วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

เรื่องย่อ 6 มังกร กำเนิดโชซอน (Six Flying Dragons)




กำกับ: ชิน คยองซู,  ลี จองฮึม
เขียนบท: คิม ยองฮยอน, ปาร์ค ซังยอน (ผู้เขียนบทแดจังกึม)
แนวละคร: อ้างอิงประวัติศาสตร์, การเมือง, แอ็คชั่น
จำนวนตอน: 50
ออกอากาศ: เกาหลี - 5 ตุลาคม 2558 - 22 มีนาคม 2559 ทางเอสบีเอส
                    ไทย - ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.15 น.ทางช่อง 3 แฟมิลี่ (ช่อง 13) ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 - 18 พฤษภาคม 2560





"6 มังกร กำเนิดโชซอน (Six Flying Dragons)" เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ที่มีการแต่งแต้มเรื่องราวตามจินตนาการของผู้เขียนบท ซึ่งในที่นี้คือนักเขียนมือทองอย่าง "คิม ยองฮยอน" และ "ปาร์ค ซังยอน" โดยก่อนหน้านี้ทั้งคู่ได้ร่วมกันเขียนบทละครเรื่อง "จอมกษัตริย์ตำนานอักษร (Deep Rooted Tree)" และ "ซอนต็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน (Queen Seon Deok)"  จึงมีการนำตัวละครหรือเรื่องราวบางส่วนบางตอนที่เกิดขึ้นในละครสองเรื่องดังกล่าวมาอ้างถึงในละครเรื่องนี้ (เช่น ในตอนที่ 32 มีการกล่าวถึง "พีดัม" กับพ่อค้าชาวชินลาผู้มั่งคั่งและกว้างขวางที่ชื่อ "ยอมจง" จากละครซอนต็อก) นอกจากนี้ นักเขียนบททั้งสองยังได้ร่วมกันเขียน 'เนื้อเพลง' ประกอบละคร "6 มังกร กำเนิดโชซอน" ที่มีชื่อว่า "มูอีอียา (Is there any difference?)"* อีกด้วย

* เพลงดังกล่าว "ซัมบง" และเหล่าบัณฑิตพากันร้องในตอนที่ 2 ต่อหน้าขุนนางฉ้อฉล "ลี อินคยอม" เพื่อแสดงเจตนารมย์ที่ต้องการยับยั้งสงครามและปฏิรูปบ้านเมืองให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เนื้อหาของเพลงสะท้อนให้เห็นสภาพบ้านเมืองอันฟอนเฟะในโครยอหลังก่อตั้งมานาน 500 ปีแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ขุนนางใหญ่อย่างอินคยอมเสวยสุขอยู่ใน "โทฮวาชอน" (ชื่อคฤหาสน์หรูของอินคยอม)  แต่ราษฎรกลับถูกเหล่าขุนนางอย่างอินคยอมข่มเหงรังแกและเข่นฆ่าดุจผักปลา ขณะที่บรรดาเด็กๆ ต่างพากันหิวโหยและอดตายเพราะครอบครัวถูกรีดนาทาเร้น ใจความสำคัญระบุว่า 'การเมืองไม่ต่างจากดาบ' ที่ชี้เป็นชี้ตายได้เช่นกัน (เนื้อเพลงดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากบันทึกบทสนทนาโต้ตอบเกี่ยวกับหลักปรัชญา ในหนังสือเล่มที่ 1 ตอนที่ 1 ของเม่งจื๊อ)

เนื้อหาในละครกล่าวถึงเหตุการณ์วุ่นวายตั้งแต่ยุคปลายราชวงศ์โครยอไปจนถึงต้นราชวงศ์โชซอน โดยนำเสนอผ่านเรื่องราวของ 6 ตัวละครที่ร่วมมือกันสถาปนาราชวงศ์ "โชซอน" แต่ภายหลังได้เกิดความขัดแย้งด้านอุดมการณ์และแนวคิดทางการเมืองระหว่าง "ลี บังวอน" กับ "ชอง โดจอน" โดยชอง โดจอนเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้บิดาของบังวอน "ลี ซองกเย" (พระเจ้าแทโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอน) ก่อตั้งและสถาปนาอาณาจักรโชซอนได้สำเร็จ ชอง โดจอนต้องการให้เหล่าขุนนางในราชสำนักช่วยกันขับเคลื่อนบ้านเมือง (ทุกเรื่องต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาขุนนาง) ขณะที่บังวอน  (ภายหลังคือ "พระเจ้าแทจงแห่งโชซอน")  ต้องการรวบอำนาจในการบริหารบ้านเมืองทั้งหมดไว้ที่พระราชา

เกริ่นนำ




เนื่องจาก "6 มังกร กำเนิดโชซอน" เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ (ตัวละครสำคัญส่วนใหญ่มีตัวตนจริง) จึงขอเกริ่นนำเรื่องราวอันเป็นที่มาของเหตุการณ์ในละครเสียก่อน

นับตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา กลุ่มคนที่มีบทบาทและอำนาจทางการเมืองในโครยอคือ เหล่าขุนนางในราชสำนักซึ่งล้วนเป็นฝ่ายบัณฑิตที่ยึดถือหลักปรัชญาขงจื๊อ ขณะที่ขุนนางฝ่ายทหารซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษามักถูกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ละเลยและดูถูกเหยียดหยาม เป็นเหตุให้ในปีใน ค.ศ. 1170 กลุ่มขุนนางฝ่ายทหารซึ่งไม่พอใจที่พวกตนถูกมองข้ามได้ทำการยึดอำนาจพระราชาแล้วเข้ามามีบทบาทในราชสำนักแทนเหล่าขุนนางฝ่ายบัณฑิต ส่งผลให้ขุนนางฝ่ายบัณฑิตถูกกวาดล้างและสังหารเป็นจำนวนมาก นับแต่นั้นเป็นต้นมาพระราชาโครยอจึงเป็นเพียงหุ่นเชิดของผู้นำเผด็จการทหาร ("พระเจ้ามยองจง" พระราชาองค์ที่ 19 แห่งราชวงศ์โครยอ ทรงเป็นพระราชาหุ่นเชิดพระองค์แรก) เผด็จการทหารเหล่านี้ครองบ้านครองเมืองสืบต่อกันนานนับร้อยปี จนกระทั่งโครยอยอมจำนนต่อมองโกลราชวงศ์หยวน (จักรพรรดิกุบไลข่าน) อย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1270  (พ.ศ. 1813)

ขณะเป็นประเทศราชของมองโกลราชวงศ์หยวน โครยอต้องเชื่อมความสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานกับชาวมองโกลมาตลอด 80 ปี ด้วยเหตุนี้เหล่าองค์ชายโครยอจึงกลายเป็นราชบุตรเขยของมองโกลราชวงศ์หยวน แม้แต่ราชสำนักโครยอก็ถูกขุนนางที่สนับสนุนมองโกลราชวงศ์หยวนเข้าครอบงำ ในช่วงที่มองโกลราชวงศ์หยวนเริ่มอ่อนแอลง พระเจ้าคงมินได้ขึ้นครองบัลลังก์โครยอในฐานะพระราชาองค์ที่ 31 (นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1351 - 1374) หลังจากนั้นพระองค์ได้ปฏิรูปการเมืองโครยอเสียใหม่โดยทำการกวาดล้างเหล่าขุนนางผู้มีอิทธิพลที่สนับสนุนมองโกล และเปิดโอกาสให้กลุ่มขุนนางฝายบัณฑิต (ซึ่งยึดถือหลักปรัชญาขงจื๊อและเป็นนักปฏิรูป) เข้ามาทำงานรับใช้ราชสำนัก หมายตรวจสอบและคานอำนาจกลุ่มขุนนางเก่าที่สนับสนุนมองโกลราชวงศ์หยวน 

ในเวลานั้นกลุ่มขุนนางฝ่ายบัณฑิตได้ก่อตั้งชนชั้นใหม่ทางสังคมที่เรียกว่าชนชั้น "นักวิชาการ" ("ซาแทบู" ซึ่งมาจากคำว่า "ชื่อต้าฟู" ในภาษาจีน) พวกเขาเป็นทั้งบัณฑิตขงจื๊อ ชนชั้นสูง (ยังบัน) และขุนนางในราชสำนัก โดยผู้ที่ใครๆ ต่างรู้จักและให้ความเคารพนับถือ คือ "ชอง โดจอน" (ฉายา "ซัมบง") และ "ชอง มงจู"  (ฉายา "โพอึน") โดยทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกัน นอกจากขุนนางฝ่ายบัณฑิตแล้ว ในยุคนั้นยังมีขุนนางฝ่ายทหารที่มีชื่อเสียงเลื่องลือและช่วยปกป้องบ้านเมืองจากการรุกรานของต่างชาติหลายครั้งหลายครา ได้แก่ แม่ทัพระดับตำนานนามว่า "ชเวยอง" (ช่อง 3 เรียกว่า "แชยัง") และดาวรุ่งดวงใหม่อย่าง "ลี ซองกเย" โดยทั้งคู่ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะขั้วอำนาจใหม่ทางการเมือง 

หลังมองโกลราชวงศ์หยวนล่มสลายแล้วมีการสถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทนที่ในปี ค.ศ. 1368 พระเจ้าคงมินได้หันไปสวามิภักดิ์และส่งเครื่องบรรณาการให้แก่ราชวงศ์หมิง แต่หลังจากพระเจ้าคงมินถูก "ชเว มันเซ็ง" และ "ฮงรยูน" ลอบปลงพระชนม์ขณะทรงพระบรรทม ในปี ค.ศ. 1374 (พ.ศ. 1917) กลุ่มขุนนางเก่าที่สนับสนุนมองโกลนำโดย "ลี อินอิม" (ในละครใช้ชื่อว่า "ลี อินคยอม") ก็กลับมาเรืองอำนาจอีกครั้งหลังแต่งตั้งองค์ชาย "วังอู" วัย 11 ชันษาขึ้นเป็นพระราชาหุ่นเชิดโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของพระพันปี (องค์ชายอูหรือ "พระเจ้าอู" เป็นโอรสของนางทาส "ฮัน พันยา") ปลายปีเดียวกันนั้นทูตของต้าหมิงบังเอิญถูกสังหารในโครยอ ทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างสองประเทศ แถมกลุ่มขุนนางเก่ายังพยายามสานสัมพันธ์กับพวกมองโกลด้วยเห็นว่าราชวงศ์หมิงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและความมั่งคั่งของพวกตน (ช่วงที่โครยอเป็นอาณานิคมของมองโกลราชวงศ์หยวน ขุนนางกลุ่มนี้สามารถตักตวงผลประโยชน์จากบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่) ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวโน้มว่าจะเกิดสงครามระหว่างโครยอกับราชวงศ์หมิงในไม่ช้า

เพื่อต่อกรกับกลุ่มขุนนางเก่าที่ต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับมองโกลและยับยั้งสงคราม เหล่านักวิชาการกับขุนนางฝ่ายทหารเลยต้องหันมาจับมือกัน (ในตอนนั้นมองโกลราชวงศ์หยวนได้ถูก "จูหยวนจาง" (จักรพรรดิหงอู่) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำกบฏโพกผ้าแดง โค่นล้มแล้วสถาปนา "ราชวงศ์หมิง" ขึ้นมาแทน พวกมองโกลจึงหนีขึ้นไปทางเหนือแล้วก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ที่มีชื่อว่า "หยวนเหนือ")   นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและที่มาของเรื่องราวในละคร "6 มังกร กำเนิดโชซอน" (Six Flying Dragons) 



แผนที่โครยอในปี ค.ศ. 1374 
(ภาพจาก วิกิพีเดีย)
(Jurchen คือ ชนเผ่าหนี่ว์เจิน (บรรพบุรุษของชาวแมนจู) / จุดแดงๆ บนแผนที่โครยอคือเมืองหลวง "เคคยอง" (เคซอง) ส่วนราชวงศ์หมิงหรือต้าหมิงจะอยู่ห่างออกไปทางด้านซ้าย - ไม่ปรากฏในแผนที่)

เนื้อหาตอนที่ 1 



เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นนอกเมืองเคคยอง (เมืองหลวงของโครยอ) ระหว่างเดินทางกลางป่า "ซัมบง (ชอง โดจอน)" แอบขโมยอาหาร (ข้าวปั้นเป็นก้อนกลมๆ) ในกระเป๋าของพ่อค้าเร่แล้วนำมากัดกินอย่างหิวโหย หลังกินได้ครึ่งหนึ่งแล้วเขาก็ป้อนข้าวส่วนที่เหลือให้พ่อค้าเร่คนดังกล่าว พ่อค้าเร่ไม่นึกฝันว่าในยามที่ผู้คนส่วนใหญ่กำลังอดอยากหิวโหยจะมีคนจิตใจดีแบ่งปันอาหารให้ผู้อื่น ซัมบงกล่าวทั้งที่ข้าวเต็มปากว่าคนเรามีอะไรก็ควรแบ่งปันกัน เขาถามพ่อค้าเร่ว่าเดินทางเข้าเมืองหลวงบ่อยไหม เมื่อพ่อค้าเร่ตอบว่าทุก 10 วัน ซัมบงก็บอกว่าตนไม่ได้มาเมืองหลวงนาน 8 ปีแล้วและถามว่าที่นั่นเปลี่ยนไปจากเดิมมากไหม พ่อค้าเร่บ่นว่าทุกวันนี้เมืองเคคยองเสื่อมทรามและฟอนเฟะสุดๆ เพราะขุนนางชั่ว 3 คนที่กุมบังเหียน "โทดัง" (หน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดในยุคโครยอ) เรียกรับประโยชน์จากชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางจึงต่างพากันขูดรีดชาวบ้าน ตอนนี้ชาวบ้านตาดำๆ เลยต้องไปแย่งอาหารขอทานเพื่อความอยู่รอด

พ่อค้าเร่เตือนซัมบงว่าอย่าซี้ซั้วแบ่งอาหารให้คนอื่น ไม่อย่างนั้นขอทานทั้งเมืองหลวงจะกรูกันเข้ามาแย่งอาหารของเขา และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ตนพกข้าวมากินก่อนเข้าเมืองหลวง พ่อค้าเร่จะหยิบข้าวปั้นในถุงผ้าออกมากินแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า เขาเห็นซัมบงเคี้ยวข้าวอย่างเอร็ดอร่อยเลยชักเอะใจ ครั้นพอถูกจับได้ซัมบงก็ตีหน้าซื่อ เขามอบตุ๊กตาไม้แกะสลักให้พ่อค้าเร่พลางสัญญาว่าหากพบกันคราวหน้าตนจะคืนข้าวปั้นให้มากกว่านี้สิบเท่า พ่อค้าเร่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธจึงปาตุ๊กตาไม้ใส่หน้าซัมบง ก่อนเอาไม้วิ่งไล่ตี




หลังจากนั้นซัมบงก็เข้าไปในถ้ำลับที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขา (ซึ่งภายในเต็มไปด้วยหนังสือ) เขารู้สึกได้ว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ภายในถ้ำจึงหันกลับไปมองทางด้านหลังพลางถามว่า "เจ้าเป็นใคร" ชายหนุ่มคนดังกล่าวลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาซัมบงพลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า ตนเฝ้ารอซัมบงมานานแล้ว ซัมบงรู้สึกแปลกใจเมื่อชายหนุ่มคนดังกล่าวเรียกตนว่าอาจารย์ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหรือพบกันมาก่อน เขารู้ว่ายังมีอีกคนซ่อนตัวอยู่ในถ้ำจึงถามว่า ถ้าเช่นนั้นคนที่อยู่ทางด้านหลังก็มารอพบตนด้วยหรือ ชายคนดังกล่าวเดินออกมาจากมุมมืดก่อนบอกว่า "ข้ารอท่านมานานมากจริงๆ ซัมบง" ซัมบงสงสัยว่าชายคนดังกล่าวเป็นใคร ชายคนดังกล่าวตอบเพียงว่าตนคือคนที่ถูกซัมบงหลอก ซัมบงไม่เคยพบชายคนดังกล่าวมาก่อนจึงยิ่งสงสัยว่าเขาเป็นใครกันแน่  แต่ชายคนดังกล่าวกลับเอาแต่ยืนจ้องหน้าซัมบงโดยไม่ยอมพูดจา ชายหนุ่มคนแรกเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่สู้ดี จึงทำลายความเงียบด้วยการพูดว่าตนรู้จักทั้งสองคนเป็นอย่างดี เมื่อถูกรุมถามว่าเป็นใคร ชายหนุ่มจึงแนะนำตัวว่า "ข้าชื่อ...ลี บังวอน"

ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีก่อน ณ เมืองฮัมจู (ปัจจุบันเป็นเขตหนึ่งในจังหวัดฮัมกยองใต้ของเกาหลีเหนือ) 




"ลี บังวอน" วิ่งตาม "ลี บังกวา" ผู้เป็นพี่ชายซึ่งกำลังไล่จับชายคนหนึ่งอยู่ในทุ่งหญ้า แม้พี่ชายจะร้องบอกว่าอย่าตามมาเพราะอาจเป็นอันตราย แต่บังวอนต้องการช่วยพี่ชายจึงวิ่งตามไปห่างๆ (เพราะตามไม่ทัน) เมื่อบังกวาตระครุบตัวชายคนดังกล่าวได้เขาก็ขึ้นคร่อมก่อนชกและพยายามบีบคอชายคนดังกล่าวแต่ก็ยังเอาไม่อยู่ บังวอนเห็นดังนั้นจึงกระโดดเกาะหลังบังกวาหมายช่วยจับให้อยู่หมัด เมื่อถูกคนร้ายเอามือยันหน้า บังวอนจึงก้มลงกัดเต็มแรงด้วยความรู้สึกโกรธแต่ดันพลาดกัดแขนพี่ชายเข้า คนร้ายเลยฉวยโอกาสหลบหนีไป และนั่นก็ทำให้สองพี่น้องต้องวิ่งไล่จับคนร้ายอีกครั้ง แม่ทัพ "ลี ซองกเย" เห็นดังนั้นจึงเล็งธนูไปที่คนร้าย  (ปลายแหลมของลูกธนูมีจุกไม้ครอบไว้เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายถึงชีวิต) บังวอนเห็นดังนั้นจึงร้องบอกพี่ชายซึ่งกำลังยื้อยุดกับคนร้ายให้หมอบลง เมื่อคนร้ายถูกธนูกระแทกที่หน้าอกจึงหมดสติในทันที

บังกวาเห็นดังนั้นจึงทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนแรง บังวอนวิ่งตามไปนอนหนุนอกพี่ชายอย่างมีความสุข เมื่อแม่ทัพลีขี่ม้าเข้ามาหา สองพี่น้องก็รีบลุกขึ้น บังวอนรีบอวดว่าตนช่วยพี่จับคนร้ายโดยเผลอพูดสำเนียงชาวเหนือ ทำให้ถูกแม่ทัพลีตำหนิที่ไม่ยอมฝึกพูดสำเนียงเมืองหลวง แม่ทัพลีโยนเชือกให้บังกวาพลางบอกให้มัดคนร้ายแล้วพากลับไป  บังวอนเห็นว่าพ่อเป็นฮีโร่จึงจ้องมองอย่างชื่นชม จากนั้นก็ชมพ่อเป็นภาษามองโกเลียให้พี่ชายฟังว่า 'ชาน-ทึ-กา-รือ' ซึ่งหมายความว่า 'บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุด' บังกวาได้ยินดังนั้นจึงเตือนบังวอนว่าพ่อห้ามไม่ให้พวกตนพูดภาษามองโกเลียหรือภาษาถิ่นของชาวเหนือ (เมืองฮัมจูอยู่ทางตอนเหนือของโครยอ ส่วนเมืองหลวงอย่างเคคยองอยู่ค่อนมาทางภาคกลาง) ถึงกระนั้น บังกวาก็เห็นด้วยว่าพ่อของตนคือ  'ชาน-ทึ-กา-รือ' (ทั้งคู่มองตามพ่อซึ่งขี่ม้ากลับไปก่อนด้วยสายตาชื่นชม)

* สามพ่อลูกล้วนเป็นพระราชาในอนาคตของราชวงศ์โชซอน โดย "ลี ซองกเย" คือ "พระเจ้าแทโจ" ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอน, "ลี บังกวา" คือ "พระเจ้าจองจง" พระราชาองค์ที่ แห่งราชวงศ์โชซอน ส่วน "ลี บังวอน" คือ "พระเจ้าแทจง" พระราชาองค์ที่ แห่งราชวงศ์โชซอน

เกร็ดความรู้: สาเหตุที่แม่ทัพลี ซองกเยไม่ให้ลูกๆ พูดภาษามองโกลเลียและภาษาถิ่นของชาวเหนือ เป็นเพราะโครยอเคยเป็นประเทศราชของมองโกล (ราชวงศ์หยวน) ราว 80 ปี ที่สำคัญ ตระกูลของแม่ทัพลีเป็นพวกเดียวกับมองโกลมาช้านาน ทั้งนี้เพราะในอดีตบรรพบุรุษของเขาแปรพักตร์จากโครยอแล้วหันไปสวามิภักดิ์ต่อกองทัพมองโกลจนได้เป็นขุนนางใหญ่ที่นั่น หลายปีหลังจากนั้นโครยอก็ยอมจำนนต่อมองโกลอย่างเป็นทางการ (มองโกลราชวงศ์หยวนได้ยึดพื้นที่ทางตอนเหนือของโครยอแล้วรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตนโดยตั้งเป็นมณฑลซวางเฉิง หรือ "ซังซอง")  หลังบรรพบุรุษของแม่ทัพลีแปรพักตร์ราวหนึ่งร้อยปี "พระเจ้าคงมิน" ซึ่งถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่ต้าหยวนและอภิเษกกับองค์หญิงมองโกล ได้เสด็จกลับโครยอเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ (มองโกลราชวงศ์หยวนยอมให้ราชวงศ์โครยอปกครองบ้านเมืองตามเดิม แต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเพื่อแสดงความจงรักภักดีไปให้ราชวงศ์หยวนทุกปี) 

หลังจากนั้นไม่นานพระเจ้าคงมินก็ตั้งตนเป็นศัตรูกับมองโกลราชวงศ์หยวน ทั้งยังงดส่งเครื่องราชบรรณาการ และทำการกวาดล้างขุนนางที่สนับสนุนมองโกล แม่ทัพลี ซองกเย กับ "ลี จาชุน" ผู้เป็นพ่อ (ซึ่งเป็นทหารชั้นผู้น้อยของราชวงศ์หยวน และมีภรรยา (แม่ของแม่ทัพลี) เป็นชาวจีน) จึงเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าคงมินที่เมืองหลวงเพื่อขอสวามิภักดิ์และสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ เมื่อพระเจ้าคงมินมีรับสั่งให้ทั้งคู่โจมตีป้อมปราการทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังที่สนับสนุนฝ่ายมองโกล แม่ทัพลีกับพ่อจึงแอบเปิดประตูให้ทหารโครยอบุกเข้ามาในป้อมปราการของพวกตน ทำให้โครยอยึดดินแดนทางตอนเหนือกลับคืนมาได้สำเร็จ 


คืนนั้น บังวอนโม้ให้ทุกคนฟังเป็นฉากๆ ว่าตนเป็นคนวิ่งไล่จับไส้ศึก ส่วนพี่ชายวิ่งตามมาติดๆ ทำให้ถูกแม่ทัพลีดุที่ไม่ยอมอ่านหนังสือ บังวอนแย้งว่าตนอยากเป็นอย่างพ่อมากกว่า แม่ทัพลีจึงถามว่าตนเป็นอย่างไร  บังวอนกล่าวว่าพ่อของตนขี่ม้าเก่ง ยิงธนูได้อย่างแม่นยำ และรบชนะทุกทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้ผู้คนในโครยอถึงพากันชื่นชมและยกย่องพ่อของตน ตนจึงอยากไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่พ่อ แม่ทัพลีได้ฟังดังนั้นจึงถามบังวอนว่าเขารู้จักสงครามดีแค่ไหน เมื่อเห็นบังวอนยืนอึ้งเพราะนึกไม่ออกว่าสงครามเป็นอย่างไร แม่ทัพลีจึงพาบังวอนไปที่ลานไต่สวนเพื่อดูการลงโทษไส้ศึก (คนที่เขากับพี่ชายวิ่งไล่จับก่อนหน้านี้)  



ในตอนนั้น บังกวากับ "ลี จีรัน" (พี่น้องร่วมสาบานของแม่ทัพลี) กำลังช่วยกันสอบสวนและทรมานไส้ศึกคนดังกล่าวเพื่อสืบหาตัวผู้บงการ แม้จะโดนทรมานอย่างหนักแต่ชายคนดังกล่าวยังคงปากแข็ง บังกวาโยนจดหมายใส่ชายคนดังกล่าวพลางถามว่านี่เป็นจดหมายที่เขาจะนำมาส่งให้สายลับที่แฝงตัวอยู่ในคาพยอลโช (กองกำลัง (ลับ) ส่วนตัวของแม่ทัพลี) ใช่หรือไม่ จีรันหยิบจดหมายให้ชายคนดังกล่าวดูพลางคาดคั้นว่าเสนาบดี "ลี อินคยอม" ใช้ให้เขานำจดหมายฉบับนี้มาส่งใช่หรือไม่ แต่ชายคนดังกล่าวไม่ยอมปริปากตอบ จีรันเห็นชายคนดังกล่าวยังคงจงรักภักดีกับผู้บงการก็รู้สึกโกรธจึงสั่งให้ลูกน้องเฆี่ยนตีชายคนดังกล่าวอีกครั้ง แต่แม่ทัพลีห้ามเอาไว้และบอกชายคนดังกล่าวว่าเขาทรยศตนมาแล้วครั้งหนึ่ง หากสารภาพว่าใครอยู่เบื้องหลังก็เท่ากับทรยศอีกเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นจงอย่าทรยศใครอีกเลย แม่ทัพลีประกาศตัดสัมพันธ์กับชายคนดังกล่าวจากนั้นก็ลงมือสังหารทันที (ตัดหัวในดาบเดียว) บังวอนเห็นพ่อฆ่าคนตายต่อหน้าก็ถึงกับช็อค  แม่ทัพลีเดินเข้าไปหาบังวอน เขาปักดาบเปื้อนเลือดลงกับพื้นแล้วบอกบังวอนว่านี่แหล่ะคือสงคราม ถึงแม้ตนจะได้รับการสรรเสริญและถูกมองเยี่ยงวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่เนื้อแท้ของสงครามก็คือการฆ่าคน

เกร็ดความรู้: "ลี จีรัน" มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เขาเป็นทหารในยุคปลายของราชวงศ์โครยอและยุคแรกเริ่มของราชวงศ์โชซอน จริงๆ แล้วเขาเป็นนักรบจากเผ่าหนี่ว์เจิน หลังได้พบแม่ทัพลีครั้งแรกในสนามรบเขาก็รู้สึกประทับใจในตัวแม่ทัพลีจึงสาบานเป็นพี่น้องกัน แม้เขาจะเป็นคนอารมณ์ร้อนและหุนหันพลันแล่นแต่ก็เชื่อฟังและจงรักภักดีต่อแม่ทัพลี ทั้งยังเป็นขุนพลที่สนิทกับแม่ทัพลีมากที่สุดอีกด้วย (ประวัติศาสตร์จารึกว่าเขามีใบหน้าที่งดงามราวกับผู้หญิง)

 


บังกวาช่วยซับคราบเลือด (ของไส้ศึกที่ถูกสังหาร) บนใบหน้าของบังวอนพลางรู้สึกขำที่เห็นน้องชายกลัวจนพูดไม่ออก (บังกวาเป็นนักรบที่กล้าหาญและร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับแม่ทัพลีหลายครั้ง) บังวอนแย้งว่าตนแค่ตกใจแต่ไม่ได้หวาดกลัวซักหน่อย "โช ยองคยู" (บอดี้การ์ดและมือขวาผู้ซื่อสัตย์ของบังวอน ทั้งยังเป็น 1 ใน 10 สุดยอดนักดาบของโครยอ) กล่าวว่าถึงแม่ทัพของพวกตนจะเป็นคนใจกว้างดุจแม่น้ำแต่เขาไม่มีวันให้อภัยคนทรยศ บังกวาเห็นด้วยและบอกว่านับตั้งแต่โดน "โช ซูเซ็ง" ทรยศแล้ว พ่อของพวกตนก็ไม่ยอมให้ใครหักหลังอีกเลย ยองคยูสวมบทนักเล่านิทานโดยบรรยายประกอบท่าทางว่าซูเซ็งทำให้พวกพ้องตกอยู่ในอันตรายแล้วคิดที่จะหลบหนีแต่แม่ทัพลีมาพบเข้าเสียก่อน แม่ทัพลีหัวใจแทบแตกสลายเมื่อถูกพี่น้องร่วมสาบานอย่างซูเซ็งหักหลัง

บังวอนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น  บังกวาเลยลุกขึ้นเล่าประกอบท่าทางบ้าง เขากล่าวว่าซูเซ็งเรียกพ่อของพวกตนว่าน้องชายพลางร้องขอชีวิตขณะวิ่งหนีไป ยองคยูทำท่าง้างธนูพลางเล่าว่าแม่ทัพลีเล็งธนูไปที่ซูเซ็ง บังกวารับไม้ต่อโดยสวมบทแม่ทัพลีและพูดเสียงเข้มว่า "จงอย่าเรียกข้าว่าน้องชาย" พูดจบพ่อของพวกตนก็ยิงซูเซ็งเสียชีวิตทันที บังวอนฟังแล้วยิ่งรู้สึกชื่นชมผู้เป็นพ่อ เขาพูดเสียงเข้มเลียนแบบบังกวาว่า 'จงอย่าเรียกข้าว่าน้องชาย' ก่อนลั่นวาจาว่าจะต้องเป็นอย่างพ่อให้ได้ และจะไม่มีวันให้อภัยคนทรยศเช่นกัน



"กิล แทมี" บุกมาพบอัครมหาเสนาบดี "ลี อินคยอม" (ขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนัก) ซึ่งกำลังแช่ตัวในอ่างน้ำขนาดใหญ่กับ "เพ็กยุน" (หนึ่งในสามขุนนางใหญ่แห่งโทดังที่กุมอำนาจในราชสำนัก) ทันทีที่มาถึงเขาก็ต่อว่าอินคยอมที่ไม่ยอมเชื่อคำเตือนของตนจนเกิดเรื่องขึ้นจนได้ เพราะตอนที่อินคยอมประกาศว่าจะเชิญทูตหยวน (มองโกล) มาที่นี่ ตนได้เตือนแล้วว่า "ชอง มงจู" (ฉายา "โพอึน") มีท่าทางแปลกๆ และอาจสร้างปัญหาให้พวกตนได้ (กิล แทมี เป็นยอดนักดาบและมือขวาของอินคยอม) เมื่อเพ็กยุนถามว่ามีปัญหาอะไร แทมีจึงรายงานว่าหลังชอง มงจูไปเข้าเฝ้าพระพันปี แม่ทัพลีก็ถูกเรียกตัวมารับตำแหน่งในราชสำนัก ตอนนี้ราชโองการถูกส่งไปที่เมืองฮัมจูแล้ว เพ็กยุนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับสะดุ้งโหยง ขณะที่อินคยอมถึงกับหน้าถอดสี

* ทุกคนที่กล่าวมาข้างต้นล้วนมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ แต่ในละครผู้เขียนบทได้เปลี่ยนชื่อให้ตัวละครเสียใหม่ ความจริงแล้ว "ลี อินคยอม" มีชื่อจริงว่า "ลี อินอิม", "เพ็กยุน" มีชื่อจริงว่า "จียูน", "กิล แทมี" มีชื่อจริงว่า "อิม คยอนมี" (ส่วน "ฮง อินบัง" ซึ่งจะกล่าวถึงในลำดับต่อไปมีชื่อจริงว่า "ยอม ฮึงบัง") 

แม่ทัพลีและลูกๆ รวมทั้งคนสนิทอย่างจีรัน ระดมสมองหารือว่าใครเป็นผู้บงการไส้ศึก บังกวาฟันธงว่าต้องเป็นเสนาบดีลี อินคยอมแน่ๆ ที่ส่งสายลับมาสอดแนมพวกตน แต่จีรันสงสัยว่าอินคยอมจะส่งสายลับมาถึงที่นี่ (ชายแดนทางตอนเหนือ) เพื่ออะไร ทันใดนั้น ยองคยูก็วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่ามีคนจากเมืองหลวงนำราชโองการมามอบให้แม่ทัพลี

 

อีกด้านหนึ่งเหล่าบัณฑิตที่ซองคยุนกวาน (สถาบันที่สอนหลักปรัชญาขงจื๊อ) ต่างพากันดีใจเมื่อรู้ว่าแม่ทัพลีถูกแต่งตั้งให้เป็นขุนนางใหญ่ประจำราชสำนัก (หนึ่งในเสนาบดีแห่งโทดัง)  เมื่ออาจารย์โพอึน (หรือ "ชอง มงจู" - ผู้นำชนชั้นวิชาการที่ยึดมั่นในหลักปรัชญาขงจื๊อ และเป็นอาจารย์ที่ซองคยุนกวาน) ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวเป็นความจริงและตนได้ส่งสาส์นอีกฉบับไปให้แม่ทัพลีแล้ว "ฮง อินบัง" ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงนักวิชาการ (และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของซัมบง) ก็โล่งอกและรู้สึกดีใจ เพราะการมาของแม่ทัพลีจะช่วยล้มแผนรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับหยวนของอินคยอมอันจะนำไปสู่ภาวะสงครามกับราชวงศ์หมิงที่เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นใหม่ (หยวนในที่นี้คือ "มองโกล" หรือราชวงศ์หยวนเหนือ ซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังราชวงศ์หยวนหรือต้าหยวนล่มสลาย)

เพ็กยุนกล่าวอย่างหัวเสียว่าที่ตนกังวลไม่ได้เป็นเพราะแม่ทัพลียิ่งใหญ่อะไร แต่ถ้าแม่ทัพลีมาเมืองหลวงก็มีความเป็นไปได้สูงที่อดีตแม่ทัพ "ชเวยอง" จะแปรพักตร์ และนั่นก็จะทำให้ "คยอง บกฮึง" (หนึ่งในสามขุนนางใหญ่แห่งโทดังในขณะนั้น) เปลี่ยนใจ แล้วถ้าพระพันปีซึ่งคอยชักใยอยู่เบื้องหลังกลับมาเรืองอำนาจอีกครั้ง ต่อให้อินคยอมกุมอำนาจในราชสำนักก็ไม่มีประโยชน์ ซ้ำร้ายหากฝ่ายตรงข้ามรวมหัวจับมือกับเหล่าบัณฑิตและนักวิชาการ แล้วอินคยอมจะรับมืออย่างไร อินคยอมฟังแล้วได้แต่นั่งครุ่นคิด



เมื่อโพอึน อินบัง และคณะ เดินมาพบซัมบงซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนแรงและโทรมสุดๆ แถมยังสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยและใส่รองเท้าข้างเดียว อินบังก็ถามซัมบงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่ารู้ข่าวเรื่องแม่ทัพลีหรือยัง โพอึนกล่าวอย่างชื่นชมว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะซัมบงรู้เท่าทันแผนการของอินคยอม เมื่อแม่ทัพลีมาถึงความสัมพันธ์กับหยวนก็จะยุติลงและสงครามก็จะไม่เกิดขึ้น ซัมบงฟังแล้วกลับไม่รู้สึกยินดียินร้าย ซ้ำยังเตือนว่าอย่าเชื่อใจหรือฝากความหวังไว้ที่แม่ทัพลีมากนัก ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้ง "อู ฮักจู" (ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับซัมบง) ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ เมื่อซัมบงเดินจากไปโดยไม่ให้ความกระจ่างใดๆ ฮักจูก็กล่าวหาว่าซัมบงอิจฉาท่านหัวหน้า (โพอึน) ที่สร้างผลงานครั้งใหญ่ (สามารถเรียกตัวแม่ทัพลีมาเมืองหลวงและยับยั้งสงครามได้สำเร็จ) โพอึนแย้งว่าซัมบงไม่ใช่คนเช่นนั้น "ฮัน กูยอง" (ลูกศิษย์อินบัง) เลยโวยว่าโพอึนชอบให้ท้ายซัมบง ทำให้ซัมบงไม่เห็นหัวใคร อินบังเตือนว่าซัมบงเป็นคนรู้ทันแผนชั่วของอินคยอมและเขามักพูดถูกเสมอ ถึงกระนั้นโพอึนก็ยังมั่นใจ เขาเชื่อว่าครั้งนี้จะไม่เป็นไปตามที่ซัมบงพูด และกล่าวว่าที่ซัมบงพูดเช่นนั้นเป็นเพราะเขายังไม่เคยพบแม่ทัพลีมาก่อน (ก่อนหน้านี้ซัมบงได้สั่งให้ลูกน้องส่งจดหมายไปยังชายแดนแบบลับๆ หมายหยุดยั้งสงคราม)



บังกวาบอกแม่ทัพลีว่าพวกตนพร้อมเดินทางเข้าเมืองหลวงในอีก 3 วันข้างหน้า แม่ทัพลีจึงสั่งให้ "เพ็ค กึนซู" เดินทางเข้าเมืองหลวงในวันรุ่งขึ้นเพื่อนำจดหมายไปส่งให้โพอึน และฝากบอก "บังอู" (ลูกชายคนโตของแม่ทัพลี) ให้เตรียมตัวเดินทางด้วย บังวอนขอเดินทางเข้าเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ด้วยคน บังกวาแย้งว่าอีกไม่กี่วันพวกตนก็จะเดินทางไปด้วยกันอยู่แล้ว  บังวอนแย้งว่าตนไม่อยากไปกับบังกวา และชี้ว่าบรรดาพี่ๆ ล้วนเดินทางไปเองทั้งนั้น เขากลัวว่าตนเองจะถูกทิ้งไว้ที่นี่เพราะไม่ยอมฝึกพูดสำเนียงเมืองหลวงเลยอยากเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ซ้ำยังสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะฝึกพูดสำเนียงเมืองหลวงทันทีที่ไปถึง ยองคยูจึงอาสาเดินทางไปเป็นเพื่อนบังวอน ในที่สุด บังวอนกับยองคยูก็ได้เดินทางไปเมืองหลวงพร้อมกึนซูในวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบังวอนที่สวมชุดผ้าไหมสีสันเจิดจ้า (เขาให้เหตุผลที่แต่งตัวแบบจัดเต็มว่าไม่อยากโดนเด็กๆ ในเมืองหลวงดูถูกว่าเป็นคนบ้านนอก)



ณ เมืองเคคยอง หัวหน้าแก๊งขอทานบอกให้ทุกคนจับคู่กันทำงานแล้วออกตระเวนหาเหยื่อที่เป็นพวก 'บ้านนอกเข้ากรุง' ในขณะที่ทุกคนต่างพากันสงสัยว่าบ้านนอกเข้ากรุงเป็นอย่างไร อยู่ๆ ก็มีเสียงเด็กทารกร้องไห้จ้า ปรากฏว่าเด็กหญิงตัวน้อยนามว่า "คับบุน" ต้องเลี้ยงน้องวัยแบเบาะแทนแม่ที่อยู่ๆ ก็หายตัวไป น้องของเธอเลยร้องไห้เพราะหิวนม  หัวหน้าแก๊งขอทานรู้สึกสงสารเด็กเลยบอกให้คับบุนออกไปหานมให้น้องกินโดยไม่ต้องทำงานเหมือนคนอื่นๆ "บุนอี" ถามหัวหน้าแก๊งว่าบ้านนอกเข้ากรุงคือคนที่เพิ่งเดินทางมาเมืองหลวงเหมือนพวกตนหรือเปล่า หัวหน้าแก๊งชี้ว่าบุนอีไม่ใช่พวกบ้านนอกเข้ากรุงแต่เป็นขอทานบ้านนอก จากนั้นก็อธิบายว่าบ้านนอกเข้ากรุงคือคนที่สวมเสื้อผ้ามันวับ (ผ้าไหมราคาแพง) สีสันฉูดฉาดบาดตากว่าตนทั่วไป ซ้ำยังหันไปมองโน่นนี่รอบตัวด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา และคนประเภทที่ว่าก็คือบังวอนกับยองคยูนั่นเอง    



ระหว่างออกตระเวนหาเหยื่อ "ตังเซ" (พี่ชายบุนอี) สงสัยว่าพวกตนมาเข้าแก๊งขอทาน (ตามที่บุนอีบอก) แล้วจะช่วยให้หาแม่เจอได้อย่างไร (คับบุนแบกน้องใส่หลังตามทั้งคู่มาด้วย) บุนอีชี้ว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง นับตั้งแต่พวกตนมาตามหาแม่ที่เมืองหลวงก็อดๆ อยากๆ มาโดยตลอด เพราะตังเซบอกว่าแม่ถูกจับมาเมืองหลวงพวกตนเลยมาที่นี่แล้วออกตามหาแม่ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม แถมไปทางไหนก็มีผู้หญิงชื่อ "คันนัน" เต็มไปหมด หากยังคงใช้ชื่อแม่ในการออกตามหาก็คงยากที่จะเจอ ตังเซคิดจะนำเพลงที่แม่ร้อง (ก่อนถูกจับตัวไป) มาใช้ในการตามหาเบาะแสแต่บุนอีไม่เห็นด้วย เธอเลยพิสูจน์ด้วยการฮัมเพลงดังกล่าวให้คับบุนฟังแล้วถามว่ารู้จักเพลงนี้ไหม เมื่อคับบุนทำหน้างงเพราะไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน บุนอีจึงชี้ว่าที่ผ่านมาไม่มีใครรู้จักเพลงนี้สักคน ถึงกระนั้นตังเซก็ยังเชื่อว่าหากพวกตนพบใครสักคนที่รู้จักเพลงนี้ คนๆ นั้นจะต้องรู้จักแม่ของพวกตนอย่างแน่นอน ตังเซกล่าวว่ายังมีอีกหนึ่งอย่างที่ใช้เป็นเบาะแสในการตามหาแม่ได้ เพราะคืนที่แม่ถูกจับตัวไปตนเห็นรอยสักที่ข้อมือของหนึ่งในคนร้าย พูดจบเขาก็วาดรูปรอยสักดังกล่าวให้บุนอีดู แต่บุนอีห่วงเรื่องปากท้องมากกว่าเลยบอกให้คับบุนไปหานมให้น้องกิน ส่วนตนจะออกตามหาพวกบ้านนอกเข้ากรุงและจะนำอาหารมาฝากเธอด้วย ตังเซบ่นว่าจะไปหาคนแบบที่ว่าได้ที่ไหน คับบุนหันไปเห็นบังวอนกับยองคยูกำลังเดินชมตลาดเลยชี้ให้สองพี่น้องดู

บุนอีบอกให้ตังเซคอยจับตาบังวอนกับยองคยูเอาไว้ส่วนเธอจะไปตามหัวหน้า ตังเซเห็นบังวอนกับยองคยูกินขนมพลางเดินดูของในตลาดก็ถึงกับน้ำลายสอ กึนซูเห็นบังวอนกับยองคยูกำลังดูของเพลินเลยฉวยโอกาสขอตัวโดยอ้างว่าจะไปดูม้า  ตังเซเห็นดังนั้นเลยตามกึนซูไป ยองคยูมัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จนไม่ทันสังเกตว่าสายตาของบังวอนกำลังจับจ้องไปทางอื่น บังวอนแทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นศพถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยภายในตรอกเล็กๆ เขาเดินเข้าไปดูสภาพศพอันน่าอนาถพลางสงสัยว่าทำไมญาติพี่น้องคนตายถึงไม่ช่วยจัดการศพ ทันใดนั้นก็มีเสียงใครบางคนตอบว่าพวกนี้เป็นศพไม่มีญาติ หลังจากนั้นบังวอนก็โดนกระสอบคลุมหัวและถูกจับตัวไป  ตังเซเห็นกึนซูนำจดหมายไปใส่ไว้ในช่องลับที่เสาต้นหนึ่งจึงแอบดูอยู่ห่างๆ  หลังนำจดหมายไปซ่อนแล้วกึนซูก็กลับมาสมทบกับยองคยูและพบว่าบังวอนหายตัวไป ทั้งคู่จึงแยกย้ายกันตามหา ตังเซแอบเปิดช่องลับแล้วนำจดหมายออกมาดู เมื่อพบว่าในจดหมายมีตราประทับเป็นรูปเดียวกับรอยสักบนข้อมือคนร้ายที่จับตัวแม่ไป เขาก็ถึงกับช็อค




ปรากฏว่าบังวอนถูกแก๊งขอทานจับตัวมาลอกคราบ กึนซูกับยองคยูตามมาช่วยและจะนำตัวบังวอนที่สวมกางเกงเพียงตัวเดียวออกไป แต่ตังเซและบุนอีขวางเอาไว้ ตังเซคาดคั้นกึนซูว่าแม่ของพวกตนอยู่ที่ไหน กึนซูทำหน้างงเมื่อตังเซโทษว่าเขาเป็นคนจับแม่ของพวกตนไป บุนอีชี้ว่ากึนซูเป็นคนนำจดหมายฉบับนี้ไปซ่อน เธอกางจดหมายให้กึนซูดูแล้วบอกว่าตราประทับในจดหมายเป็นรูปเดียวกับรอยสักของคนร้ายที่จับแม่พวกตนไป บังวอนเห็นตราประทับดังกล่าวก็จำได้ว่าเป็นแบบเดียวกันกับจดหมายที่พบในตัวไส้ศึก (ซึ่งบังกวาเชื่อว่าเป็นของอินคยอม) พอรู้ว่ากึนซูเป็นสายลับที่แฝงตัวมาอยู่กับพวกตน ยองคยูก็ชักดาบแล้วเล็งไปที่กึนซูทันที หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ต่อสู้กันเอง ด้วยความที่ฝีมือของยองคยูเหนือกว่า กึนซูจึงแย่งจดหมายกลับคืนมาแล้ววิ่งหนีไป ยองคยูกับเหล่าแก๊งขอทานจึงช่วยกันออกตามล่ากึนซู

บุนอีจะวิ่งตามไปด้วยแต่ถูกชนจนล้มเสียก่อน ตังเซเห็นดังนั้นจึงเข้าไปช่วยประคองให้ลุกขึ้น บุนอีเห็นสองหนุ่มยังคงเอ้อระเหยอยู่แถวนี้ขณะที่คนอื่นๆ ออกไปตามจับกึนซูกันหมดแล้ว เธอจึงโมโหทั้งพี่ชายและบังวอนที่ไม่รีบตามกึนซูไป (บังวอนนำเสื้อผ้าขอทานที่ตากไว้มาสวมแทนเสื้อผ้าของตนอย่างใจเย็น) บังวอนชี้ว่าพวกตนไม่จำเป็นต้องวิ่งตามไปให้เหนื่อยเปล่า เพราะหลังส่งจดหมายด้วยวิธีเดิมๆ ไม่ได้ กึนซูจะต้องนำจดหมายไปส่งให้ผู้รับกับมืออย่างแน่นอน ตังเซสงสัยว่าใครคือผู้รับจดหมาย บังวอนตอบอย่างมั่นใจว่า "ลี อินคยอม" บุนอีชวนสองหนุ่มไปที่บ้านลี อินคยอม แต่ดันไม่รู้ว่าบ้านลี อินคยอมอยู่ที่ไหน บังวอนโวยลั่นว่าไม่รู้แล้วชวนทำไม คับบุนได้ยินดังนั้นจึงบอกว่าบ้านของลี อินคยอมหลังใหญ่สุดในเมืองหลวง เธอรู้ว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหนเพราะแอบเข้าไปขโมยอาหารที่นั่นเป็นครั้งคราว


ระหว่างทานอาหารค่ำ กิล แทมี ไม่เข้าใจว่าทำไมอินคยอมถึงมัวกังวลแทนที่จะสั่งให้ตนไปตัดหัวแม่ทัพลีให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เขารู้สึกว่าอาหารที่บ้านอินคยอมมีรสชาติอร่อยผิดธรรมดาจึงถามว่านี่คือเนื้ออะไรกันแน่ อินคยอมตอบทั้งที่ยังมีสีหน้ากังวลว่ามันคือเนื้อลูกหมูที่ถูกเลี้ยงด้วยนมคน กิล แทมีฟังแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดขาดคุณธรรมแต่อย่างใด เขายังคงคาใจเรื่องที่อินคยอมคิดไม่ตกเรื่องแม่ทัพลี จึงถามว่าในเมื่อตอนนี้อินคยอมกุมอำนาจเหนือ พระพันปี  คยอง บกฮึง และชเวยอง แล้วจะมัวนั่งกลุ้มเรื่องแม่ทัพลีไปทำไม อินคยอมกล่าวว่าการที่จะทำให้ใครสักคนยอมศิโรราบและมาอยู่ในกำมือมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกคือการรู้ว่าเขามีความปรารถนาอะไร จากนั้นก็ช่วยให้เขาสมหวังแล้วดึงมาเป็นพวก ส่วนวิธีที่สองต้องรู้ว่าคนๆ นั้นกลัวหรือมีจุดอ่อนอะไร แล้วนำสิ่งนั้นมาข่มขู่ให้กลัวจนหัวหด แต่ตนไม่รู้ว่าแม่ทัพลีมีความปรารถนาหรือมีจุดอ่อนตรงไหนจึงยากที่จะรับมือ

* ประวัติศาสตร์เกาหลีไม่ปรากฏว่าเคยมีการเลี้ยงลูกหมูด้วยนมคน แต่เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในเมืองจีนสมัยศตวรรตที่ 3 



คับบุนพา บุนอี ตังเซ และบังวอน มาที่บ้านเสนาบดีลี อินคยอม โดยบอกให้มุดผ่านกำแพงเข้าไปในโรงครัว บังวอนรีบมุดเข้าไปเป็นคนแรก หลังจากนั้นสองพี่น้องจึงมุดตามเข้าไป เมื่อเห็นอาหารวางเรียงรายเป็นจำนวนมากบุนอีจึงวิ่งตรงไปหยิบอาหารใส่ปากอย่างหิวโหย บังวอนตำหนิบุนอีที่มัวแต่ห่วงกิน บุนอีเลยหยิบเนื้อลูกหมูยัดใส่ปากบังวอน บังวอนได้ชิมแล้วก็ติดใจเพราะไม่เคยทานเนื้อสัตว์ที่อร่อยแบบนี้มาก่อน หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ตั้งหน้าตั้งตากินเนื้อลูกหมูอย่างลืมตัว ทันใดนั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกลากตัวเข้ามาในบริเวณดังกล่าว บุนอีเห็นดังนั้นก็จำได้ทันทีว่าหญิงคนดังกล่าวคือแม่ของคับบุนที่หายตัวไป

อินคยอมพบจดหมายปริศนาฉบับหนึ่งวางอยู่ในห้อง เมื่อเปิดออกดูเขาก็รู้สึกแปลกใจ (จดหมายประทับตราแบบเดียวกับที่บังวอนและสองพี่น้องเคยเห็น) เขาเห็นว่ามีใครบางคนลักลอบเข้ามาในห้องตอนที่ตนอยู่กับกิล แทมี จึงสั่งให้ลูกน้องปิดทางเข้าออกบ้านทั้งหมดและตามจับผู้บุกรุกมาให้ได้ ในเวลาเดียวกันนั้น บังวอนและสองพี่น้องแอบตามไปดูว่าแม่ของคับบุนถูกลักพาตัวมาที่นี่ทำไม ปรากฏว่าภายในห้องมีหญิงแม่ลูกอ่อนนับสิบคน (ซึ่งถูกโซ่ล่ามขา) กำลังป้อนนมให้ลูกหมู พอรู้ว่าเนื้อหมูที่พวกตนกินอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อสักครู่มีที่มาอย่างไรทั้งสามคนก็ถึงกับช็อค ตังเซนึกไม่ถึงว่าแม่คับบุนถูกจับตัวมาที่นี่เพื่อป้อนนมให้ลูกหมู ขณะที่ลูกน้อยของเธอกำลังจะอดตายเพราะไม่มีนมกิน บังวอนเห็นแล้วรับไม่ได้จึงคิดที่จะไปบอกพ่อให้มากวาดล้างที่นี่


บุนอีเห็นลูกน้องของอินคยอมวิ่งตรงมาทางพวกตนจึงร้องบอกให้ทุกคนวิ่งหนี  ในที่สุดบังวอนก็ถูกจับ ตัวได้ ส่วนสองพี่น้องวิ่งเข้าไปหลบในห้องเก็บเสื้อผ้าและอุปกรณ์การแสดง แม้จะรอดพ้นจากการถูกจับแต่ลูกน้องของอินคยอมดันล็อคประตูทางด้านนอกเอาไว้ทำให้สองพี่น้องโดนขังไว้ในห้อง อินคยอมเห็นบังวอนสวมชุดขอทานเลยเข้าใจว่าเขาเป็นแค่เด็กขอทานที่แอบเข้ามาขโมยอาหาร จึงสั่งให้ลูกน้องอบรมบังวอนแล้วไล่ออกจากบ้านไป (บังวอนเห็นตราประทับในจดหมายที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้ออินคยอมจึงจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเคียดแค้น)

อินคยอมยังคงติดใจเรื่องเนื้อความในจดหมายปริศนา จึงถามพ่อบ้านซงว่ารู้เรื่องราวระหว่างลี ซองกเยและโช ซูเซ็งไหม พ่อบ้านซงกล่าวว่าทั้งคู่เป็นพี่น้องร่วมสาบานแต่ภายหลังโช ซูเซ็งกลับทรยศลี ซองกเย อินคยอมกล่าวอย่างมีเลศนัยว่านั่นเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกรู้ หลังจากนั้นเขาก็สั่งให้พ่อบ้านซงจัดเตรียมการแสดงโดยใช้เนื้อความตามที่ระบุไว้ในจดหมาย

บังวอนเดินออกจากบ้านอินคยอมด้วยความโมโห เขาวิ่งกลับไปยังรังขอทานหมายให้คำมั่นกับคับบุนว่าจะพาพ่อมาช่วยแม่ของเธอ แต่แล้วกลับพบว่าน้องวัยแรกเกิดของคับบุนเพิ่งเสียชีวิตเพราะอดนมมาหลายวัน ทุกคนต่างพากันร้องระงมด้วยความเสียใจ หัวหน้าแก๊งขอทานร่ำไห้พลางรำพึงรำพันว่าแม่คับบุนทิ้งลูกน้อยแรกคลอดได้ลงคอ บังวอนเห็นแล้วยิ่งโกรธและรู้สึกสะเทือนใจ ครั้นพอนึกถึงตอนที่เห็นเหล่าบรรดาแม่ลูกอ่อนถูกอินคยอมจับตัวมาป้อนนมให้ลูกหมูเพื่อให้เนื้อลูกหมูเหล่านั้นมีรสชาติที่ดีขึ้น บังวอนก็รู้สึกคลื่นไส้จนต้องรีบวิ่งไปอาเจียน ยองคยูเห็นบังวอนทั้งอาเจียนและร่ำไห้ก็รู้สึกตกใจ


ในที่สุดแม่ทัพลีและคณะก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง ทันทีที่มาถึงเขาก็พบผู้ชายแต่งหน้าท่าทางประหลาดนั่งเสลี่ยงมาดักพบที่หน้าประตูเมือง แม้จะไม่เคยพบกันมาก่อนแต่แม่ทัพลีก็เดาออกว่าเขาคือกิล แทมี ที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นสุดยอดนักดาบแห่งโครยอ กิล แทมีกล่าวว่าที่คนเรียกตนเช่นนั้นเป็นเพราะตนสามารถเอาชนะ "ฮงรยูน" ซึ่งเป็นมือดาบอันดับหนึ่ง (ฮงรยูน คือ มือสังหารพระเจ้าคงมิน - ประวัติศาสตร์ระบุว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม)  ก่อนชมว่าแม่ทัพลีเองก็ใช่ย่อยเพราะตนได้ยินคนยกย่องว่าแม่ทัพลีเป็นชินกุน (มือธนูที่เก่งขั้นเทพ) "ลี บังอู" (ลูกชายคนโตของแม่ทัพลี) สงสัยว่ากิล แทมีมาหาพ่อตนถึงที่นี่ด้วยจุดประสงค์อันใด กิล แทมีจึงกล่าวว่า ตนมาเชิญและส่งข่าวเรื่องที่ใต้เท้าลี อินคยอมจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพลีคืนนี้ แม่ทัพลีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจ


บังวอนเล่าเรื่องที่กึนซูเป็นสายลับและเหตุการณ์อันเลวร้ายในบ้านอินคยอมให้พ่อและพี่ชายฟัง จากนั้นก็ขอร้องให้พ่อช่วยสองพี่น้องและเหล่าบรรดาแม่ลูกอ่อนที่ถูกจับตัวไป แม่ทัพลียังไม่ทันได้พูดอะไรก็มีคนรายงานว่าโพอึนมาถึงแล้ว แม่ทัพลีถามโพอึนว่าชายชาติทหารอย่างตนจะทำประโยชน์อะไรในโทดัง (ในฐานะเสนาบดี) ได้บ้าง โพอึนจึงขอให้แม่ทัพลีตัดความสัมพันธ์กับหยวน (มองโกล) เพื่อลดความบาดหมางอันจะนำไปสู่สงครามกับราชวงศ์หมิง เพราะตอนนี้ประชาชนชาวโครยอล้วนอยู่ในสภาพแร้นแค้นและอดอยากหิวโหย ซ้ำยังมีผู้พิการแขนขาในเมืองหลวงเป็นจำนวนมาก เขาชี้ว่าอินคยอมเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแต่กลับคิดที่จะผูกมิตรกับหยวนแล้วนำพาบ้านเมืองไปสู่สงครามเพื่อความปลอดภัยของตนเอง แม่ทัพลีกล่าวว่าตนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เขารับปากโพอึนว่าจะปราบอินคยอมและจะไม่ยอมให้เกิดสงครามโดยย้ำว่าที่ผ่านมาตนยังไม่เคยเป็นฝ่ายปราชัย บังวอนซึ่งแอบฟังทางด้านนอกได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวพ่อ

คืนนั้น แม่ทัพลีและคณะเดินทางไปที่บ้านหลังมหึมาของอินคยอมด้วยสีหน้าท่าทางมุ่งมั่น ทันทีที่ไปถึงอินคยอมก็รีบออกมาต้อนรับ แม่ทัพลีกล่าวขอบคุณอินคยอมที่อุตส่าห์จัดงานเลี้ยงต้อนรับทหารต่ำต้อยอย่างตน แต่อินคยอมแย้งว่าแม่ทัพลีเป็นถึงเสาหลักของบ้านเมือง อินคยอมเห็นบังวอนก็จำได้ทันทีว่าเขาเป็นเด็กที่แอบเข้ามาขโมยอาหารในบ้านของตนเมื่อวันก่อน พอรู้ว่าบังวอนเป็นลูกชายของแม่ทัพลี อินคยอมก็สั่งสอนว่าเป็นถึงลูกชายของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ไม่ควรริอ่านทำตัวเป็นแมวขโมย บังวอนแย้งว่าตนไม่ได้เข้ามาขโมยอาหารแต่มาจับสายลับ แม่ทัพลีบอกอินคยอมว่า ตนได้ยินว่าสายลับที่แฝงตัวเข้ามาอยู่ในกลุ่มทหารของตนแอบเข้ามาหลบซ่อนตัวในบ้านอินคยอม จากนั้นก็ถามอินคยอมว่าเห็นชายคนดังกล่าวบ้างหรือไม่ เมื่ออินคยอมปฏิเสธว่าตนไม่รู้ไม่เห็น แม่ทัพลีจึงถามถึงเพื่อนสองคนของบังวอน ตลอดจนเหล่าบรรดาหญิงแม่ลูกอ่อนที่ถูกลักพาตัวมาที่นี่  อินคยอมปฏิเสธว่าไม่เคยมีเรื่องเช่นนั้นในบ้านของตน บังวอนแย้งทันควันว่าตนเห็นกับตา อินคยอมจึงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่าบังวอนตาฝาดไปเอง จากนั้นก็หัวเราะ (ทั้งที่ในใจรู้สึกโกรธ) และเชิญแม่ทัพลีไปที่เรือนรับรอง




แม่ทัพลีนั่งดูการแสดงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะที่บังวอนเห็นลูกหมู (หมูหัน) วางอยู่ตรงหน้าจึงปาทิ้งด้วยความโกรธ หลังอินคยอมชวนทุกคนดื่มเพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองในโอกาสที่แม่ทัพลีมารับตำแหน่งในเมืองหลวง เขาก็ประกาศว่าตนมีอะไรสนุกๆ ให้ทุกคนดู หลังจากนั้น นักเล่านิทานก็ขึ้นมาบนเวทีแล้วเล่าว่า หลังโครยอยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์หยวนได้ 86  ปี ในที่สุดพระเจ้าคงมินก็แข็งข้อกับราชวงศ์หยวน พระองค์ทรงเลิกไว้ผมแบบชาวมองโกล ทั้งยังกวาดล้างขุนนางใหญ่ที่สนับสนุนหยวน รวมทั้ง "คีชอล" (พระเชษฐาของพระจักรพรรดินีฉีแห่งราชวงศ์หยวน) พระองค์ต้องการกอบกู้ดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมา แต่ดินแดนดังกล่าวตกอยู่ในมือของคนถ่อยที่ขายชาติเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง... จีรันได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสังหรณ์ใจ ขณะที่แม่ทัพลีเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

นักเล่านิทานกล่าวต่อว่า ดินแดนที่ว่าถูกพวกคนถ่อยที่ทรยศบ้านเมืองแล้วหันไปสวามิภักดิ์กับหยวนยึดครองมานานกว่าร้อยปี ถึงกระนั้นพระเจ้าคงมินก็รวบรวมไพร่พลแล้วบุกโจมตีดินแดน (อาณานิคม) ดังกล่าว ผู้ปกครองดินแดนแห่งนั้นคือ คนขายชาติที่ไร้ยางอายและบ้าบิ่น "หมาป่าแดง...ชองนัง"  ซึ่งเลี้ยงหมาจอมทรยศไว้ตัวหนึ่งชื่อ "มกจา" (สมัยโครยอยังไม่มีการประดิษฐ์อักษรเกาหลีจึงต้องยืมอักษรจีนมาใช้ อักษรจีนของคำว่า "มก"  คือ "木" (มู่) ส่วนอักษรจีนของคำว่า "จา" คือ "子" (จื่อ) เมื่อนำอักษรจีนของคำว่า "มกจา" มารวมกันจะกลายเป็นคำว่า "李" (หลี่) หรือ "ลี" ในภาษาเกาหลี (แต่ออกเสียง "อี") ซึ่งในที่นี้ก็คือชื่อสกุล (ลี) ของแม่ทัพลี ซองกเย นั่นเอง) 

แม่ทัพลีได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกตกใจ จีรันหันไปมองแม่ทัพลีด้วยความเป็นห่วง ส่วนอินคยอมและคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณงานพากันหัวเราะอย่างสนุกสนาน (นอกจากจีรันและอินคยอมแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเหล่านักเล่านิทานกำลังเล่นละครเสียดสีแม่ทัพลี) บังวอนเห็นพ่อมีสีหน้าไม่สู้ดีนักจึงรู้สึกแปลกใจ ขณะที่นักเล่านิทานยังคงเล่าเรื่องประกอบการแสดงต่อไปว่า... เจ้ามกจาบอกหมาป่าแดงผู้เป็นนายว่าตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นเขาควรยอมจำนนเพราะถ้าหากไม่ยอมจำนนเขาจะต้องตาย แต่ถึงแม้จะยอมจำนนเขาก็ต้องตายอยู่ดี



ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1356 (พ.ศ. 1899) แม่ทัพลีรู้สึกตกใจเมื่อ "ลี จาชุน" ผู้เป็นพ่อ บอกให้กำจัดโช ซูเซ็ง ซึ่งเป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและพี่น้องร่วมสาบานของตน จาชุน (ขุนนางฝ่ายทหารของต้าหยวน) บอกแม่ทัพลีว่ากลางดึกวันพรุ่งนี้ กองทัพโครยอจะบุกมาโจมตีพวกตน ดังนั้นแม่ทัพลีจะต้องเป็นคนเปิดประตูป้อมปราการให้ทหารโครยอบุกเข้ามาทางด้านใน แม่ทัพลีไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว จาชุนจึงชี้ว่าต้าหยวนกำลังจะล่มสลาย แม่ทัพลีเสนอให้ใช้วิธีหว่านล้อมซูเซ็งแทนการเข่นฆ่า (เขาเรียกซูเซ็งว่า "ชองนัง") แต่จาชุนแย้งว่าสำหรับพวกตนแล้วตอนนี้ซูเซ็งเป็นเพียงศัตรูและกบฏของโครยอ แม่ทัพลีกล่าวว่าหากซูเซ็งเป็นกบฏพวกตนก็เป็นกบฏเช่นกัน จาชุนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ เขาบอกแม่ทัพลีว่าหากพวกตนยอมสวามิภักดิ์ต่อโครยอ ทุกสิ่งที่เป็นของซูเซ็งก็จะตกอยู่ในมือของพวกตน แม่ทัพลียืนกรานว่าในฐานะที่ตนเป็นนักรบ ตนจะขอยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตระกูลโช จาชุนเห็นว่าแม่ทัพลียอมตายแต่ไม่ยอมหักหลังซูเซ็งจึงถามว่าเขาต้องการให้ตระกูลลีไร้ผู้สืบสกุลจริงๆ หรือ จากนั้นก็ชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกตนกับซูเซ็งเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่พวกตนจะได้รับ ในที่สุดแม่ทัพลีก็จำใจทำตามที่พ่อบอก

หลังโดนข้าศึก (โครยอ) บุก ซูเซ็งจึงชวนแม่ทัพลีหนีไปที่ประตูด้านทิศเหนือ แต่แม่ทัพลีกลับง้างธนูและเล็งใส่ซูเซ็ง พอรู้ว่าตนถูกแม่ทัพลีหักหลังซูเซ็งก็ทั้งโกรธและผิดหวัง เขาถามแม่ทัพลีว่า "เจ้าเองหรือที่เป็นคนเปิดประตูเมือง...น้องชาย"  เมื่อแม่ทัพลีกล่าวว่า "จงอย่าเรียกข้าว่าน้องชาย" ซูเซ็งก็กล่าวด้วยความเจ็บแค้นว่า ที่แท้สิ่งที่ตนเลี้ยงดูมาโดยตลอดคือ 'หมา' ไม่ใช่น้องชาย  หลังลูกธนูปักเข้าที่กลางอกซูเซ็งก็ประนามว่าแม่ทัพลีเป็นพวกเชื้อไม่ทิ้งแถวเพราะโคตรเหง้าของแม่ทัพลีล้วนเป็นหมาที่แว้งกัดเจ้าของ เขาถามแม่ทัพลีว่าที่ผ่านมาโครยอเคยให้อะไรแม่ทัพลีบ้าง ทุกสิ่งที่แม่ทัพลีมีในตอนนี้ล้วนได้มาจากตนทั้งสิ้น ก่อนสิ้นใจเขากล่าวว่าสุดท้ายแล้วแม่ทัพลีก็จะหักหลังโครยอเช่นกัน เพราะนั่นคือสันดานอันชั่วช้าของหมาที่ทรยศเจ้าของ

เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์: ความจริงแล้วแม่ทัพ "ลี ซองกเย" กับ "โช ซูเซ็ง" ไม่ได้เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ที่สำคัญ ลี ซองกเย ไม่ได้เป็นคนลงมือสังหารโช ซูเซ็ง เพราะหลังถูกโครยอบุกโจมตีโช ซูเซ็งได้หนีขึ้นไปยังดินแดนทางตอนเหนือ และถูกเจ้าหน้าที่ทางการของเผ่าหนี่ว์เจินสังหารในเวลาต่อมา


แม่ทัพลีซึ่งยังคงจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้อย่างแม่นยำ ทั้งโกรธและช็อคเมื่อนักเล่านิทานนำเรื่องราวดังกล่าวมาล้อเลียนอย่างสนุกสนานทั้งๆ ที่มีคนรู้ความจริงข้อนี้น้อยมาก อินคยอมเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง หลังอยู่กันตามลำพัง อินคยอมกล่าวว่าแม่ทัพลีคงรู้สึกผิดที่ต้องหักหลังพี่น้องร่วมสาบาน ตนเชื่อว่าแม่ทัพลีคงมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น แต่แม่ทัพชเวยองและเหล่าขุนนางฝ่ายวิชาการซึ่งยึดมั่นในหลัก 'เสียชีพอย่าเสียสัตย์' คงไม่คิดเช่นเดียวกับตน แม่ทัพลีถามอินคยอมว่าเขาส่งสายลับไปที่เมืองฮัมจูเพื่อการนี้อย่างนั้นหรือ อินคยอมปฏิเสธหนักแน่นว่าตนไม่เคยส่งสายลับไปสอดแนมแม่ทัพลีที่เมืองฮัมจู



อินคยอมกล่าวว่า ตนเริ่มเข้าใจแล้วว่าที่ผ่านมาแม่ทัพลีทุ่มเทแรงกายแรงใจและเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการกรำศึกปกป้องบ้านเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่คิดเป็นใหญ่ในเมืองหลวง เพราะไม่อาจให้อภัยตนเองยิ่งกว่าใคร แต่สิ่งที่ตนไม่เข้าใจก็คือ ทำไมอยู่ๆ แม่ทัพลีถึงให้อภัยตนเองและเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองในตอนนี้ ทำไมอยู่ๆ แม่ทัพลีถึงได้โผล่มาขวางทางตน แม่ทัพลีอึ้งไปชั่วขณะก่อนถามว่ามีใครรู้เรื่องนี้อีกบ้าง อินคยอมกล่าวว่านอกจากตนแล้วยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้  แต่ตนจะเก็บเป็นความลับตลอดไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแม่ทัพลี หลังยืนจ้องหน้ากันอย่างเคร่งเครียดได้สักพัก แม่ทัพลีก็ขอร้องอินคยอมให้แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในเรื่องนี้ พูดจบเขาก็ก้มศีรษะให้อินคยอม บังวอนซึ่งแอบดูอยู่ห่างๆ เห็นพ่อซึ่งเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ยอมก้มหัวให้ขุนนางชั่วก็รู้สึกผิดหวังและเสียใจ ขณะที่อินคยอมยิ้มอย่างผู้มีชัย

และนั่นก็คือเรื่องราวของมังกรตัวแรก "ลี ซองกเย" ผู้ก่อตั้งอาณาจักรโชซอน

* เนื้อหาโดย luvasianseries





นักแสดงนำ 

หกมังกร


ยู อาอิน
รับบท ลี บังวอน (พระเจ้าแทจง  - พระราชาองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โชซอน)

"ลี บังวอน" เป็นบุตรชายคนที่ 5 ของแม่ทัพใหญ่ "ลี ซองกเย" ผู้คุมกำลังทหาร ณ เมืองชายแดนด้านทิศเหนือของโครยอ เนื่องจากบังวอนไม่ใช่บุตรชายที่เกิดในลำดับต้นๆ เขาจึงไม่ใช่ความหวังหรือถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดของครอบครัวมาตั้งแต่ต้น และนั่นก็ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาค่อนข้างมีอิสระ เพราะไม่ถูกเข้มงวดมากนัก เขาเป็นคนที่ตั้งใจทำอะไรแล้วจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งยังเปิดเผย ฉลาด ตรงไปตรงมา สามารถวิเคราะห์หรือตัดสินเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เขาไม่ใช่คนช่างพูด และเมื่อใดก็ตามที่ตัดสินใจลงมือทำตามแผน เขาจะเป็นเช่นคมดาบที่ฟาดฟันอย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว หลังบังวอนเดินทางเข้าเมืองหลวงเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาได้พบกับ "ชอง โดจอน" ซึ่งเป็นผู้จุดประกายความฝันและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ และนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของบังวอน



คิม มยองมิน
รับบท ซัมบง (ฉายา) / ชอง โดจอน (ชื่อจริง)

"ชอง โดจอน" เป็นผู้วางรากฐานทางการเมืองให้อาณาจักรโชซอน และเป็นกุนซือของแม่ทัพลี ซองกเย นอกจากนี้ เขายังเป็นอาจารย์และศัตรูทางการเมืองคนสุดท้ายของลี บังวอนอีกด้วย ด้วยความที่เกิดในยุคที่โครยอตกเป็นประเทศราชของมองโกลราชวงศ์หยวน และได้เห็นความเสื่อมทราม ต่ำช้า ของเหล่าขุนนางใหญ่ในบ้านเมือง เขาจึงเล็งเห็นว่าโครยอเป็นประเทศที่เกินเยียวยาและไร้ซึ่งอนาคต ด้วยความที่เป็นคนฉลาดหลักแหลมเกินใคร เขาจึงผุดแนวความคิดใหม่ที่ไม่มีใครเคยนึกฝันมาก่อน และเริ่มลงมือทำตามแผนเพื่อให้ความฝันที่ยากจะเป็นไปได้กลับกลายเป็นความจริง



ชิน เซคยอง
รับบท บุนอี

"บุนอี" เป็นน้องสาวของ "ลี บังจี" (ตังเซ) ลูกสาวของ "คันนัน" (ยอนฮยาง) และคนรักของลี บังวอน เธอเป็นคนที่กล้าหาญและฉลาดกว่าพี่ชายมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยความที่เป็นคนจิตใจดีเธอจึงไม่อาจนิ่งดูดายเมื่อเห็นความไม่ชอบธรรมและต้องการปกป้องดูแลผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเพียงใด เธอก็ไม่เคยรู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจ หากจำเป็นต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง เธอจะไม่สนใจว่าสิ่งที่กำลังจะทำมีความเป็นไปได้แค่ไหนและมีโอกาสสำเร็จหรือไม่ แต่จะทำโดยไม่ลังเลหากเป็นสิ่งที่เธอสมควรทำ  .



พยอน โยฮัน
รับบท ตังเซ / ลี บังจี

"ลี บังจี" (ตังเซ) เป็นสุดยอดนักดาบ พี่ชายของบุนอี และบอดี้การ์ดของชอง โดจอน เขาเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน และอาศัยอยู่บนผืนดินที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนตายกับแม่และน้องสาว สมัยเด็กๆ เขาเป็นคนที่ไม่กล้าออกความเห็น และไม่กล้าปริปากบ่นหรือวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ทั้งยังเป็นคนซื่อตรงใสซื่อ และจริงใจ แต่ไม่ค่อยฉลาดนัก หลังแม่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเขากับน้องสาวจึงมาตามหาแม่ในเมืองหลวง ทำให้ได้พบและร่วมงานกับชอง โดจอนในเวลาต่อมา (เขาเป็นลูกศิษย์ของ "ชาง ซัมบง" หรือ "จางซานฟง" นักพรตเต๋าแห่งเขาบู้ตึ๊งในตำนาน (ชาวจีน) ผู้คิดค้นเพลงกระบี่และมวยไทเก๊ก ฯลฯ)



ยูน คยุนซัง
รับบท มูฮยูล

"มูฮยูล" เป็น "มูซา" (หรือนักรบในภาษาเกาหลี) ที่ร่วมสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่กับลี บังวอน แต่ภายหลังผันตัวไปเป็นองครักษ์ให้ "พระเจ้าเซจงมหาราช" (พระโอรสของพระเจ้าแทจง หรือ ลี บังวอน) เขาเกิดและเติบโตที่หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทห่างไกลจึงไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ เขาเป็นพี่ชายคนโตในหมู่พี่น้อง 9 คนและถูกเลี้ยงดูโดย "มโยซัง" ผู้เป็นยาย  ด้วยความที่เป็นคนร่างใหญ่ยักษ์และแข็งแรงสุดๆ มาตั้งแต่เด็กจึงไม่มีผู้ใหญ่คนไหนล้มมูฮยูลได้สักคน ความฝันอันสูงสุดของเขาคือการเป็นสุดยอดนักดาบเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวหลุดพ้นจากความลำบากยากจน เขาจึงฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ "ฮง แดฮง" หลังจากนั้นไม่นานฝีมือของเขาก็เหนือกว่าผู้เป็นอาจารย์ เขาคิดที่จะสร้างชื่อด้วยการเอาชนะนักดาบที่มีชื่อเสียงจึงออกตามหานักดาบปริศนาเจ้าของฉายา "คาชิทกซา" (งูพิษหางสั้น) ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่คอยปราบโจรสลัดชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารุกรานชาวโครยอ



ชอน โฮจิน
รับบท ลี ซองกเย (พระเจ้าแทโจ)

"ลี ซองกเย" เป็นพ่อลี บังวอน ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งและปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอนอีกด้วย เขาเป็นนักรบที่ไม่เคยพ่ายสงคราม ไม่เคยถอยทัพหนีข้าศึก และมักเป็นทัพหน้านำการสู้รบด้วยตนเองเสมอ มิหนำซ้ำยังยิงธนูเก่งขั้นเทพ จึงเป็นหนึ่งในวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ผู้คนต่างยกย่องในยุคนั้น ด้วยความที่เป็นคนเชื่อถือพึ่งพาได้ เหล่าบรรดาลูกน้องจึงพร้อมยอมตายเพื่อเขา และนับวันจะมีผู้คนมาขอติดตามเขามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เหล่าขุนนางที่กำลังเรืองอำนาจเริ่มหวาดระแวงว่าเขาจะเข้ามามีบทบาทในราชสำนัก ในตอนแรกลี ซองกเย ยังคงลังเลที่จะเข้าสู่เกมการเมือง จึงค่อนข้างระมัดระวังความเคลื่อนไหวและการตัดสินใจของตน แต่สุดท้ายเขาก็ยอมร่วมมือกับชอง โดจอนและก่อตั้งอาณาจักรโชซอนด้วยกัน

อื่นๆ


ชอง ยูมี
รับบท ยอนฮี

"ยอนฮี" เป็นรักแรกและคนรักเก่าของตังเซ แต่ภายหลังเป็นคนรักของชอง โดจอน สมัยเด็กๆ เธอกับตังเซเคยเป็นเพื่อนกัน ในยามที่เขาเป็นทุกข์และโศกเศร้าที่ต้องพลัดพรากจากแม่  เธอจะช่วยเยียวยาบาดแผลในใจจนความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนกลับกลายเป็นความรัก แต่แล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ขาดสะบั้นลงหลัง "แทกึน" ข้ารับใช้ของ "ฮง อินบัง" บุกมารีดไถและปล้นสะดมหมู่บ้านของทั้งคู่ จากนั้นก็ข่มขืนเธอต่อหน้าตังเซ (เขากลัวตายเลยได้แต่หลบซ่อนตัวไม่กล้าเข้าไปช่วย) หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเธอจึงบอกลาและหายไปจากชีวิตของตังเซ ในเวลาต่อมา "โชยอง" ผู้นำกลุ่ม "ฮวาซาดัน" (หนึ่งในหน่วยข่าวระดับแถวหน้าของโครยอที่มีเครือข่ายเป็นกลุ่มการค้า) เห็นแววของยอนฮีจึงชวนเธอมาร่วมงานและฝึกให้เป็นสายลับอันดับหนึ่ง นับจากนั้นเธอจึงเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะสายลับของฮวาซาดัน




รวมคลิปตัวอย่างจากเอสบีเอสนาว



เพลงประกอบละคร



เบื้องหลังการถ่ายทำ
(คลิปท้ายๆ เป็นการเปรียบเทียบตัวละคร (ตัวเดียวกัน) ระหว่างเรื่อง "6 มังกร กำเนิดโชซอน" กับ  "จอมกษัตริย์ตำนานอักษร" 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

- เรื่องย่อ จอมกษัตริย์ตำนานอักษร (Deep Rooted Tree) (กล่าวถึงลี บังวอนในฐานะพระเจ้าแทจง และพระโอรส)
เรื่องย่อ ตำนานกษัตริย์พิชิตบัลลังก์ (The Great Seer) (กล่าวถึงการก่อตั้งอาณาจักรโชซอนของแม่ทัพลี ซองกเย)
- Faith: สุภาพบุรุษยอดองครักษ์  (กล่าวถึงพระเจ้าคงมิน และชเวยอง)


*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิภาพ / เนื้อหา / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา