโมทละครจากเอสบีเอส
(สไลด์ชุดนี้ตั้งค่าการแผยแพร่แบบ "Limited" และจะแสดงให้ชมชั่วคราวในช่วงแนะนำละคร)

เรื่องย่อ



ละคร "สายลมรักในฤดูหนาว (That Winter, the Wind Blows)" ดัดแปลงมาจากละครญี่ปุ่น เรื่อง "ไอ นันเตะ อิราเนะ โย, นัทสึ (愛なんていらねえよ、夏)" (ออกอากาศทางช่องทีบีเอส เมื่อปี 2002) ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ทางเกาหลีนำละครเรื่องดังกล่าวมารีเมค โดยก่อนหน้านี้ภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง "Love Me Not" ซึ่งเข้าฉายเมื่อปี 2006 (นำแสดงโดย มูน กึนยอง และ คิม จูฮยอก) ก็นำละครญี่ปุ่นเรื่องดังกล่าวมาทำเป็นเวอร์ชั่นจอเงินแล้วครั้งหนึ่ง 

"สายลมรักในฤดูหนาว (That Winter, the Wind Blows)" นำเสนอเรื่องราวของหนุ่มนักพนันและหญิงสาวตาบอดที่ต่างก็ไม่เชื่อถือศรัทธาในความรัก  โดยฝ่ายชาย "โอซู" เป็นเด็กกำพร้าที่หัวใจแตกสลายหลังเสียรักแรกไปอย่างไม่มีวันหวนคืน เขาจึงกลายเป็นนักพนันใจใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย ส่วน "โอยอง" เป็นทายาทมหาเศรษฐีวัย 26 ปีที่สุดแสนว้าเหว่ พ่อกับแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก ทำให้เธอต้องพลัดพรากจากแม่และพี่ชาย ซ้ำร้ายเธอยังตาบอดในเวลาต่อมา แต่หลังจากโชคชะตาลิขิตให้สองหนุ่มสาวที่มีหัวใจเปลี่ยวเหงามาพบกัน ทั้งคู่ก็เริ่มเรียนรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ความรัก"

เรื่องราวในละครเริ่มต้นขึ้น ณ วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาว เด็กทารกคนหนึ่งถูกผู้เป็นแม่นำมาทิ้งไว้บนโต๊ะใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บและมีหิมะปกคลุมไปทั่วบริเวณ โดยเด็กน้อยนอนอยู่ในถุงพลาสติกใส่ผ้านวม (กันลมหนาว) ซึ่งรูดซิปเปิดเฉพาะบริเวณใบหน้า ใกล้กันมีกระเป๋าใส่ของใช้ส่วนตัววางอยู่ข้างๆ


ตัดกลับมาที่ช่วงเวลาปัจจุบัน "โอซู" นอนเปลือยเปล่าเคียงข้าง "จิน โซรา" ที่คอนโดสุดหรูในกรุงโซล ในมือของเขาถือลูกเต๋าโลหะสองลูกพลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่เคยคุยกับโซราก่อนหน้านี้ ในตอนนั้นเขาแย้งโซราว่า "ที่ผมพูดมันแปลกตรงไหน ผมแค่อยากหายใจไปวันๆ อย่างนี้ไม่ได้รึไง คนเราจำเป็นต้องมีเหตุผลในการใช้ชีวิตด้วยเหรอ" โซราถามกลับว่า "แล้วคนเราจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีจุดหมายในชีวิต" (โซราอยากให้โอซูคบเธออย่างจริงจัง และสร้างครอบครัวด้วยกัน)

หลังนอนนิ่งอยู่นานโซราก็เอ่ยถามโอซูเรื่องครอบครัว (ภาพตัดไปที่เหตุการณ์ในอดีตตอนที่โอซูถูกแม่นำมาทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ หลังนำโอซูมาวางทิ้งไว้ใต้ต้นไม้แล้วแม่ของเขาก็วิ่งหนีไป ขณะที่โอซูร้องไห้จ้า) โอซูรู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต เขาไม่รู้จะตอบโซราอย่างไรเลยได้แต่ทวนคำถามซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงเหมือนคนพยายามนึกแต่นึกไม่ออกว่า "ครอบครัว.... ครอบครัวงั้นเหรอ"  


อีกด้านหนึ่ง "โอยอง" ก็กำลังออกกำลังกายพลางดู (ฟัง) ข่าวไปด้วย ในตอนนั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า "โอ เซโฮ" (พ่อของโอยอง) ซีอีโอของพีแอลกรุ๊ป อยู่ในอาการโคม่ามานานถึง 300 วันแล้ว เนื่องจากมีอาการเส้นเลือดโป่งพองในสมอง ทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นภายในองค์กรเพราะยังไม่มีคนมารับตำแหน่งแทนอย่างเป็นทางการ โดยเซโฮเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสิทธิบัตรหลายฉบับที่บริษัทถือครองอยู่ ตลอด 24 ปีที่ผ่านมาเขาก็ทุ่มเทเงินทุนมากมายไปกับการวิจัยทางการแพทย์ และก่อร่างสร้างธุรกิจจนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ยักษ์ในปัจจุบัน ผู้สื่อข่าวยังระบุด้วยว่า โอยอง เป็นลูกสาวและทายาทเพียงคนเดียวของเซโฮ หลังเซโฮอยู่ในอาการโคม่า "ลี เมียงโฮ" หัวหน้าฝ่ายและคู่หมั้นของโอยองก็เข้ามารักษาการตำแหน่งซีอีโอแทนพ่อของเธอชั่วคราว


 

ในตอนนั้น   เมียงโฮ, เลขาวาง (วาง เฮจี) และ ทนายจาง (จางซอง) ก็กำลังดูข่าวอยู่ภายในห้องที่เซโฮนอนรักษาตัว (ที่บ้าน) เมื่อถึงตอนที่ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์เมียงโฮว่าทางบริษัทจะเลือกผู้บริหารคนใหม่หรือรอจนกว่าอาการเซโฮจะดีขึ้น โทรทัศน์ก็ถูกปิดทันที เมียงโฮกล่าวว่า เขาไม่อาจเป็นซีอีโอรักษาการได้อีกต่อไป จึงอยากแต่งงานกับโอยองในขณะที่เซโฮยังมีชีวิตอยู่ ทันใดนั้น โอยองก็เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ และกล่าวว่า "ตามธรรมเนียมแล้วเวลาผู้ใหญ่ในบ้านป่วยไม่ควรจัดงานใหญ่ไม่ใช่เหรอคะ ทนายจาง"  เมียงโฮหน้าถอดสี ขณะที่ทนายจางได้แต่เออออว่าไม่สมควร ถึงแม้เป็นเรื่องเร่งด่วนเพียงใดก็ตาม

เลขาวางอ้างคำพูดหมอที่บอกให้ทุกคนทำใจ และกล่าวว่าหากพ่อเธอเป็นอะไรไปโดยที่เธอไม่มีญาติพี่น้อง (มาช่วยจัดงานและร่วมส่งศพตามธรรมเนียม) เธอจะรับมือกับเรื่องนี้คนเดียวได้ยังไง (เซโฮ เหลือลูกสาวเพียงคนเดียว แต่ถ้าโอยองแต่งงานกับเมียงโฮ ครอบครัวเมียงโฮก็จะเป็นญาติของโอยอง) โอยองกล่าวเสียงแข็งว่าพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่และตำหนิเลขาวางที่ไม่ระวังคำพูด จากนั้นก็เดินคลำฝาผนังไปนั่งกุมมือพ่อด้วยความเป็นห่วง



อีกด้านหนึ่ง โอซูก็กำลังเล่นพนันชนิดเทหมดหน้าตักในห้องส่วนตัวที่คลับหรู โดยมี "ปาร์ก จินซอง" คู่หูรุ่นน้องคอยส่งสัญญาณช่วยอยู่ไม่ไกล  และมีลูกน้องนามว่า "มันดู" เป็นคนแจกไพ่ หลังถูกโอซูกินบ่อยครั้งเข้า นักพนันที่เล่นแพ้ก็รู้สึกโกรธจึงสั่งลูกน้องให้ตามไปเล่นงานโอซูกับจินซองโทษฐานที่รวมหัวกันโกงตน ทั้งโอซูและจินซองต่างรู้อยู่แล้วว่าพวกตนไม่มีทางหอบเงินออกจากคลับดังกล่าวได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่รู้สึกหนักใจกับการที่ต้องมีเรื่องชกต่อยกับพวกนักเลงอันธพาล เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังบู๊ล้างผลาญ (เงินกระจายเกลื่อน) ก็มีเสียงโอซูบรรยายว่า ทุกคนต่างแสวงหาเหตุผลเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป  และเพื่อให้ได้เหตุผลนั้น บางคนก็วางเดิมพันทั้งหมดไว้กับความรักอันแสนสั้น บ้างก็วางเดิมพันไว้กับแรงปรารถนาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ไม่ว่าจะวางเดิมพันไว้กับอะไรสุดท้ายก็ลงเอยเหมือนกันหมด เพราะทุกสิ่งล้วนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  ในขณะที่ทุกคนบนโลกนี้ต่างพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง โอซูก็เป็นคนหนึ่งที่มองหาแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตด้วยเช่นกัน เขาสงสัยว่าถ้าหาพบแล้วชีวิตบัดซบของตนจะเปลี่ยนไปไหม  ที่ผ่านมาเขาคิดมาโดยตลอดว่าชีวิตนี้ไม่อาจพึ่งพาหรือไว้ใจใครได้นอกจากตัวเอง


หลังกลับมาที่ห้องโอซูยังคงหมกมุ่นอยู่กับความคิดดังกล่าวโดยไม่สนใจโซรา เขาคิดว่าควรเริ่มไว้ใจคนอื่นดีไหม โซรารู้สึกน้อยใจที่เขาทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนจึงถามโอซูว่าเขากำลังจะเขี่ยเธอทิ้งใช่ไหม โอซูตอบเพียงว่า "ถ้าคิดสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้น" โซราได้ยินแล้วน้ำตาคลอ ส่วนโอซูยังคงครุ่นคิดเรื่องเดิม เขาบอกตัวเองว่าไหนๆ ตนก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ลองเชื่อใจกันสักครั้งคงไม่เป็นไร  อย่างมากก็แค่โดนหลอก บางทีทำเช่นนั้นแล้วชีวิตอาจมีสีสันมากขึ้น หลังนั่งนิ่งอยู่นานโซราก็ตำหนิโอซูด้วยน้ำตานองหน้าว่า "คนใจร้าย" โอซูหัวเราะอย่างขมขื่นก่อนตอบว่า "ผมก็ว่างั้น"  

เลขาวางจัดเตียงให้โอยองและบอกให้ฝันดี ทันทีที่หัวถึงหมอนโอยองก็หลับตา ครั้นพอเลขาวางออกจากห้องไปแล้ว โอยองก็ลืมตาขึ้น ถึงแม้จะอยู่บ้านหลังใหญ่โตและหรูหราแต่เธอก็ไม่มีความสุข เพราะขาดความรักความอบอุ่นจากคนในครอบครัว


เมื่อได้ยิน รุ่นพี่ "โอซู* " (เพื่อนสนิทคนหนึ่งของโอซูและจินซอง ซึ่งมีชื่อและนามสกุลเดียวกันกับพระเอก - นับจากนี้ชื่อของพี่ชายนางเอกจะมีเครื่องหมาย* ท้ายชื่อ เพื่อไม่ให้สับสนกับชื่อพระเอก) บอกว่า ตนเป็นลูกชายคนโตของประธานพีแอลกรุ๊ป จินซองก็ขำกลิ้งและบอกว่า "ถ้ารุ่นพี่เป็นลูกชายคนโตของประธานพีแอลกรุ๊ป  ผมก็เป็นลูกชายที่หายไปของสตีฟ จ็อบส์น่ะสิ"  โอซู* ยืนกรานว่าตนพูดความจริง พร้อมทั้งเล่าว่า พ่อกับแม่ของตนแยกทางกันตอนที่ตนอายุ 8 ขวบ ส่วนน้องสาวอายุ 6 ขวบ จินซองดักคอว่า "แม่รุ่นพี่ทิ้งน้องสาวให้อยู่กับพ่อที่บ้านแล้วพารุ่นพี่ออกมา  แต่แม่รุ่นพี่เกิดเสียชีวิตกระทัน รุ่นพี่เลยตกยากและต้องทำงานเป็นเบ๊ใช่มั๊ย" แม้จะฟังดูเหลือเชื่อแแต่โอซู* ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดที่ตนพูดเป็นความจริง

ถึงกระนั้น จินซองก็ยังไม่เชื่อ เขาท้าให้รุ่นพี่โอซู* กลับไปขอเงินพ่อจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก หากเป็นลูกเศรษฐีอย่างที่พูดจริงๆ  แต่โอซู* ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเขารับปากแม่เอาไว้ว่าจะไม่กลับไปหาพ่อเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เขาจึงตั้งใจว่าสักวันจะเป็นเชฟที่ภัตตาคารอาหารอิตาเลียน เพื่อจะได้เผชิญหน้าพ่อกับน้องสาวด้วยความภาคภูมิใจและไม่รู้สึกอับอาย


จินซองเหลือบเห็นซองจดหมายในกระเป๋ากางเกงโอซู* จึงหยิบขึ้นมาดูหน้าตาเฉย เมื่อเห็นว่าบนหน้าซองใช้คอนโดโอซู (พระเอก) เป็นที่อยู่ผู้ส่ง  จินซองก็รู้สึกไม่พอใจเพราะที่ผ่านมาเขาเคยขอร้องโอซู* ให้เลิกแอบอ้างที่อยู่หลายครั้งแล้ว โอซู* พยายามแย่งจดหมายคืนพลางอธิบายว่าที่บ้านตนไม่มีคนรับจดหมาย หลังยืนนิ่งอยู่นาน โอซูก็แย่งจดหมายในมือจินซองมาดู เมื่อเห็นว่าชื่อของโอซู* ใช้ตัวอักษรจีน (ฮันจา) ที่มีความหมายว่า "ปกป้อง" โอซูก็รู้สึกแปลกใจ เพราะปกติแล้วไม่มีใครใช้อักษรตัวนี้แทนคำว่า "ซู"... โอซู* อธิบายว่าแม่อยากให้ตนปกป้องโลกและน้องสาวเลยเลือกใช้อักษรตัวดังกล่าว จากนั้นก็บอกว่าน้องสาวตนชื่อ "โอยอง"

เมื่อถูกถามว่าเขาใช้อักษรจีน (ฮันจา) ตัวไหนเขียนชื่อ โอซูก็ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่าชื่อ ของตน ("ซู") เขียนด้วยตัวอักษรจีนที่แปลว่า "ต้นไม้" เนื่องจากตอนที่ยังแบเบาะตนถูกนำมาทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ หลังพูดจบโอซูก็เดินจากไป


"มูน ฮีซอน" (น้องสาวแฟนเก่าโอซู) บุกเข้าไปในห้องนอนของโอซูเพื่อคาดคั้นว่า เมื่อคืนนี้เขานอนกับใคร พอเห็นว่าโอซูแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ฮีซอนก็ถามว่า "หรือว่าจะเป็นยัยโซรา พี่รักยัยนั่นเหรอ" โอซูตอบหน้าตาเฉยว่าตนรักฮีซอนคนเดียว จากนั้นก็เดินออกไปทานอาหารเช้ากับจินซองและโอซู* (โอซู* ทำหน้าที่เป็นพ่อบ้านที่คอยดูแลเรื่องอาหารและความสะอาดให้โอซูกับจินซอง) ฮีซอนตามมาบ่นเรื่องที่โอซูไม่ยอมวาดภาพแต่กลับเอาเวลาไปมั่วผู้หญิง ทำให้โดนจินซองตำหนิที่บ่นแต่เช้า (เพราะจะทำให้โชคไม่ดี) ฮีซอนไม่สนใจและถามหากระเป๋าเงินของโอซู จินซองได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ พอโอซูบอกว่าวางอยู่ข้างเตียง จินซองก็โวยวายลั่นว่าทำไมโอซูถึงยอมให้ฮีซอนไถเงินอยู่เรื่อย ฮีซอนได้ยินดังนั้นจึงอ้างว่าเป็นเงินค่าดอกไม้ 


หลังฮีซอนเดินเข้าไปหยิบเงินในห้องนอนของโอซู จินซองก็บ่นว่าฮีซอนขี้โกง เธอชอบเอาของถูกๆ มาให้ แต่กลับหยิบเงินไปเป็นจำนวนมาก นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของคนขายดอกไม้แต่เป็นโจรชัดๆ หลังกินไปบ่นไปได้สักพัก จินซองและโอซู* ก็ถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นฮีซอนเดินถือกางเกงชั้นในผู้หญิงออกมาจากห้องโอซู  ฮีซอนเห็นโอซูกำลังตักซุปเลยโยนกางเกงในลงในถ้วยซุปของโอซู จากนั้นก็ราดน้ำซุปใส่ศีรษะโอซูท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน  โอซู* เห็นดังนั้นจึงแอบถามจินซองว่า โอซูฆ่าพี่สาวของฮีซอนจริงๆ หรือ จินซองเล่าว่าทั้งคู่เคยคบกัน แต่วันหนึ่งโอซูขอเลิก พี่สาวฮีซอนเลยโกรธจัดและขี่มอเตอร์ไซค์ไปประสบอุบัติเหตุ 

ระหว่างที่เลขาวางออกมาคุมงานตกแต่งสวนทางด้านนอก เธอเห็นว่ามีพนักงานไปรษณีย์มาส่งจดหมายเลยรีบวิ่งตรงไปที่บ้าน บังเอิญตอนนั้นแม่บ้านไม่อยู่ในบริเวณดังกล่าว โอยองเลยออกมาเซ็นรับจดหมายด้วยตัวเอง เธอถามพนักงานไปรษณีย์ว่ามีเอกสารอะไรบ้าง พนักงานคนดังกล่าวจึงบอกว่ามีทั้งใบแจ้งหนี้และจดหมายจากโอซู* พี่ชายของเธอ โอยองเพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมาพี่ชายของเธอส่งจดหมายลงทะเบียนมาหาทุกๆ 2-3 เดือนนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว และเลขาวางก็เป็นคนเซ็นรับทุกครั้ง แต่จดหมายกลับไม่เคยถึงมือเธอ


กว่าเลขาวางจะวิ่งมาถึงหน้าบ้าน พนักงานไปรษณีย์ก็ขี่รถออกไปแล้ว เธอจึงร้องเรียกแม่บ้านแต่ไม่ใครอยู่ในบริเวณดังกล่าว เลขาวางเปิดประตูเข้าไปดูในห้องประธานโอ เซโฮ แต่ก็ไม่พบทั้งแม่บ้านและโอยอง (หลังเลขาวางออกจากห้องไปแล้วสัญญาณชีพของเซโฮก็เริ่มผิดปกติ) เธอจึงตรงไปที่ห้องโอยอง พอรู้ว่าโอยองจะออกไปข้างนอก เลขาวางก็ถามว่าจะให้เรียกคนขับรถไหม โอยองปฏิเสธโดยบอกว่าเธอเรียกแท็กซี่แล้ว และเธอก็อยากพึ่งตัวเองมากกว่า เลขาวางถามว่า โอยองไม่ไว้ใจตนหรือ โอยองตอบว่าเลขาวางคือคนที่ทำให้เธอบ้านแตกสาแหรกขาดแล้วก็ทำให้เธอกับแม่และพี่ชายต้องพรากจากกัน แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วแต่เธอยังไม่ไว้วางใจเลขาวางอยู่ดี ผิดกับพ่อของเธอที่เชื่อใจเลขาวางมากกว่าลูกตัวเองเสียอีก  

โอยองถามเลขาวางว่า นับตั้งแต่แม่ของเธอเสียชีวิตเมื่อ 14 ปีก่อน เลขาวางไม่ทราบข่าวคราวหรือที่อยู่ของพี่ชายเธอบ้างเลยหรือ เลขาวางอ้างว่าพ่อของโอยองห้ามไม่ให้ตามหา โอยองจึงแย้งว่านั่นมันตอนที่แม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ โอยองโทษว่าเป็นความผิดของพ่อที่ไม่ยอมตามหาพี่ชาย ทั้งๆ ที่พ่อเองก็ไม่อาจอยู่กับเธอได้ตลอดไป เธอจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสภาพเช่นนี้ 

เมื่อถูกโอยองถามว่าเข้ามาในห้องของเธอทำไม เลขาวางก็บอกว่าตนนึกว่าโอยองเป็นคนรับจดหมาย โอยองแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและปฏิเสธว่าเธอไม่ได้รับจดหมาย เลขาวางเหลือบเห็นซองจดหมายเป็นปึกในกระเป๋าของโอยอง  จึงรีบโทรไปเช็คที่ไปรษณีย์ทันทีที่โอยองนั่งรถแท็กซี่ออกจากบ้านไป ทันใดนั้น สัญญาณเตือนหน้าห้องของเซโฮก็ดังขึ้น เลขาวางรีบวิ่งลงบันไดแต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดเปลี่ยนใจ เธอหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องแล้วปล่อยให้สัญญาณเตือนดังต่อไปโดยไม่เข้าไปดูอาการเซโฮ



โซราฉวยโอกาสตอนที่โอซูกำลังนอนหลับ รีบเก็บเสื้อผ้าแล้วนำซองสีน้ำตาลใส่ไว้ในตู้เซฟของโอซูก่อนออกจากห้องไป โอยองนั่งรถแท็กซี่มาที่คอนโดของโอซู (ตามที่อยู่บนหน้าซองจดหมาย) และเดินสวนกับโซราบริเวณโถงทางเข้า พนักงานคนหนึ่งเห็นว่าโอยองตาบอดเลยพาเธอมาส่งที่หน้าห้องของโอซู หลังกดกริ่งอยู่นาน โอซูซึ่งยังนอนไม่เต็มอิ่มก็ลุกขึ้นมาดูกล้องหน้าประตูในสภาพงัวเงีย พอเห็นว่าเป็นหญิงสาวแปลกหน้า โอซูก็ถาม (ผ่าน Video Door Phone หรือกล้องหน้าประตู) ว่าเธอเป็นใคร โอยองตอบว่า "ยองเอง"  

โอซูถามแบบงงๆ ว่ายองคือใคร โอยองถามกลับว่า "ที่นี่ไม่ใช่บ้านของพี่โอซูหรอกเหรอ" โอซูตอบว่า "ใช่แล้ว ผมนี่แหล่ะโอซู" เมื่อโอยองบอกว่าเธอเพิ่งได้รับจดหมาย โอซูก็ถึงบางอ้อ "อ๋อ เจ้าโอซู* นั่น... ตอนนี้โอซู* ไม่อยู่ เขาไปเรียนทำอาหารกว่าจะกลับมาก็บ่าย 3 ไว้ค่อยมาอีกครั้งนะ" พูดจบโอซูก็เดินกลับไปนอนต่อ แต่โอยองยังคงกดกริ่งอีกหลายครั้ง ทำให้โอซูต้องเดินกลับมาอย่างเหลืออด เขายืนยันอีกครั้งว่าโอซู* ไม่อยู่ ทำให้โอยองรู้สึกแปลกใจเพราะก่อนหน้านี้เขาเพิ่งบอกว่าตนชื่อโอซู โอซูอธิบายว่าเขาและพี่ชายของเธอมีชื่อและนามสกุลเหมือนกัน จากนั้นก็ขอร้องโอยองว่าอย่ากดกริ่งอีกเพราะเขาต้องการพักผ่อน โอยองยังไม่หายข้องใจเลยกดกริ่งอีกหลายครั้งแต่คราวนี้ไม่มีเสียง (โอซูปิดสัญญาณกริ่ง)  เธอจึงได้แต่รู้สึกผิดหวัง


สามชั่วโมงต่อมา โอซูลงมาที่โถงทางด้านล่างแต่กลับพบว่าโอยองยังคงยืนปักหลักรอโอซู*  เขาจึงเดินไปถามโอยองว่าจะขึ้นไปรอพี่ชายบนห้องไหม โอยองปฏิเสธและขอร้องให้เขาช่วยอ่านจดหมายให้ฟัง โอซูถึงกับอึ้งเมื่อรู้ว่าโอยองมองไม่เห็น ถึงกระนั้นเขาก็ออกตัวว่าต้องรีบไปทำธุระ โอยองรีบบอกว่าพ่อของเธอป่วยหนัก เธอเลยอยากพบพี่ชายเพื่อจะได้พาไปดูใจพ่อ โอซูเห็นว่าบริเวณดังกล่าวเป็นทางเดินจึงชวนเธอออกไปคุยในที่ๆ คนไม่พลุกพล่าน และถามโอยองว่าจะให้ตนช่วยจูงมือไหม โอยองปฏิเสธเพราะไม่อยากเป็นภาระใคร แต่ก็ขอให้เขาช่วยเดินนำและคอยบอกเธอเมื่อมีสิ่งกีดขวาง



หลังออกมาทางด้านนอกแล้ว โอซูก็อ่านจดหมายให้โอยองฟัง (เขาเพิ่งรู้ว่าโอซู* ยังไม่รู้ว่าน้องสาวของตนตาบอด เพราะตอนที่พรากจากกันตาโอยองยังเป็นปกติ) เขาอ่านไปขำไปเมื่อพบว่า โอซู* โกหกโอยองว่าตนเปิดร้านอาหารอิตาเลียน โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนที่เป็นเจ้าของคอนโด (โอซู) และตนก็จะซื้อคอนโดต่อจากเพื่อนในไม่ช้า โอซู*ยังบอกด้วยว่าหลังแม่ตาย โอซูก็เป็นเพื่อนที่ตนไว้ใจ แถมเขายังมีชื่อและนามสกุลเหมือนตนอีกด้วย (โอซูยืนยันว่าเขาไม่ได้พูดเองเออเอง แต่โอซู* เขียนไว้ในจดหมายจริงๆ) โอซู* ถามในจดหมายว่าโอยองยังช่างพูดและน่ารักเหมือนเดิมรึเปล่า (โอซูอ่านแล้วอดแย้งไม่ได้ว่าโอยองไม่เหมือนคนช่างพูดเลยสักนิด) เมื่อเห็นโอยองยิ้มและยืนฟังอย่างตั้งใจ โอซูก็อดยิ้มตามไม่ได้


โอซู* เขียนในจดหมายอีกว่า ตนคิดถึงและเป็นห่วงโอยองทุกวัน เขารู้ดีว่าหลังพลัดพรากจากตนกับแม่ โอยองคงรู้สึกอ้างว้างเพราะต้องอยู่กับพ่อที่ทั้งดุและเย็นชา โอยองได้ยินแล้วน้ำตาไหลพราก เธอควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าอย่างทุลักทุเล โอซูเห็นดังนั้นจึงส่งผ้าเช็ดหน้าของตนใส่มือโอยองแล้วอ่านจดหมายให้ฟังต่อ ปรากฏว่าตอนท้ายของจดหมายพี่ชายเธอแอบนินทาโอซูให้ฟัง โดยบอกว่าโอซูเป็นนักเลงหัวไม้ที่มีหน้าตาและกำปั้นเป็นอาวุธ โอยองได้ยินดังนั้นก็หัวเราะทั้งน้ำตา  โอซูไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองโดนนินทา เขารีบออกตัวว่าพี่ชายของเธอขี้โม้ และขอพักเรื่องของตนไว้เพียงเท่านี้ โดยจะข้ามไปอ่านหน้าถัดไปให้ฟังแทน

อยู่ๆ ก็มีรถตำรวจวิ่งมาจอดที่หน้าคอนโด ขณะที่โอซูยืนมองรถตำรวจด้วยความสงสัย จินซองก็โทรฯ มาบอกให้โอซูรีบหนี เพราะโซราแอบยักยอกเงินจากคลับของประธานคิมแล้วหนีไป จากนั้นโยนความผิดให้โอซู เมื่อเห็นตำรวจมองมาที่ตน โอซูก็รีบหลบ โอยองไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงยังคงยืนอยู่ที่เดิม โอซูรีบเอามือปิดปากโอยองแล้วลากตัวมาหลบหลังเสา เมื่อเห็นโอยองดิ้นและร้องด้วยความตกใจ โอซูจึงบอกให้อยู่นิ่งๆ เพราะเขาไม่ได้คิดที่จะทำร้ายเธอ เขาบอกให้เธอกลับไปรอพี่ชายในคอนโด จากนั้นก็คืนจดหมายให้พร้อมทั้งบอกว่า "บรรทัดสุดท้ายในจดหมาย พี่ชายคุณเขียนว่า เขารักคุณ..." พูดจบโอซูก็รีบวิ่งหนีไป โดยมีตำรวจไล่ตามมาติดๆ



โอซู* ซึ่งกำลังเดินกลับมาที่คอนโด เห็นโอซูวิ่งหนีตำรวจ เลยวิ่งตามไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขามัวแต่วิ่งตามโอซูจึงไม่ทันมองถนนทำให้ถูกรถชนอย่างจัง โอซูได้ยินเสียงดังโครมเลยหยุดวิ่งแล้วหันกลับมาดู เมื่อเห็นโอซู*  นอนแน่นิ่งอยู่บนถนนเขาก็ตกตะลึง เขาจะเดินไปหาโอซู* แต่ถูกตำรวจล็อคตัวเอาไว้เสียก่อน อีกด้านหนึ่ง โอยองก็ได้รับแจ้งข่าวร้ายจากทนายจางว่า พ่อของเธออาการทรุดหนักลง เธอจึงเดินมาร้องเรียกแท็กซี่ที่ริมฟุตบาธด้วยความร้อนใจ โดยหารู้ไม่ว่าพี่ชายของเธอนอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า


โซราไปเยี่ยมโอซูที่เรือนจำพร้อมทนาย โอซูต่อว่าโซราและถามว่าวางแผนใส่ร้ายตนทำไม  โซราขอให้โอซูทนอุดอู้อยู่ในคุกสัก 1 ปี  โดยอ้างว่าเธอทำเช่นนี้เพราะรักเขา เธอต้องไปถ่ายหนังที่อเมริกาเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อไม่ให้โอซูหนีเธอไป เธอเลยจำเป็นต้องขังเขาเอาไว้ในคุก พอถ่ายหนังเสร็จแล้วเธอจะพาเขาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพราะเธอฝากเงิน (ก้อนโตที่ขโมยมา) เอาไว้ที่นั่น ที่สำคัญ หากโอซูยังอยู่ที่กรุงโซลหลังออกจากคุก เขาจะถูกประธานคิมเล่นงานอย่างหนัก เพราะประธานคิมซึ่งเป็นสปอนเซอร์ (พ่อบุญทุ่ม) รายใหญ่ของโซรา เข้าใจว่าโอซูเป็นคนยักยอกเงิน โซรายังบอกด้วยว่าอย่าคิดสู้คดีเพราะทั้งอัยการและตำรวจต่างก็เป็นพวกของเธอ โอซูคว่ำโต๊ะด้วยความโกรธแค้น เขาประกาศตัดความสัมพันธ์กับโซราและไม่ยอมเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ ถึงแม้ว่าออกจากคุกแล้วจะต้องตายด้วยน้ำมือประธานคิมก็ตาม

ในขณะที่โอซูสูญสิ้นอิสรภาพ โอยองก็สูญเสียพ่อและอยู่ในอาการโศกเศร้า เธอได้แต่นั่งร่ำไห้อยู่ในรถขณะที่ขบวนรถส่งศพพ่อของเธอเดินทางมาถึงสุสานท่ามกลางสายฝน  

หนึ่งปีต่อมา


จินซองเช่ารถเก่าๆ ไปรับโอซูที่เรือนจำและบอกข่าวร้ายว่าประธานคิมยึดทรัพย์สินทุกอย่างของโอซูไปจนหมดเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นคอนโดฯ รถ หุ้น พันธบัตร บัญชีธนาคาร ฯลฯ เขายังเล่าด้วยว่าตนเองรู้สึกโกรธแค้นแทนโอซูเลยบุกไปอาละวาดที่คลับของประธานคิม ทำให้โดนลูกน้องประธานคิมทำร้ายจนไหล่หลุด วันรุ่งขึ้นเขากลับไปป่วนที่นั่นอีกครั้งทั้งที่ยังใส่เฝือกเลยถูกเล่นงานซ้ำจนขาหัก พอขาหายดีแล้วเขาก็กลับไปที่นั่นอีกครั้งพร้อมถังน้ำมันหวังวางเพลิงให้สิ้นซาก แต่คราวนี้ประธานคิมกลับให้เงินและชวนเขามาร่วมงาน จินซองได้ยินดังนั้นจึงถุยน้ำลายใส่หน้า ทำให้โดนชกจนฟันร่วงไป 2 ซี่

จินซองพาโอซูไปยังแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง (ซึ่งเป็นสถานที่ๆ เขานำเถ้ากระดูกของโอซู* มาโปรยไว้ ตามคำสั่งเสียของโอซู*) พร้อมทั้งเล่าว่า ก่อนตายโอซู* บอกตนว่าหากมีเรื่องเดือนร้อนให้ไปขอความช่วยเหลือจากพีแอลกรุ๊ป (โอซู* เชื่อว่าหากจินซองเล่าเรื่องของตนให้ทางพีแอลกรุ๊ปฟัง ก็จะได้รับความช่วยเหลือ)  จินซองไม่เชื่อว่าโอซู* เป็นลูกชายคนโตของประธานพีแอลกรุ๊ปจริงๆ เลยบ่นว่าโอซู* โกหกตนจนวันตาย  ถึงกระนั้นเขาก็ชมว่าโอซู* เป็นคนดี ที่สำคัญ ในตอนนี้เขาและโอซูต้องมาอาศัยบ้านบนดาดฟ้าของโอซู* เป็นที่ซุกหัวนอนแทนคอนโดหรูที่ถูกประธานคิมยึดไป



หลังโยนดอกไม้ลงบนแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งแล้ว โอซูก็บอกให้จินซองวางมือหรือไม่ก็ไปทำงานกับประธานคิม เพราะเขาไม่อยากให้จินซองเดือดร้อนหรือพลอยลำบากไปด้วย จินซองโวยลั่นว่าตนเฝ้ารอโอซูมานานถึง 1 ปีแต่สุดท้ายกลับถูกโอซูตัดรอน โอซูรู้ว่าจินซองฝันอยากซื้อวัว 100 ตัวแล้วเปิดฟาร์มโคนมให้พ่อที่บ้านในต่างจังหวัด จึงบอกว่าการทำตามความฝันไม่ถือเป็นการทรยศ จินซองถามกลับว่าแล้วทำไมโอซูถึงไม่ทรยศตน โอซูได้แต่อึ้งพูดไม่ออก จินซองเลยแหย่โอซูว่า "ทำไม่ลงใช่มั๊ยล่ะ ทำไม เพราะพี่รักผมใช่รึเปล่า" โอซูไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ จินซองเลยดีใจจนออกนอกหน้า เขาถามโอซูว่าจะกลับไปเล่นพนัน (หาเงิน) กันก่อน หรือจะไปลุยกับประธานคิมเพื่อทวงทรัพย์สินคืน

ในที่สุด โอซูและจินซองก็มุ่งหน้าไปที่บ่อนในคลับหรูซึ่งทั้งคู่เคยเป็นขาประจำ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามคาดเพราะทางบ่อนไม่ยอมสำรองเงินให้ก่อน ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอซูจะชนะพนันอย่างแน่นอน (ประธานคิมใช้อิทธิพลข่มขู่เอาไว้) ทางบ่อนเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีเมื่อครั้งในอดีตเลยมอบเงินจำนวนหนึ่งให้โอซูไว้เป็นค่าใช้จ่าย จินซองเห็นดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจเพราะเป็นการลบหลู่โอซู เขาโมโหจนควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่เลยมีเรื่องชกต่อยกับพนักงานที่บ่อน โอซูเข้ามาห้ามก่อนที่เรื่องจะบานปลาย หลังจากนั้นก็โทรเรียกมันดู (ลูกน้องที่เป็นคนแจกไพ่ในบ่อน) ให้ออกมาพบตน แต่มันดูกลับอ้างว่าตนติดธุระและตัดสายทิ้ง


สถานการณ์ของโอซูยิ่งเลวร้ายลงเมื่อ "โจ มูชอล" (หัวหน้าแกงค์ทวงหนี้) ปรากฏตัว เขาบอกว่าโอซูเป็นหนี้ประธานคิมทั้งสิ้น 7.8 พันล้านวอน (ราว 246 ล้านบาท) รวมดอกเบี้ย 1 ปีและค่าคอมฯ 10% ของตน โอซูปฏิเสธว่าตนไม่รู้เรื่องและไม่เคยเห็นเงินนั่น แต่มูลชอลไม่สนใจ เขาให้เวลาโอซูหาเงิน 100 วันนับจากวันนี้  และเพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเขาเอาจริง มูชอลจึงแทงเข้าที่ช่องท้องของโอซูพร้อมทั้งบอกว่าครั้งนี้ถือเป็นการตักเตือน แต่คราวหน้าโอซูตายแน่หากไม่นำเงินทั้งหมดมาคืนภายในเวลาที่กำหนด


โอยองนำเสนอแผนงานในกลุ่มธุรกิจแฟชั่นต่อหน้านักลงทุนได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ทนายจางและเลขาวางยิ้มไม่หุบ ผิดกับเมียงโฮที่ทำหน้าเซ็งตลอดเวลา ทนายจางกล่าวชมโอยองพร้อมทั้งบอกว่าเธอน่าจะอยู่ในตำแหน่งซีอีโอได้อีกนาน เขาเห็นแล้วอดปลื้มใจแทนพ่อของโอยองไม่ได้ แต่โอยองตระหนักถึงข้อบกพร่องของตัวเองและรู้ดีว่าอีก 3 เดือนข้างหน้าเหล่าบรรดาผู้ถือหุ้นจะเลือกตัวแทนคิมเป็นซีอีโอคนใหม่ ถึงกระนั้น การมาทำงานที่บริษัทฯ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ทำให้เธอสดใสและมีชีวิตชีวามากขึ้น

ทนายจางส่งโอยองขึ้นรถแล้วบอกว่าจะไปทำธุระตามที่พ่อโอยองสั่งเสียเอาไว้ก่อนตาย ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้นขออุบเป็นความลับไว้ก่อน แม้แต่เลขาวางเขาก็ไม่ยอมบอก หลังเลขาวางขับรถพาโอยองออกไปแล้วก็มีคนโทรศัพท์มาบอกทนายจางว่าเจอคนที่เขากำลังตามหาแล้ว

ระหว่างขับรถกลับบ้าน เลขาวางถามโอยองว่าเมื่อไหร่จะแต่งงานกับเมียงโฮ เพราะเห็นว่าเธอกับเมียงโฮหมั้นกันมานานกว่า 2 ปีแล้ว โอยองตอบว่าเธอจะไม่แต่งงานกับเมียงโฮ  พ่อของเธอเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการเรื่องงานหมั้น ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้เห็นดีด้วย แม้เธอจะรู้สึกดีๆ กับเมียงโฮก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องแต่งงานกับเขา และการที่เลขาวางอยากให้เธอแต่งงานเร็วๆ ก็เท่ากับว่า เลขาวางกำลังยัดเยียดเธอให้เมียงโฮเพราะเห็นว่าเธอมีปมด้อย (เพราะเธอตาบอดเลยไม่มีสิทธิเลือก)


โอซูหนีออกจากโรงพยาบาลทั้งที่บาดเจ็บเพื่อไปจัดการกับลูกน้องเนรคุณอย่าง "มันดู"  แต่มันดูเกิดไหวตัวทันจึงโทรฯ เรียกกำลังเสริม ทันทีที่เจอมันดูโอซูก็ใส่ไม่ยั้ง ทั้งยังเตะโทรศัพท์ของมันดูทิ้งอีกด้วย เขาถามมันดูด้วยความโกรธว่าโทรฯ ตามคนมาช่วยหรือ มันดูรีบปฏิเสธพร้อมทั้งบอกว่าตนไม่มีทางหักหลังโอซู เพราะที่ผ่านมาโอซูให้ทั้งอาหาร บ้าน และชีวิตใหม่กับตน พอเห็นว่าพรรคพวกของตนมาช่วยแล้ว มันดูก็สั่งให้ทุกคนรุมยำโอซู โอซูบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วจึงไม่มีแรงต่อสู้ทำให้โดนซ้อมจนร่วงลงไปกองกับพื้น   


มูชอลเห็นสภาพอันยับเยินของโอซูแล้วรู้สึกสมเพชจึงกล่าวว่า "นี่นายยังเชื่ออีกเหรอว่าจะมีคนภักดีกับนายในยามที่นายตกยาก นายนี่ไม่เอาไหนเลย ว่าแต่เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จริงมั๊ย ตอนนี้นายเหลือเวลาอีกแค่ 93 วันนะ" โอซูโดนซ้อมอีกชุดใหญ่ก่อนถูกนำมาทิ้งไว้ริมถนน ถึงกระนั้น เขาก็พยายามกระเสือกกระสนขึ้นมาบนห้องพักที่อยู่บนดาดฟ้าจนได้


หลังโอซูมาถึงที่พักได้ไม่นาน ทนายจางก็ตามขึ้นมาถามว่า "ที่นี่บ้านคุณโอซูใช่ไหมครับ"  โอซูซึ่งเจ็บปางตายยืนพิงระเบียงอย่างอ่อนแรงแล้วตอบว่าใช่ ทนายจางดีใจมากและถามต่อว่า "คุณโอซูอยู่มั๊ยครับ"  โอซูตอบตามตรงว่า "ผมนี่แหล่ะโอซู" ทนายจางเดินเข้าไปดูโอซูใกล้ๆ แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่าใบหน้าเขาไปโดนอะไรมา โอซูไม่ตอบ เขาเบือนหน้าหนีแล้วเดินโซซัดโซเซเข้าบ้าน ทนายจางรีบทัก "เดี๋ยวสิ! นี่ลุงเอง ทนายจางไง เธอเปลี่ยนไปมากจนลุงจำแทบไม่ได้" เมื่อเห็นโอซูทำหน้างงๆ ทนายจางเลยยื่นนามบัตรให้โอซูพร้อมทั้งบอกว่า "ลุงเป็นทนายของบริษัทพ่อเธอ พีแอลกรุ๊ปไง ลุงกับพ่อเธอเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่โรงเรียนเดียวกัน ตอนที่เธอยังเด็กเราเคยไปตกปลากันบ่อยๆ เธอจำไม่ได้เหรอ"

โอซูมองนามบัตรทนายจางพลางนึกถึงคำพูดของโอซู* ที่เคยบอกว่าตนเป็นลูกชายของประธานพีแอลกรุ๊ป แถมก่อนตายโอซู* ยังบอกให้เขากับจินซองไปขอความช่วยเหลือจากพีแอลกรุ๊ปในฐานะเพื่อนของตนหากมีเรื่องเดือดร้อน  และตอนนี้เขาก็กำลังเดือดร้อนอย่างหนักเพราะต้องใช้หนี้ก้อนโตที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อภายในเวลา 93 วัน ดังนั้น นี่คือโอกาสทองและโอกาสเดียวที่จะเอาตัวรอด ทนายจางเห็นโอซูยืนนิ่งไม่พูดไม่จาจึงถามว่า "เป็นอะไรไป ซู... นี่เธอจำชั้นไม่ได้จริงๆ เหรอ" โอซูเงยหน้ามองทนายจางแล้วกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า "เปล่าครับ ผมจำลุงได้ ลุงดูแก่ลงมากเลยครับ" 




เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในละคร  "สายลมรักในฤดูหนาว (That Winter, the Wind Blows)" ทางช่อง 1 เวิร์คพอยท์ทีวี

* เนื้อหาโดย luvasianseries

นักแสดงนำ


โจ อินซอง
รับบท โอซู




ซอง เฮเคียว
รับบท โอยอง




คิมบอม
รับบท ปาร์ก จินซอง




ชอง อึนจี
รับบท มูน ฮีซอน




คิม แทวู
รับบท โจ มูชอล


* ภาพจากเอสบีเอส







* ดูคลิปเบื้องหลังได้ ที่นี่
* ดูคลิปเพลงประกอบได้ ที่นี่

*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิภาพ / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา