วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562

เรื่องย่อ องค์หญิงสวมรอย (Untouchable Lovers)




กำกับ: หลี่ฮุ่ยจู (ชาวฮ่องกง)
เขียนบท: โจวโม่
แนวละคร: โรแมนติก, ย้อนยุค
จำนวนตอน: 54 (ทีวี) / 52 (ดีวีดี)
ออกอากาศ: จีน - 14 มกราคม 2561-16 เมษายน 2561ทางหูหนานทีวี
          ไทย - ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 23.30-00.30 น. ทางอมรินทร์ทีวี (หมายเลข 34) ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 - 30 มกราคม 2562 (เดิมออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.30 น.)



 


เรื่องย่อ



ละคร "องค์หญิงสวมรอย" (Untouchable Lovers) ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง "เฟิ่งฉิวหวง" (A Tale of Two Phoenixes) ของ "เทียนอีโหย่วเฟิง" เนื้อหาในนิยายกล่าวถึงเด็กสาวยุคปัจจุบันที่ชื่อ "ฉู่อวี้" ซึ่งตื่นจากอาการโคม่าหลังเครื่องบินตกแล้วพบว่ามีชายหนุ่มรูปงามราวเทพบุตรนอนเคียงข้างเธอในสภาพเปลือยเปล่าถึง 5 คน มิหนำซ้ำร่างของเธอที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มไหมก็ไร้เครื่องนุ่งห่มเช่นกัน แถมทุกคนยังเธอว่า "องค์หญิง" อีกด้วย ในที่สุดเธอก็พบว่าตนเดินทางย้อนเวลากว่าพันปีโดยอยู่ในร่างองค์หญิงซานอินแห่งราชวงศ์หลิวซ่ง นามว่า "หลิวฉู่อวี้" ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องการผิดศีลธรรม และหญิงสาวเมื่อกว่าพันปีก่อนคนนี้ก็เป็นที่จดจำในฐานะสตรีผู้สูงส่งที่กล้าทูลขอ "ผู้ชาย" จากฮ่องเต้อย่างโจ่งแจ้ง

สำหรับเนื้อหาในละครนั้นได้ปรับเปลี่ยนเรื่องราวใหม่โดยให้องค์หญิงซานอินถูกสวมรอยโดยแฝดผู้น้องที่พลัดพรากจากกันตั้งแต่แรกเกิด และไม่มีการเดินทางย้อนเวลาแต่อย่างไร เนื้อหากล่าวถึงเหตุการณ์ยุคราชวงศ์เหนือใต้  (ค.ศ. 420–589) โดยนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างองค์หญิงซานอินแห่งราชวงศ์หลิวซ่ง "หลิวฉู่อวี้"  กับชางหลีอ๋แห่งราชวงศ์เว่ยเหนือ "หรงจื่อ"  เนื้อหาตอนแรกถึงตอนที่ 16 กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชวงศ์หลิวซ่ง (หนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองทางตอนใต้ระหว่างปี ค.ศ. 420-479 หลังราชวงศ์จิ้นตะวันออกล่มสลาย) ส่วนตอนที่ 17 ถึง 54 กล่าวถึงราชวงศ์เว่ยเหนือ (หนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองทางตอนเหนือระหว่างปี ค.ศ. 386-535) ซึ่งหลายเหตุการณ์ที่ถูกนำมากล่าวอ้างเป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์

* "องค์หญิงซานอิน" กับ "ชางหลีอ๋ง" เป็นชื่ยศศักดิ์ ส่วน "หลิวฉู่อวี้" กับ "หรงจื่อ" เป็นชื่อจริงของตัวละครหลัก

 

แผนที่ราชวงศ์หลิวซ่งและราชวงศ์เว่ยเหนือ
ที่มา: วิกิพีเดีย  

เนื้อหาตอนที่หนึ่ง


ละครเปิดฉากด้วยการหยิบยกเรื่องราวของเหล่า "ฟู่หม่า" มากล่าวอ้างผ่านละครหุ่นเงา ("ฟู่หม่า" คืตำแหน่งและคำเรียกอย่างเป็นทางการในสมัยโบราณของชายที่เป็น "สามีองค์หญิง" ซึ่งทั้งหมดที่ถูกนำมากล่าวถึงล้วนมีตัวตนจริง) โดยเล่าว่านับตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ้น (ราชวงศ์ก่อนหน้าราชวงศ์หลิวซ่ง) เป็นต้นมา เหล่าบรรดาชายหนุ่มที่แต่งงานกับองค์หญิงสูงศักดิ์มักมีชีวิตคู่ที่น่าสมเพชดุจตกนรกทั้งเป็น ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ วีรบุรุษ ขุนนางระดับสูง หรือมีชาติตระกูลที่ดีและสูงส่งเพียงใดก็ตาม เพียงเพราะภรรยาเป็นองค์หญิงที่มีทั้งทรัพย์สินและอำนาจล้นฟ้าพวกเขาเลยจำต้องละทิ้งศักดิ์ศรีแล้วกล้ำกลืนฝืนทนกับการโดนทำร้าย กดขี่เหยียดหยาม และต้องอยู่ใต้อาณัติภรรยาตราบจนชั่วชีวิต

ณ เมืองเจี้ยนคัง (เมืองหลวงของราชวงศ์หลิวซ่ง ปัจจุบันคือเมืง "หนานจิง" หรือ "นานกิง") ปี ค.ศ. 464 (ปีแรกที่ "หลิวจื่อเย่" (พระนามเรียกขาน "เฉียนเฟ่ยตี้") ทรงขึ้นครองบัลลังก์ขณะมีพระชนมายุ 14 พรรษา) 


 

จิตรกรเอกนำภาพวาดอดีตฮ่องเต้ 3 พระองค์ของราชวงศ์หลิวซ่งมาให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ "หลิวจื่อเย่" ทอดพระเนตรในท้องพระโรง หลังพระองค์ทรงมีรับสั่งให้วาดภาพอดีตฮ่องเต้ในศาลบรรพชนของราชวงศ์ใหม่ทั้งหมด ครั้นเห็นภาพ "ซ่งอู่ตี้" (ปฐมจักรพรรดิและผู้ก่อตั้งราชวงศ์หลิวซ่ง - ปู่ทวดขงฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ฮ่องเต้หนุ่มจึงตรัสกึ่งเหน็บแนมว่า ซ่งอู่ตี้ทรงเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่โค่นบัลลังก์ฮ่องเต้ (ซึ่งขึ้นครองบัลลังก์โดยชอบธรรม) มาแล้วหลายพระองค์ พอเห็นภาพ "ซ่งเหวินตี้" (พระโอรสองค์ที่สามของซ่งอู่ตี้ ปู่งฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ฮ่องเต้ก็ตรัสว่า ซ่งเหวินตี้ทรงเป็นฮ่องเต้ที่ยากจะต่อกรแต่ดันโชคร้ายถูกลูกชายตัวเองตัดหัว

* เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์: ซ่งเหวินตี้คิดที่จะปลดองค์ชายรัชทายาทซึ่งทำคุณไสยสาปแช่งพระองค์ แต่องค์ชายรัชทายาท "หลิวเส้า" รู้ตัวก่อนจึงชิงยึดอำนาจและปลงพระชนม์พระบิดา แต่ขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่นานก็ถูกพระอนุชาโค่นบัลลังก์และโดนสั่งประหารทั้งครอบครัว โดยเขาและลูกชาย 4 คนถูกตัดหัว ส่วนเหล่าภรรยาและลูกสาวทั้งหมดถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย



ครั้นเห็นภาพ "เสี้ยวอู่ตี้" (พระโอรสองค์ที่สามของซ่งเหวินตี้ พระอนุชาของหลิวเส้า และพระบิดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ฮ่องเต้ก็โผเข้าหาแล้วแสร้งทำเป็นรักและคิดถึง เมื่อขันทีนำหัวของซินอันอ๋อง  นามว่า "หลิวจื่อหลวน" พระอนุชาต่างมารดาวัย 9 ชันษามาให้ทอดพระเนตร ("ซินอันอ๋อง" เป็นชื่อยศ/ตำแหน่ง ส่วน "หลิวจื่อหลวน" เป็นชื่อจริง) ฮ่องเต้ก็รีบปรี่เข้าไปดูพลางถามว่าโอรสคนโปรดของพระบิดาตายยังไง ขันทีคนดังกล่าวทูลว่าก่อนตายซินอันอ๋องร่ำไห้ไม่หยุดและอธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าฉันใด ขออย่าได้กลับมาเป็นคนในราชวงศ์อีกเลย ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะอย่างสะใจ ขณะที่เซียงตงอ๋อง  นามว่า "หลิวอวี้"  (โอรสองค์ที่ 11 ของซ่งเหวินตี้ มีศักดิ์เป็นอาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) กับเจี้ยนอันอ๋อง "หลิวซิวเหริน" (โอรสองค์ที่ 12 ของซ่งเหวินตี้)  เห็นแล้วต่างพากันช็อคและรับไม่ได้

* เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์: ฮ่องเต้ ("หลิวจื่อเย่" หรือ "เฉียนเฟ่ยตี้") ทรงเคียดแค้นทั้งพระบิดาและหลิวจื่อหลวน เพราะพระบิดาชอบตำหนิพระองค์ที่มักทำเรื่องผิดพลาด และเคยคิดที่จะปลดพระองค์จากตำแหน่งรัชทายาทแล้วมอบตำแหน่งดังกล่าวให้หลิวจื่อหลวนแทน ครั้นได้ขึ้นครองบัลลังก์พระองค์จึงแก้แค้นด้วยการสั่งให้หลิวจื่อหลวนฆ่าตัวตาย ทั้งยังสั่งประหารน้องชายและน้องสาวของหลิวจื่อหลวนซึ่งล้วนเกิดจาก "พระสนมอิน" อีกด้วย

หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็กลับไปดูภาพวาดพระบิดา (เสี้ยวอู่ตี้) อีกครั้ง ครั้นเห็นว่าจมูกของพระบิดาไม่สมจริงพระองค์ก็ถีบจิตรกรด้วยความรู้สึกไม่พอใจ จากนั้นก็ชี้ว่าจมูกพระบิดาตนทั้งแดงและบวมโตเพราะฤทธิ์เหล้า หลังถูกคาดคั้นว่าทำไมไม่วาดจมูกแบบนั้น จิตรกรจึงทูลว่าการวาดเช่นนั้นถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติอย่างร้ายแรง ฮ่องเต้จึงกระทืบจิตรกรคนดังกล่าวแบบไม่ยั้งต่อหน้าเหล่าขุนนางแล้วสั่งให้ขันทีลากตัวเขาออกไป หลิวอวี้กับหลิวซิวเหรินเห็นดังนั้นก็ได้แต่ข่มใจ จิตรกรผู้โชคร้ายพยายามร้องขอชีวิตอย่างสิ้นหวัง ทันใดนั้นก็มีเสียงขันทีแจ้งว่าองค์หญิงซานอินกำลังเสด็จมายังท้องพระโรง

* เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์: ในช่วงปลายรัชสมัยของเสี้ยวอู่ตี้ พระองค์ทรงติดสุราอย่างหนักและแทบไม่เคยสร่างเมา แต่ยังคงว่าราชการได้อย่างแข็งขันโดยไม่แสดงอาการเมาให้เห็น นอกจากข้อเสียเรื่องติดสุราอย่างหนักแล้ว พระองค์ยังประพฤติผิดในกามด้วยการร่วมประเวณีกับญาติ พี่น้อง แม้กระทั่งพระมารดาก็ไม่เว้น ซึ่งฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน (หลิวจื่อเย่) ได้เจริญรอยตามพฤติกรรมมักมากและประพฤติผิดในกามของพระบิดา ด้วยการแต่งตั้งอาผู้หญิงและพระญาติหลายคนเป็นพระสนม ซ้ำยังเรียกองค์หญิงทั้งหมดเข้าวังเพื่อมาร่วมประเวณีกับพระองค์อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้กันว่าพระองค์ (ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ไม่เคารพพระบิดา ทั้งยังระแวงเสด็จอาถึงขั้นฆ่าทิ้งหลายคน และยังเข่นฆ่าเหล่าขุนนาง ตลดจนผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย



ครั้นเห็นองค์หญิงซานอิน "หลิวฉู่อวี้" ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินี (พี่สาว) และหญิงงามอันดับหนึ่ง เดินนวยนาดพลางหัวเราะร่วนเข้ามาในท้องพระโรง (ซ้ำยังชม้อยชะม้ายชายตาให้เหล่าขุนนาง) ฮ่องเต้ก็รู้สึกดีใจ เมื่อฉู่อวี้ทูลว่าจิตรกรแค่ลืมเติมรายละเอียดลงไป ไม่เห็นมีอะไรน่าโมโหเลยสักนิด (เธเรียกฮ่องเต้ว่า "ฝ่าซือ" ซึ่งเป็นชื่อเล่น) ฮ่องเต้ก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดีและสั่งให้จิตรกรปรับแต่งจมูกพระบิดาใหม่ให้เหมือนจมูกคนขี้เมา จิตรกรคนดังกล่าวจึงรอดตายหวุดหวิด  ฮ่องเต้อดสงสัยไม่ได้ว่าฉู่อวี้ดั้นด้นมาหาตนถึงในท้องพระโรงทำไม ฉู่อวี้จึงพาฮ่องเต้เดินไปที่บัลลังก์พลางทูลว่า พวกตนต่างถือกำเนิดจากบิดามารดาคนเดียวกัน แม้ตนจะเป็นสตรีแต่พวกตนก็เป็นสายเลือดของอดีตฮ่องเต้ด้วยกันทั้งคู่ ในขณะที่ฮ่องเต้ทรงมีผู้หญิงในวังคอยปรนเปรอมากถึงสามพันคน แต่ตนกลับมีฟู่หม่า (สามี) แค่คนเดียว มันช่างน่าเบื่อและไม่ยุติธรรมยิ่งนัก (ฉู่อวี้พูดพลางหมุนตัวให้กลิ่นเครื่องหอมฟุ้งกระจาย) ครั้นฮ่องเต้ได้กลิ่นเครื่องหอมจากตัวฉู่อวี้ก็สูดดมอย่างเคลิบเคลิ้มและคล้อยตามความคิดของเธอ จึงสั่งให้ข้ารับใช้ไปเกณฑ์ชายหนุ่มรูปงามทั้งหมดในเมืองเจี้ยนคังเข้าวังทันที


หลิวอวี้กับหลิวซิวเหรินอดรนทนพฤติกรรมฮ่องเต้และฉู่อวี้ไม่ได้จึงไปขอความช่วยเหลือจากประมุขหอเทียนจี ด้วยเห็นว่าหอเทียนจีเป็นสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า หลิวซิวเหรินชี้ว่าขืนปล่อยให้หลานที่ใจคอโหดเหี้ยมและมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมครองบัลลังก์ต่อไปบ้านเมืองจะล่มสลายในไม่ช้า จึงขอให้ประมุขหอเทียนจีช่วยปกป้องราษฎรและบ้านเมืองจากฮ่องเต้ใจโฉดด้วยการโค่นบัลลังก์และกำจัดทิ้งเสีย ประมุขหอเทียนจีได้ยินดังนั้นจึงมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้ "จูเชว่" (ชื่อของเธอหมายถึง "หงส์แดง" หนึ่งในสัตว์เทพทั้งสี่) โดยมอบแหวนวงหนึ่งให้ใช้เป็นอาวุธในการลอบสังหาร



เหล่าราษฎรที่เห็นขบวนเกี้ยวของฉู่อวี้ซึ่งมีชายหนุ่มรูปงาม 20 คนเดินตามหลังเป็นแถว ต่างพากันซุบซิบนินทาว่าเธอชอบสะสมชายหนุ่ม จวนของเธอจึงมีชายหนุ่มรูปงามมากมาย แถมฮ่องเต้ยังอนุญาติให้เธอพาชายหนุ่มที่ถูกใจเข้ามาอยู่ในจวนได้ตามใจชอบ (เหล่าชายหนุ่มรูปงามเหล่านี้ถูกเรียกว่า "เหมินเค่อ" ซึ่งหมายถึงปัญญาชนที่ถูกชนชั้นสูงหรืเหล่าขุนนางเลี้ยงไว้ในบ้านเพื่เป็นที่ปรึกษา วดฐานะ และประดับบารมี) ชายคนหนึ่งสงสัยว่าเช่นนี้แล้ว "ฟู่หม่า" (คำที่ใช้เรียกแทน "สามีองค์หญิง") ไม่โกรธแย่เลยหรือ ชายอีกคนจึงกล่าวว่าสิ่งเดียวที่ฟู่หม่ายังขาดอยู่ในตอนนี้คือหมวกเขียวบนหัว และไม่ใช่สวมแค่ใบเดียวแต่ต้องสวมเป็นสิบๆ ใบ  (หมวกเขียวเป็นสัญลักษณ์ขงผู้ที่ถูกคู่ครงนอกใจ) 

ทันใดนั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเด็กชายคนหนึ่งโบกผ้าแดงไปมาเพื่อทักทายฉู่อวี้ ครั้นวัวลากเกี้ยวเห็นเข้าจึงเกิดอาการหงุดหงิดและไล่ขวิดคนอย่างคลุ้มคลั่งโดยลากเกี้ยวติดไปด้วย (ในเกี้ยวของฉู่อวี้มีกล่องที่เต็มไปด้วยเงินทองของมีค่าสองสามใบ) ฉู่อวี้พยายามร้องขอความช่วยเหลือจากองครักษ์ "เย่ว์เจี๋ยเฟย" แต่ไม่เป็นผล เพราะเย่ว์เจี๋ยเฟยไม่เพียงหยุดวัวไม่ได้แต่ยังถูกเกี้ยวชนจนล้มกลิ้งอีกด้วย หลังเชือกขาดเกี้ยวของฉู่อวี้ก็เสียหลักพลิกคว่ำทำให้ฉู่อวี้พลัดตกลงไปในคลอง ทันใดนั้นก็มีใครคนหนึ่งดึงขาเธอให้ดำดิ่งลึกลงไป ขณะที่เธอค่อยๆ จมลงกลับมีหญิงสาวคนหนึ่งที่เหมือนเธอราวกับแกะ (จูเชว่) ค่อยๆ ลอยตัวขึ้น ฉู่อวี้เห็นดังนั้นก็ได้แต่จ้องมองอย่างตกตะลึง 

ณ จวนองค์หญิงซานอิ



หลังหลับใหลไม่ได้สติหลายวันในที่สุดจูเชว่ซึ่งสวมรอยเป็นฉู่อวี้ก็รู้สึกตัว เธอลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดตามองรอบห้องนอนซึ่งแน่นอนว่าทุกสิ่งล้วนแปลกตา แต่เธอไม่นึกฝันว่าข้างกายตนจะมีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนอนเคียงข้างโดยสวมเพียงชุดบางเบา ครั้นเห็นว่าชุดของเขาหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นแผ่นอกเธอก็รีบก้มสำรวจชุดของตน พอเห็นว่าตนสวมเพียงชุดนอนที่มีเนื้อผ้าบางเบาเช่นกัน จูเชว่ก็ทั้งอายและตกใจเลยรีบคว้าผ้าห่มมาปิดทับแล้วลุกหนีออกจากเตียง แต่แล้วเธอกลับพบว่าภายในห้องยังมีชายหนุ่มรูปงามอีกสองคนนอนอยู่บนพื้น (หนึ่งในนั้นคือ "โม่เซียง") เมื่อชายหนุ่มที่นอนเคียงข้างเธอลุกจากเตียง สองหนุ่มที่นอนบนพื้นก็ช่วยกันแต่งตัวให้เขา หลังแต่งตัวเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็เดินตรงเข้าไปหาจูเชว่ (แต่เธอถอยหนี) พลางอธิบายว่า 'องค์หญิง' ไข้ไม่ลดตลอดทั้งคืน เมื่อสักครู่ตนเลยใช้ความร้อนจากร่างกายช่วยสร้างความอบอุ่นให้ 




ครั้นถอยหนีจนหลังชนเสาจูเชว่ก็ถามชายหนุ่มรูปงามว่าเขาเป็นใคร และเพื่อไม่ให้โดนสงสัยเธอจึงอ้างว่าตนปวดหัวหนักมาก ชายคนดังกล่าวบอกว่าตนชื่อ "หรงจื่อ" เป็น 'เหมินเค่อ' ของจวนนี้และยังเป็นคนสนิทที่ 'องค์หญิง' ไว้ใจมากที่สุด เมื่อจูเชว่กล่าวว่าเธอจำอะไรไม่ได้เลย หรงจื่อจึงขอตรวจชีพจรแต่กลับถูกเธอปัดมือออกทันควัน เขาเลยเริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปขององค์หญิง ถึงกระนั้นเขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและบอกว่าจะไปเชิญหมอมาตรวจดูอาการให้เธอแทน พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป (ในห้องนอนฉู่อวี้มีอุปกรณ์ไว้เ่ล่นสนุกกับหนุ่มๆ มากมาย เช่น แส้ ไม้ สายรัดหนัง ฯลฯ)

หลังจากนั้น ฮ่องเต้ก็ส่งหมอหลวงมาช่วยรักษา หรงจื่อนั่งดื่มชาเงียบๆ แต่คอยจับตาดูเธอตลอดเวลา ครั้นหมอหลวงบอกว่าชีพจรเธอปกติและไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรงเพียงแต่ต้องดูแลเป็นพิเศษบริเวณศีรษะที่ถูกกระแทก จูเชว่ก็แสร้งทำเป็นโมโหและโวยวายว่าจะไม่เป็นอะไรได้อย่างไรในเมื่อเธอจำอะไรไม่ได้เลย หรงจื่อเห็นดังนั้นจึงบอกอย่างใจเย็นว่าอาการป่วยของเธอต้องรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเรื่องฟื้นความทรงจำนั้นตนจะช่วยเอง



จูเชว่ต้องการทำภารกิจให้ลุ่ล่วงจึงคิดเข้าวังโดยอ้างว่าจะไปขอบคุณฮ่องเต้ที่ส่งหมอหลวงมาตรวจดูอาการของเธอ แต่หรงจื่อรีบขวางไว้เสียก่อน "โยว่หลานอธิบายว่าตอนเกิดอุบัติเหตุร่างกาย 'องค์หญิง' มีเลือดออก นั่นจึงเท่ากับไท่ซุ่ยชงกับดวงอาทิตย์ซึ่งจะส่งผลเสียต่อฮ่องเต้เต็มๆ ตามกฏแล้วหากยังไม่หายดี 'องค์หญิง' จะไม่สามารถเข้าวังได้ ("ไท่ซุ่ย" หรือ "ไท้ส่วย" เป็นชื่อเรียกดาวพฤหัสบดีในสมัยโบราณ และยังหมายถึงเทพเจ้าประจำปีอีกด้วย)  ครั้นโยว่หลานสงสัยว่า 'องค์หญิง' ลืมเรื่องสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร จูเชว่จึงโวยลั่นว่าเธอปวดหัวหนักมากและจำอะไรไม่ได้สักนิด แถมยังโทษว่าเป็นความผิดของโยว่หลานที่ไม่เตือนตนก่อนหน้านี้ หรงจื่อเห็นว่าแขนเสื้อของ 'องค์หญิง' ยาวรุ่มร่ามจึงคิดที่จะช่วยพับให้แต่จูเชว่ไม่ยอมให้เขาแตะเนื้อต้องตัว ซ้ำยังแสดงทีท่าไม่เป็นมิตรซึ่งนับว่าผิดวิสัยองค์หญิงอย่างแรง หรงจื่อได้แต่ยิ้มและไล่เหล่าสาวใช้ทุกคนออกจากห้อง จากนั้นก็เชิญหมอหลวงออกไปคุยกับตนข้างนอก หลังทุกคนออกไปแล้วโยว่หลานก็จุดธูปหอมที่หรงจื่อจัดเตรียมไว้ให้ (ซึ่งเป็นรูปตัวอักษร "อวี้" - ชื่อย่อของฉู่อวี้) พอรู้ว่าเป็นของหรงจื่อจูเชว่ก็บอกอย่างไม่สบอารมณ์ว่าเธอกำลังป่วยเลยทนดมกลิ่นควันแรงๆ ไม่ไหว และสั่งให้โยว่หลานนำออกไปทิ้ง


"หลิ่วเซ่อ" (หนึ่งใน 'เหมินเค่อ' ของฉู่อวี้) จะไปหาองค์หญิงแต่ถูกเหล่าองครักษ์ขวางไว้ เย่ว์เจี๋ยเฟยให้เหตุผลว่า องค์หญิงกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้นจึงสั่งห้ามไม่ให้ใครมารบกวน หลิ่วเซ่อไม่เชื่อและคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติเพราะองค์หญิงไม่เรียกหาพวกตนหลายวันแล้ว เขายืนกรานว่าจะเข้าไปดูให้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่และพยายามฝ่าเข้าไปทำให้โดนเย่ว์เจี๋ยเฟยผลักกระเด็น แม้จะเจ็บและจุกแต่หลิ่วเซ่อยังไม่ยอมแพ้จึงลุกขึ้นมาขู่ว่าหากตนได้เจอองค์หญิงเมื่อไหร่เย่ว์เจี๋ยเฟยเดือดร้อนแน่ เย่ว์เจี๋ยเฟยจึงเดินเข้าไปหาหลิ่วเซ่อด้วยท่าทางเอาเรื่องพลางท้าให้หลิ่วเซ่อพูดซ้ำอีกครั้ง หลิ่วเซ่อเห็นท่าไม่ดีจึงจำใจหันหลังกลับแต่อยู่ๆ ก็ล้มคว่ำจนกางเกงหลุดลุ่ย (เย่ว์เจี๋ยเฟยเหยียบชายเสื้อของเขา) ครั้นเห็นว่าหลิ่วเซ่อสวมกางเกงในสีเขียวปักลายปลาทองสี่ตัวเหมือนกางเกงในเด็ก เหล่าองครักษ์ก็พากันขำกลิ้ง

ขณะกำลังชื่นชมข้าวของเครื่องใช้ของฉู่อวี้เพลินๆ จูเชว่ได้ยินเสียงเอะอะและมีเสียงเหล่าสาวใช้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน (เรื่องหลิ่วเซ่อสวมกางเกงในปักลายปลาทองสี่ตัว) จึงวางมาดเป็นองค์หญิงแล้วเรียกโยว่หลานมาถามว่าใครกันที่ส่งเสียงเอะอะโวยวาย โยว่หลานตอบว่าเป็นเหมินเค่อที่ชื่อหลิ่วเซ่อ และชี้ว่าคนที่พยายามบุกเข้ามาไม่ได้มีแค่เขาเพราะช่วงที่องค์หญิงนอนหลับใหลไม่ได้สติหลายวัน เหล่าบรรดาเหมินเค่อต่างบุกมาที่นี่และขอเข้ามาดูแลองค์หญิงจนเป็นที่วุ่นวาย เหมินเค่อหรงจื่อจึงสั่งห้ามรบกวนองค์หญิงซึ่งทุกคนก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี มีเพียงหลิ่วเซ่อที่ยังคงดื้อด้าน ถ้าไม่ได้เหมินเค่อหรงจื่อห้ามไว้จวนองค์หญิงคงชุลมุนวุ่นวายเป็นแน่ (เธอพูดถึงหรงจื่อด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม) จูเชว่กล่าวเสียงเข้มว่าเหล่าเหมินเค่อคงว่างงานมากเกินไปเลยมารวมตัวกันก่อเรื่องเหลวไหล โยว่หลานจะไปบอกให้เหล่าองครักษ์คุ้มกันเรือนหมิงอวี้ (เรืนส่วนตัวของฉู่อวี้) ให้แน่นหนากว่าเดิม แต่จูเชว่บอกว่าไม่จำเป็นเพราะเธอเองก็อยากรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรกันแน่


หลิ่วเซ่อไม่พอใจที่เห็นหรงจื่อนั่งจิบชาพลางอ่านตำราไม้ไผ่อย่างสบายอารมณ์ ทั้งที่องค์หญิงไม่ยอมออกจากเรือนและไม่เรียกหาพวกตนนานหลายวัน หรงจื่อกล่าวว่าอาการป่วยองค์หญิงเพิ่งดีขึ้นและอยู่ในระหว่างการพักฟื้นจึงไม่ควรรบกวนนาง หลิ่วเซ่อชี้ว่าพวกตนต่างเป็นเหมินเค่อในจวนองค์หญิงซานอิน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเหมินเค่อแต่ความจริงแล้วพวกตนเป็นเพียงเพื่อนเล่นแก้เหงาและคอยสร้างความสำราญให้องค์หญิง อย่างมากก็เป็นได้แค่ผู้ชายไม้ประดับ หากวันใดเธอเกิดเบื่อขึ้นมาพวกตนมีหวังถูกขับออกจากจวนเป็นแน่ แม้หรงจื่อจะไม่กลัวถูกลอยแพแต่ตนกลัว เพราะก่อนหน้านี้องค์หญิงเคยรับปากว่าจะมอบตำแหน่งขุนนางให้พี่ชายตนแต่จนป่านนี้แล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า

หรงจื่อถามว่าอยากให้ตนช่วยยังไง หลิ่วเซ่อขอให้หรงจื่อไปหา (เสนอหน้า) องค์หญิงตามปกติ เพราะเขาเป็นเหมินเค่อคนสนิทและยังเป็นคนที่องค์หญิงไว้ใจมากที่สุด ที่สำคัญหรงจื่อเป็นคนเดียวที่มีสิทธิพิเศษสามารถเข้านอกออกในได้ทุกที่ หรงจื่อจึงตัดบทด้วยการย้ำเตือนว่าเหมินเค่ออย่างพวกตนควรมีจิตสำนึกว่าอะไรควรไม่ควร ในเมื่อองค์หญิงไม่เรียกหาก็ไม่ควรรบกวนนาง ทันใดนั้น องครักษ์ขององค์หญิงก็มาแจ้งหรงจื่อว่าองค์หญิงเรียกพบเหล่าเหมินเค่อทุกคนในสวน หลิวเซ่อได้ยินดังนั้นเลยรีบขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความดีใจ (เขาชอบสวมชุดสีสันสดใส)



เมื่อจูเชว่เดินเข้ามาในสวน (โดยมีหรงจื่อเดินตามไม่ห่าง) เธอก็อดตกใจไม่ได้ที่เห็นชายหนุ่มยืนเข้าแถวรอเธอกว่ายี่สิบคน ถึงกระนั้นเธอก็พยายามวางมาดให้เหมือนองค์หญิง ครั้นเห็นเด็กชาย "ไป่หลี่หลิวซาง" ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มชายหนุ่มรูปงาม จูเชว่ก็แทบช็อคเพราะนึกว่าแม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆ ฉู่อวี้ก็ไม่ละเว้น เธอถามหรงจื่อว่าปีนี้หลิวซางอายุเท่าไหร่ พอรู้ว่าหลิวซางอายุแค่ 12 ปีเธอจึงถามว่าตัวแค่นี้ทำอะไรได้ หรงจื่ออธิบายว่าหลิวซางเก่งเรื่องแข่งกัดจิ้งหรีด องค์หญิงเลยนำตัวเขามาอยู่ที่นี่เป็นกรณีพิเศษหมายให้เป็นเพื่อนเล่น จูเชว่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโล่งใจ ครั้นเห็น "เจียงเยียน" มีสีหน้าเคียดแค้นและแสร้งทำเป็นเมิน จูเชว่ก็รู้สึกแปลกใจ (เจียงเยียน เป็นนักเขียนและกวีที่มีชื่อเสียงของราชวงศ์หลิวซ่ง มีตัวตนจริง)



หลังนั่งประจำที่แล้ว จูเชว่จึงถามหรงจื่อว่าเหล่าเหมินเค่ออยู่ที่นี่ครบทุกคนแล้วใช่ไหม หรงจื่อรายงานว่า มีเหมินเค่อทั้งหมด 24 คน สองคนแจ้งว่าป่วยเลยมาไม่ได้ ส่วนฟู่หม่า (คำเรียก 'สามีองค์หญิง' อย่างเป็นทางการ) ติดงานด่วนเลยมาไม่ได้เช่นกัน ทันใดนั้นสองคู่กัด หลิวเซ่อ กับ "โม่เซียง" (ซึ่งฝ่ายหนึ่งสวมชุดสีเขียว ส่วนอีกฝ่ายสวมชุดสีแดง) ก็แข่งกันเดินเข้ามาในสวนก่อนพากันเดินไปนั่งขนาบข้างจูเชว่ หลิวเซ่อรินน้ำชาพลางตัดพ้อว่า องค์หญิงขังตัวเองอยู่ในเรือนหมิงอวี้หลายวัน ตนอดรนทนไม่ไหวเลยขอให้หรงจื่อไปเยี่ยมองค์หญิงแทนตน จูเชว่สงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่มาหาเธอด้วยตนเอง หลิวเซ่อแกล้งตีหน้าเศร้าพลางกล่าวว่า องค์หญิงไม่อนุญาตให้พวกตนเข้าพบใครเลยจะกล้าฝ่าฝืน จากนั้นก็ตัดพ้อว่าองค์หญิงช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย หรงจื่อเข้าพบองค์หญิงได้ทุกเมื่อ ผิดกับตนที่ได้แต่เฝ้ารอ จูเชว่เห็นด้วยว่าไม่ยุติธรรมจริงๆ และเปรยว่าเธอควรปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม หลิวเซ่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนออกนอกหน้าเพราะนึกว่าตนจะได้สิทธิพิเศษแบบหรงจื่อ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อจูเชว่ประกาศว่านับจากวันนี้เธอจะยกเลิกสิทธิพิเศษของหรงจื่อเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน หรงจื่อชะงักไปชั่วขณะก่อนน้อมรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

หลิวเซ่อคิดสร้างความดีความชอบจึงบงค์หญิงว่า ตนจับตัวการที่ทำให้องค์หญิงพลัดตกลงไปในคลองได้แล้วจึงนำตัวมาให้งค์หญิงสบสวนและลงโทษ ปรากฏว่าคนที่ถูกหลิวเซ่อกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายคืเด็กผู้ชายที่โบกผ้าสีแดง หลิวเซ่ออ้างว่าเด็กชายคนดังกล่าวจงใจใช้สีแดงยั่วให้วัวคลั่งเป็นเหตุให้องค์หญิงตกลงไปในน้ำ เด็กคนนี้คิดสังหารเชื้อพระวงศ์จึงสมควรโดนประหารต่อหน้าธารกำนัลเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เด็กน้อยได้ยินดังนั้นก็รีบปฏิเสธและร้องขอชีวิต หลิวซางแย้งว่าเขาเป็นแค่เด็ก 8-9 ขวบที่ยังไม่รู้ความจะทำให้วัวคลั่งได้อย่างไร เด็กชายชี้ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ตนได้พบองค์หญิงผู้สูงส่งและเลอโฉม (จูเชว่ได้ยินแล้วเป็นปลื้ม) แต่ตนเห็นหน้าองค์หญิงไม่ถนัดจึงโบกผ้าแดงเพื่อให้องค์หญิงหันมามอง หลิวเซ่อจะสร้างผลงานให้ได้เลยยืนกรานว่าถึงอย่างไรเด็กก็ผิดที่โบกผ้าสีแดงแทนที่จะใช้ผ้าสีอื่น เขาจึงขให้องค์หญิงลงโทษประหารทั้งครบครัวเพราะเชื่ว่ามีผู้ใหญ่ชักใยยู่เบื้งหลัง เด็กชายคนดังกล่าววิงวนว่าย่าฆ่าครบครัวตน และยืนยันว่าตนไม่เคยรู้มาก่นว่าสีแดงทำให้วัวคลุ้มคลั่ง



จูเชว่จะอ้าปากพูดแต่หรงจื่อชิงแย้งว่า สีแดงไม่ได้ทำให้วัวคลั่งแต่การโบกมือไปมาต่างหากที่เป็นตัวกระตุ้นให้วัวหงุดหงิดและคลุ้มคลั่ง เขาจึงเชื่อว่าเด็กไม่มีเจตนาทำให้องค์หญิงตกน้ำ ครั้นหลิวเซ่อกล่าวหาหรงจื่อว่าเข้าข้างคนร้ายที่คิดสังหารองค์หญิง หลิวซางจึงแย้งว่าหรงจื่อไม่มีทางทำเช่นนั้น เขาก็แค่สงสารผู้บริสุทธิ์ที่ถูกหลิวเซ่อกล่าวหาโดยไม่มีมูล หลิวเซ่อจะโวยวายแต่จูเชว่ชิงตัดบทด้วยการสั่งให้หลิวเซ่อลองพิสูจน์ดูว่าสีแดงหรืออากัปกิริยาของมนุษย์กันแน่ที่เป็นต้นเหตุให้วัวคลั่ง ครั้นถูกสั่งให้ถอดเสื้อคลุมสีเขียวออกมาโบกล่อวัว หลิวเซ่อจึงยอมทำตามเพราะเชื่อว่าวัวไม่ไล่ขวิดสีเขียวแน่ แต่สุดท้ายก็ถูกวัวขวิดจนได้ หลิวซางเห็นดังนั้นจึงขอให้องค์หญิงเมตตาเด็กที่ถูกกล่าวหาเพราะเขาไม่ได้มีเจตนาทำให้วัวตื่นตระหนก จูเชว่จึงสั่งให้ปล่อยตัวเด็กชายและให้คนพาหลิวเซ่อไปรักษาอาการบาดเจ็บ

หลังเรื่องคลี่คลายจูเชว่จึงสั่งให้ทุกคนแยกย้าย แต่เหล่าเหมินเค่อยังคงยืนนิ่ง (เพราะองค์หญิงยังไม่ลุกจากที่นั่ง) จูเชว่บอกว่าเธอจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักครู่แต่เหล่าเหมินเค่อยังคงยืนรอพลางส่งสายตาถามหรงจื่อโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อหรงจื่อบอกให้ทุกคนทำตามคำสั่งองค์หญิง เหล่าเหมินเค่อจึงยอมสลายตัวแต่โดยดี


ครั้นอยู่กันตามลำพังจูเชว่จึงชี้ว่าหรงจื่อมีความผิดฐานจงใจชี้นำให้เกิดการโต้แย้งหวังเบี่ยงประเด็น และสุดท้ายก็ทำให้กลายเป็นเรื่องตลกเพียงเพราะต้องการช่วยเด็กให้พ้นผิด ซึ่งหรงจื่อก็ยอมรับแต่โดยดี เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่แก้ต่างให้ตัวเอง หรงจื่อจึงชี้ว่าเด็กคนนั้นยังไม่รู้ความ เชื้อพระวงศ์เช่นองค์หญิงจะติดใจเอาความเด็กนั่นได้อย่างไร หากสังหารครอบครัวเด็กเพราะเรื่องเล็กน้อย องค์หญิงจะถูกผู้คนเย้ยหยันได้ ที่ตนสร้างความสับสนและเบี่ยงประเด็นเป็นเพราะต้องการปกป้องชื่อเสียงองค์หญิง เขาขอบคุณเธอที่ยอมให้ใช้ลูกไม้ตื้นๆ และกล่าวว่าที่ตนกล้าทำเช่นนั้นเพราะรู้ว่าเธอไม่คิดฆ่าเด็กตั้งแต่แรก (หากเธอต้องการฆ่าเด็กจริงคงไม่รถึงวันนี้) จูเชว่เห็นว่าหรงจื่อทั้งเจ้าเล่ห์ ฉลาด และรู้เท่าทันเธอจึงเริ่มระแวงและเหน็บว่าเขาช่างเป็นเหมินเค่อที่ดีของตนจริงๆ

หลังเหล่าสาวใช้ยกอาหารว่างมาให้ จูเชว่ก็ไล่ทุกคนออกไปเพราะสังเกตเห็นผลไม้เชื่อมจานหนึ่งถูกจัดเรียงอย่างโดดเด่นและมีปริมาณมากกว่าจานอื่นๆ หนึ่งชิ้น เธอจึงเขี่ยผลไม้บนจานออกแล้วยกชามดังกล่าวไปลนไฟ ไม่นานก็ปรากฏข้อความที่ประมุขหอเทียนจีส่งมาให้เธอ เนื้อความระบุให้เธอเข้าควบคุมสถานการณ์ในจวนองค์หญิงโดยเร็วที่สุดและให้หาโอกาสใกล้ชิดหลิวจื่เย่ (ฮ่องเต้) จูเชว่จึงเริ่มแผนการทันที เธอถามเย่ว์เจี๋ยเฟยว่านอกจากเรือนของตนแล้ว เรือนใครในจวนที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางมากที่สุด เย่ว์เจี๋ยเฟยตอบว่าเรือน "มู่เสวี่ยหยวน" ของหรงจื่อ เพราะเขาเป็นคนที่องค์หญิงโปรดปรานและไว้ใจมากที่สุด เขาจึงได้รับสิทธิพิเศษให้เข้านอกออกในได้ทุกที่ แถมองค์หญิงยังให้เขาบริหารจัดการทุกเรื่องในจวนอีกด้วย จูเชว่ได้ยินดังนั้นจึงเข้าใจว่าทำไมเหล่าเหมินเค่อถึงคอยสังเกตสีหน้าท่าทางของหรงจื่อแทนที่จะฟังคำสั่งเธอ แม้แต่เย่ว์เจี๋ยเฟยยังอดชมไม่ได้ว่าหรงจื่อเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นและน่าชื่นชม



จูเชว่คิดที่จะจัดการ (ยึดอำนาจ) หรงจื่อจึงชวนเย่ว์เจี๋ยเฟยไปสังเกตการณ์ที่เรือนของหรงจื่อด้วยกัน นึกไม่ถึงว่าเจียงเยียนกับ "หวนหย่วน" ก็กำลังไปที่นั่น จูเชว่เห็นดังนั้นจึงอยากรู้ว่าทั้งสองคนมารวมหัวทำอะไรที่เรือนของหรงจื่อ ครั้นเห็นหรงจื่อยืนอ่านตำราไม้ไผ่จูเชว่จึงหยุดมองอย่างจับผิด หลังสบตากันครู่หนึ่งหรงจื่อก็ส่งยิ้มก่อนเดินไปต้อนรับเธออย่างนอบน้อม ทันใดนั้นก็มีเสียงคนคุยกันดังมาจากในห้อง จูเชว่จะเดินเข้าไปข้างในแต่หรงจื่อพาเธอไปแอบดูแทน ปรากฏว่าเจียงเยียนกับหวนหย่วน (ซึ่งต่างก็เป็นบัณฑิต) กำลังถกกันเกี่ยวกับเนื้อหาในตำราว่าด้วยเรื่องของ "เซี่ยอัน" ("เซี่ยอัน" เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านวรรณกรรม หลักปรัชญา และการถกประเด็นต่างๆ เพื่อประชันภูมิปัญญา เขาถูกขุนนางใหญ่เรียกตัวไปช่วยงานตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ภายหลังได้หยุดรับใช้ทางการแล้วเร้นกายในป่าเขา ทั้งยังปฏิเสธตำแหน่งขุนนางหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้เป็นเสนาบดีแห่งราชวงศ์จิ้น แม้เขาจะไม่มีทักษะด้านการทหารแต่กลับช่วยให้บ้านเมืองรอดพ้นจากการโจมตีของรัฐฉิน)

หลังพบว่าหวนหย่วนโกหกว่าตนเองป่วย (เลยไม่ไปพบเธอในสวน) จูเชว่ก็รู้สึกไม่พอใจที่เขาไม่เห็นหัวตน หรงจื่อชี้ว่าความสามารถของหวนหย่วนนั้นไม่ธรรมดา เรียกได้ว่าร้อยปียากจะเจอแบบนี้สักคนจึงไม่แปลกที่หวนหย่วนจะกลายเป็นคนหยิ่งยโส เขากล่าวว่าหวนหย่วนยังอ่อนประสบการณ์จึงขอองค์หญิงอย่าได้ถือโทษโกรธเคือง จูเชว่แย้งว่าความสามารถที่ไม่ธรรมดาของหวนหย่วนคือการพูดพล่ามอวดภูมิปัญญาทั้งวันงั้นหรือ หวนหย่วนเป็นใคร กล้าดียังไงถึงได้วิพากษ์วิจารณ์แม้กระทั่งวีรบุรุษอย่างเซี่ยอัน ครั้งนี้เธอจะไม่เอาความเพราะเห็นแก่หรงจื่อ แต่ถ้าหวนหย่วนหนีหน้าเธออีกครั้งเธอจะไม่ไว้หน้าอย่างแน่นอน



ครั้นจูเชว่เดินจากไปแล้วหรงจื่อก็เข้าไปหาสองหนุ่มในห้อง ที่แท้เจียงเยียนกับหวนหย่วนรู้ล่วงหน้าว่าองค์หญิงกำลังจะมาเลยแสร้งทำเป็นถกกันเรื่องเซี่ยอัน แม้หวนหย่วนจะบอกหรงจื่อว่าพวกตนไม่ได้ทำอะไรผิดใยต้องปกปิด แต่หรงจื่อรู้ว่าทั้งคู่กลัวถูกจับได้เพราะเจียงเยียนถือหนังสือกลับด้านโดยไม่รู้ตัว ถึงกระนั้นเจียงเยียนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาขอบคุณหรงจื่อที่ช่วยเตือนพวกตนว่าองค์หญิงกำลังมา ก่อนออกตัวว่าเพราะเรือนของหรงจื่อทั้งเงียบและอยู่ห่างจากเรือนอื่นๆ แถมยังไม่มียามเฝ้า พวกตนจึงชอบเข้ามาอ่านหนังสือบ่อยๆ นึกไม่ถึงว่าจะทำให้หรงจื่อเดือดร้อน ครั้นเห็นว่าเจียงเยียนยังคงปากแข็งหรงจื่อจึงขว้างตำราไม้ไผ่ (ที่เจียงเยียนถือกลับหัว) ทิ้ง พลางกล่าวว่า ตนอนุญาตให้ทั้งคู่เข้ามาอ่านหนังสือ ไม่ใช่วางแผนโค่นล้มองค์หญิงหมายปลดปล่อยตัวเองให้เป็นไท

เขากล่าวว่าทุกสิ่งที่เจียงเยียนกับหวนหย่วนทำไม่เกี่ยวกับตน ตนจะไม่รายงานองค์หญิงและจะไม่ช่วยเหลือทั้งคู่ ดังนั้นไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ก็ขอให้ทั้งคู่รับผลแห่งการกระทำกันเอาเอง จากนี้ไปทั้งคู่ต้องพึ่งตัวเองแล้ว หวนหย่วนแย้งว่าตนนึกว่าหรงจื่อเองก็เหลือทนกับองค์หญิงจึงยอมให้พวกตนใช้สถานที่ หรงจื่อชี้ว่าตนเตือนแล้วว่าองค์หญิงไม่เหมือนเมื่อก่อน เธอไม่เห็นหวนหย่วนในสวนแต่ดันมาเจอหวนหย่วนที่นี่ ตนไม่รู้ว่าองค์หญิงคิดจะทำอะไรต่อไปและนี่ก็เป็นเหตุผลที่ตนยังยืนยันคำเดิม (ว่าองค์หญิงเปลี่ยนไป)  พูดจบหรงจื่อก็เดินออกจากห้อง แต่หวนหย่วนรั้งไว้และบอกว่าตนมีเรื่องอยากหารือ



หวนหย่วนขบคุณหรงจื่อที่ไม่คิดรายงานองค์หญิงเรื่องที่พวกตนแอบวางแผนกันอย่างลับๆ เขาอยากให้หรงจื่อร่วมมือกับพวกตนจึงกล่าวว่า ต่อให้หรงจื่อไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ยากที่จะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม แม้หรงจื่อเป็นคนโปรดขององค์หญิงแต่ตนเชื่อว่าองค์หญิงไม่มีทางให้อภัยแน่ถ้ารู้ว่าเขาปล่อยให้มีการสมคบคิด ทั้งยังแอบอำนวยความสะดวกให้คนทรยศอย่างพวกตน หรงจื่อก้าวเท้าเข้าไปหาหวนหย่วนพลางถามอย่างสุภาพ (แต่แฝงความน่าเกรงขาม) ว่าเขากำลังข่มขู่ตนหรือ หวนหย่วนขอให้หรงจื่อเห็นใจและชี้ว่าตนไม่มีทางเลือก หรงจื่อจึงบอกตามตรงว่าที่ตนไม่คิดรายงานองค์หญิงเพราะเชื่อว่าองค์หญิงเอาอยู่และจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากแผนการของทั้งคู่ เขาท้าให้หวนหย่วนโยนความผิดทั้งหมดมาให้ตนหากแผนการล้มเหลว เพราะเขาเองก็อยากรู้ว่าตนจะถูกลงโทษหรือไม่ เขายังบอกด้วยว่าที่ตนไม่รายงานองค์หญิงเพราะไม่อยากเปลืองแรงพูด ไม่ได้คิดปกป้องเจียงเยียนกับหวนหย่วนแต่อย่างใด ดังนั้นจงอย่าได้มโนไปเอง

หลังฟังยู่นานเจียงเยียนก็ระบายความอัดอั้นกับหรงจื่อว่า พวกตนล้วนเป็นเหมินเค่อขององค์หญิง แต่กลับถูกกักขังให้อยู่แต่ในจวนทุกวัน วันๆ ได้แต่เป็นเพื่อนเล่น กินดื่ม และสร้างความสำราญให้องค์หญิง พวกตนล้วนเป็นเพียงของเล่นของเธอ นอกจากความสามารถของพวกตนจะสูญเปล่าแล้ว พวกตนยังโดนผู้คนดูถูกเหยียดหยามอีกด้วย เขาถามหรงจื่อว่าพอใจกับชีวิตเช่นนี้จริงๆ หรือ หรงจื่อยิ้มแทนคำตอบและขอให้ทั้งคู่ออกจากเรือนตน



สองหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกและได้แต่พยายามระงับความโกรธ ผิดกับหรงจื่อที่ยิ้มหลังทั้งคู่เดินจากไป เจียงเยียนกับหวนหย่วนไม่รู้ตัวว่าแผนการของพวกตนได้ล้มเหลวเรียบร้อยแล้ว เพราะจูเชว่ได้ยินทุกคำพูดที่พวกเขาคุยกับหรงจื่อ ที่แท้เธอย้อนกลับมาแล้วให้เย่ว์เจี๋ยเฟยพาเธอขึ้นไปแอบฟังบนหลังคา เมื่อเจียงเยียนกับหวนหย่วนกลับไปแล้วเธอจึงเดินนวยนาดออกจากเรือนและหันมายิ้มให้หรงจื่ออย่างผู้ชนะ หรงจื่อยิ้มตอบเล็กน้อยพลางจ้องมองเธอด้วยสีหน้าครุ่นคิด (เขารู้แต่แรกว่าเธอแอบฟัง ทั้งยังสงสัยในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของค์หญิง)

เย่ว์เจี๋ยเฟยรู้สึกแปลกใจที่องค์หญิงขอดูข้อมูลส่วนตัวของเหล่าเหมินเค่อทุกคน จูเชว่ชี้ว่าหลังรู้แผนการของหวนหย่วน เธอถึงคิดได้ว่าเหล่าเหมินเค่อต่างมีบุคลิกและที่มาแตกต่างกัน เธอจึงอยากรู้จักทุกคนให้ดีกว่านี้ ครั้นถูกถามว่าจะรับมือเจียงเยียนกับหวนหย่วนอย่างไรจูเชว่จึงถามความเห็นเย่ว์เจี๋ยเฟย เขากล่าวว่าทั้งคู่คิดร้ายต่อองค์หญิงจึงสมควรถูกลงโทษสถานหนัก เพียงแต่พวกตนยังไม่รู้ว่าสองคนนี้มีแนวร่วมทั้งหมดกี่คน ขืนกระทำการโดยบุ่มบ่ามให้ทุกคนรู้ตัวก่อนเกรงว่าจะเสียแรงเปล่า ซึ่งจูเชว่เองก็ยังไม่คิดลงมือจนกว่าจะรู้แน่ชัดว่าสถานการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร


เธอเปิดดูข้อมูลของเจียงเยียนเป็นคนแรกและพบว่าเขามาจากครอบครัวที่ยากจน ซ้ำยังสูญเสียพ่อตั้งแต่เด็ก ถึงกระนั้นเขาก็เป็นคนมีพรสวรรค์ สามารถอ่านและเขียนบทกวีได้ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ แถมผลงานด้านวรรณกรรมของเขายังเป็นที่เลื่องลือ เจี้ยนผิงอ๋อ"หลิวจิ่งซู่" จึงรับเขาเข้ามายู่ในจวน (ขณะายุ 14 ปี) ด้วยความที่โดดเด่นเกินไปเขาจึงถูกคนอิจฉาและโดนกล่าวหาว่ารับสินบนจนถูกจำคุก หลังอ่านฎีการ้งทุกข์ที่เจียงเยียนเขียนขณะยู่ในคุก จูเชว่ก็รู้สึกประทับใจในความสามารถด้านการเขียนของเขา เย่ว์เจี๋ยเฟยชี้ว่าองค์หญิงชื่นชมความสามารถของเขาเลยช่วยให้เขาพ้นคุกและพามาอยู่ที่จวนในฐานะเหมินเค่อ หากวันใดอารมณ์สุนทรีย์องค์หญิงจะให้เขาเขียนบทกวีพรรณนาเรื่องราวต่างๆ และพูดคุยกันเรื่องกวีเพื่อฆ่าเวลา จูเชว่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจหัวอกเจียงเยียนผู้น่าสงสาร... องค์หญิงซานอินอุตส่าห์ช่วยเขาให้พ้นคุกแต่กลับขังเขาไว้ในจวนทำให้ไม่มีโอกาสแสดงความสามารถ พรสวรรค์ของเขาจึงสูญเปล่าแถมอนาคตยังดับวูบ มิน่าเล่าเขาจึงกลายเป็นศัตรูขององค์หญิง

เย่ว์เจี๋ยเฟยแนะให้จูเชว่กำจัดเจียงเยียนที่บังอาจคิดร้าย จูเชว่ชี้ว่าสังหารคนนั้นง่ายแต่เปลี่ยนความคิดคนแสนยาก พวกเขาถูกควบคุมจนขาดเสรีภาพและอยากไปจากที่นี่ใจแทบขาด หากเธอฆ่าเจียงเยียน เหล่าเหมินเค่อจะยิ่งทวีความโกรธแค้นและแว้งกัดเธอสักวัน ครั้นหยิบกล่องเก็บข้อมูลของหวนหย่วนขึ้นมาดู จูเชว่ก็รู้สึกแปลกใจที่กล่องของเขาแตกต่างจากของคนอื่นๆ เพราะเป็นกล่องเดียวที่ถูกปิดผนึก เมื่อเปิดดูแล้วพบว่าเขาเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลชนชั้นสูงที่เรืองอำนาจในราชวงศ์ก่อน (เขาเป็นลูกชาย "ซืหม่าซิงหนาน" งค์หญิงแห่งราชวงศ์จิ้น กับ "หวนเวิน" ขุนพลและขุนนางใหญ่แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก) เธอจึงคิดที่จะใช้เขาเป็นเครื่องมือในการเข้าควบคุมจวนองค์หญิงให้ได้แบบเบ็ดเสร็จโดยเร็ว


จูเชว่รู้สึกแปลกใจที่ภายในกล่องเก็บข้อมูลของหรงจื่อมีแต่กระดาษเปล่า เธอจึงได้แต่สงสัยว่าเป็นเพราะลืมบันทึกหรือไม่เคยมีข้อมูลตั้งแต่ต้นกันแน่ หลังเก็บกระดาษเปล่าลงในกล่องของหรงจื่ออย่างไม่สบอารมณ์ จูเชว่จึงสั่งให้เย่ว์เจี๋ยเฟยนำกล่องทั้งหมดไปเก็บ ครั้นหรงจื่อส่งคนมาถามว่าจะเริ่มสะสางงานต่างๆ เลยไหม จูเชว่ซึ่งยังไม่พร้อมและกลัวถูกหรงจื่อจับได้ว่าเป็นองค์หญิงตัวปลอม จึงอ้างว่าตนปวดหัวและขอเลื่อนเป็นคราวหน้า

นับตั้งแต่วันแรกที่สวมรอยเป็นฉู่อวี้ จูเชว่แอบใช้ปิ่นเงินขูดไม้บริเวณขอบเตียงวันละครั้งเพื่อทำสัญลักษณ์ให้ตนเองรู้ว่าผ่านไปกี่วันแล้ว (ปัจจุบันมีรอยขีดเจ็ดอัน) และวันนี้เธอก็ใช้ปลายแหลมของปิ่นดังกล่าวกรีดแขนตัวเอง (โดยไม่ลืมล้างน้ำและลนไฟฆ่าเชื้อโรคก่อน) โดยแสร้งทำเป็นเกิดอุบัติเหตุ หวังใช้อาการบาดเจ็บเป็นข้ออ้างให้คนอื่น (หรงจื่อ) ช่วยเขียนเอกสารและลงนามแทน (เพราะลายมือที่เปลี่ยนไปจะเป็นหลักฐานที่ยากปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่องค์หญิง)




หลังจากนั้นจูเชว่ก็เรียกพบเหล่าเหมินเค่อซึ่งคราวนี้หวนหย่วนยอมมาแต่โดยดี ครั้นเห็นองครักษ์ขององค์หญิงตรึงกำลังรายล้อมพวกตนทุกคนก็รู้สึกแปลกใจ เจียงเยียนเสียวสันหลังวาบหลังถูกองค์หญิงเรียกตัว เขาหันไปมองหวนหย่วนแต่ยังคงลังเลไม่กล้าเดินออกไป จูเชว่จึงเป็นฝ่ายเดินไปหาเขาพร้อมเอกสารในมือ เจียงเยียนเดาว่าองค์หญิงคงล่วงรู้แผนการของตนกับหวนหย่วนจึงคิดว่าคราวนี้ตนไม่รอดแน่ นึกไม่ถึงว่าองค์หญิงไม่เพียงไม่ลงโทษแต่ยังมอบสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดนั่นก็คือ...อนาคตและอิสรภาพ แถมองค์หญิงยังเตรียมเอกสารด่วน (หนังสือรับรองและฝากฝังตำแหน่ง) เพื่อให้เขานำไปมอบให้เจี้ยนผิงอ๋อง "หลิวจิ่งซู่" ครั้นองค์หญิงยื่นเอกสารให้ เจียงเยียนก็แอบเหลือบมองหวนหย่วนซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขาอยากออกจากจวนองค์หญิงใจจะขาดแต่ถ้ารับเอกสารก็เท่ากับหักหลังและทอดทิ้งหวนหย่วนต่อหน้าทุกคน

เจียงเยียนตัดสินใจไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่ง เช่นเดียวกับจูเชว่ที่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้าพลางยื่นเอกสารให้เขา ครั้นเห็นว่าเจียงเยียนเริ่มหวั่นไหวจูเชว่ก็ตอกย้ำว่าเขาคือความหวังของครอบครัว (มารดาเขามีชีวิตที่ยากลำบาก) และชี้ว่าอนาคตอันรุ่งโรจน์กำลังรอเขาอยู่ตรงหน้า ในที่สุดเจียงเยียนก็คว้าโอกาสที่เธอมอบให้ และนั่นก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหวนหย่วนขาดสะบั้นลง แต่เขาไม่ใช่เหมินเค่อเพียงคนเดียวที่ได้รับโอกาสนี้ เพราะยังมีเหมินเค่ออีกหลายคนที่จูเชว่จับแยกย้ายและส่งไปรับตำแหน่งในที่ๆ เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน เพียงแต่ในจำนวนนั้นไม่มีหัวโจกอย่างหวนหย่วน



จูเชว่ออกมาส่งและอวยพรเจียงเยียนที่หน้าจวนด้วยตนเอง เจียงเยียนขอให้เธอละเว้นหวนหย่วนโดยบอกว่าหวนหย่วนมีความรู้ความสามารถมากกว่าตน จูเชว่ชี้ว่าหากเธอต้องการลงโทษเจียงเยียนกับหวนหย่วนคงไม่เปลืองแรงทำอะไรให้ยุ่งยากขนาดนี้ เธอเชื่อว่าเจียงเยียนคงดูออกว่าเธอจงใจให้เขาเลือกต่อหน้าทุกคน ทั้งยังบีบให้เขาทอดทิ้งหวนหย่วน จึงถามว่าเขาโกรธแค้นเธอไหม เจียงเยียนตอบด้วยความรู้สึกสับสนว่าตนไม่รู้ จูเชว่ชื่นชมความจริงใจของเขาเพราะถ้าเขาตอบทันควันว่าไม่โกรธเคืองเธอสักนิดก็เท่ากับเสแสร้ง จากนั้นก็อธิบายว่าที่เธอทำเช่นนั้นเพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์

เธอเห็นว่าเจียงเยียนเป็นคนหนุ่มที่ทะนงตน ทั้งยังมีบุคลิกและความสามารถโดดเด่นจนเป็นที่อิจฉา  เลยอยากให้เขานำบทเรียนในอดีตที่เคยถูกคนจัดฉากใส่ร้ายจนต้องติดคุก (ช่วงที่รับใช้ทางการ) มาปรับปรุงตัวเพื่อที่ประวัติศาสตร์จะได้ไม่ซ้ำรอย เธอชี้ว่าโลกนี้มีคนเก่งมากมายแต่กลับเป็นเขาที่ถูกใส่ร้าย โดนป้ายความผิด แถมยังไม่มีใคร (เพื่อนร่วมงาน) ออกโรงปกป้องเขาเลย ทั้งหมดนี้เป็นเขาที่ทำตัวเองทั้งสิ้น หรงจื่อเข้าใจความหมายของจูเชว่จึงช่วยอธิบายว่าหากเจียงเยียนทำตัวโดดเด่นหรือแปลกแยกเกินไปจะนำภัยมาสู่ตน (ต้นไม้ที่สูงกว่าต้นอื่นๆ ในป่าย่อมถูกลมพัดจนหักโค่น ทรายที่ถูกซัดออกนอกชายฝั่งย่อมถูกน้ำพัดพา) จากนั้นก็ชี้ว่าองค์หญิงไม่ได้บอกให้เขาคบหาขุนนางฉ้อฉล แต่ขณะที่เขายึดมั่นในอุดมการณ์อันสูงส่งก็ควรรู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนหรือยืดหยุ่นบ้างในบางสถานการณ์แทนที่จะมัวทะนงตนหรือถือตัว  หากเจียงเยียนไม่รู้จักผูกมิตรกับเจ้าหน้าที่คนอื่น แล้วจะหารือเรื่องบ้านเมืองหรือรับใช้ประชาชนได้อย่างไร เจียงเยียนก้มศีรษะคารวะจูเชว่อย่างนอบน้อมพลางกล่าวขอบคุณที่ช่วยชี้แนะและเดินจากไป


หรงจื่อแสดงความยินดีกับจูเชว่ที่ปาหินก้อนเดียวได้นกถึงสามตัว เขาชี้ว่าเจียงเยียนกับหวนหย่วนวางแผนโค่นล้มองค์หญิงมานานจึงนับเป็นตัวการสำคัญ การที่องค์หญิงแนะนำตำแหน่งให้เจียงเยียน ทั้งยังส่งคนที่คาดว่าน่าจะเป็นแนวร่วมออกจากจวน ผลลัพธ์ที่ได้คือ หนึ่งบรรเทาความโกรธแค้นของเจียงเยียน สองตัดขาดการติดต่อระหว่างเขากับหวนหย่วน สามองค์หญิงจงใจใช้กรณีนี้เป็นตัวอย่างเพื่อสร้างความหวังและบอกคนอื่นเป็นนัยๆ ว่าหากอยากมีอนาคตที่สดใสเหมือนเจียงเยียนต้องทำให้องค์หญิงโปรดปราน วิธีนี้จะทำให้เหล่าเหมินเค่อที่เหลืออยู่หันมาประจบประแจงองค์หญิงและไม่ลังเลที่จะทอดทิ้งหวนหย่วน อันที่จริงองค์หญิงได้นกสี่ตัวด้วยซ้ำ เพราะองค์หญิงไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนักในการลดอคติในใจของเจียงเยียน  แต่เจียงเยียนจะไม่มีวันลืมบุญคุณองค์หญิงไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จูเชว่อดชื่นชมในความฉลาดหลักแหลมและรู้เท่าทันคนของหรงจื่อไม่ได้ แต่นั่นทำให้เธอยิ่งต้องระวังตัว

ครั้นถูกถามว่าทำไมถึงมั่นใจนักว่าเจียงเยียนจะยอมรับข้อเสนอ จูเชว่ชี้ว่าหลังเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียแล้วคนทะเยอทะยานซ้ำยังมีมารดาต้องดูแลอย่างเจียงเยียนจะปฏิเสธอนาคตอันสดใสที่เธอมอบให้ได้อย่างไร หรงจื่อจ้องหน้าจูเชว่พลางกล่าวว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เหมือนองค์หญิงเลยสักนิด เพราะถ้าเป็นองค์หญิงคนเดิมต่อให้ใช้วิธีเดียวกันในการแยกเจียงเยียนออกจากหวนหย่วน องค์หญิงก็จะลอบสังหารเจียงเยียนอย่างลับๆ เพื่อระบายความโกรธแค้นอยู่ดี ส่วนเรื่องแนะนำตำแหน่งยิ่งไม่ต้องพูดถึง ครั้นถูกถามว่าเธอเปลี่ยนไปเช่นนี้ดีหรือไม่ดี หรงจื่อยอมรับว่าตนยังไม่แน่ใจ เขาชี้ว่าองค์หญิงคนเดิมเป็นคนเด็ดขาด ไม่เคยใจอ่อน ฆ่าคนได้โดยไม่ลังเล ไร้ความปราณี และไม่เคยเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ส่วนองค์หญิงในตอนนี้รู้จักเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น แต่พฤติกรรมนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่รู้ว่าเจียงเยียนคิดเล่นงานแต่องค์หญิงไม่เพียงไม่โกรธ ซ้ำยังมอบอนาคตอันรุ่งโรจน์ให้เขาอีกด้วย แม้จะรู้สึกสงสัยในเจตนา (ที่มอบอิสรภาพและอนาคตให้เจียงเยียน) แต่ความใจกว้างขององค์หญิงก็ทำให้ตนอดชื่นชมไม่ได้ จูเชว่ออกตัวว่า ตนก็แค่เห็นว่าเจียงเยียนมีพรสวรรค์ชนิดหาตัวจับยากเลยไม่อยากให้ความสามารถนั้นสูญเปล่า พูดจบเธอก็ตัดบทด้วยการเดินจากไป


ในที่สุดแผนการที่จูเชว่วางไว้ก็ได้ผลเร็วเกินคาด เมื่อเหมินเค่อนามว่า "เสิ่นกวงจั่ว" มาพบเธอเพื่อเปิดโปงแผนชั่วของหวนหย่วนพร้อมนำรายชื่อผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมามอบให้เธอ  เขากล่าวว่าหวนหย่วนมีแผนลอบติดต่อและติดสินบนเหล่าขุนนางที่มีอำนาจหมายให้พวกเขาใส่ความองค์หญิง โดยมีเหมินเค่อจำนวนหนึ่งเป็นแนวร่วม จูเชว่รู้ว่ากวงจั่วอยากออกจากจวนองค์หญิงจึงถามว่าเขามีความรู้ความสามารถในด้านใด เมื่อกวงจั่วตอบว่าตนฝึกฝนวรยุทธมาตั้งแต่เด็ก จูเชว่จึงถามความเห็นหรงจื่อว่าควรส่งกวงจั่วไปที่ใด หลังดูรายชื่อที่กวงจั่วนำมามอบให้แล้ว หรงจื่อก็แนะให้ส่งกวงจั่วไปหาแม่ทัพ "เสิ่นโยวจือ" (หลานของขุนนางใหญ่ "เสิ่นชิ่งจือ" ซึ่งกุมอำนาจด้านการทหาร  - เสิ่นชิ่งจือเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดารายชื่ทั้งหมดที่กวงจั่วให้มา



แม้จูเชว่จะทำตามคำแนะนำของหรงจื่อ แต่หลังจากกวงจั่วออกไปแล้วเธอก็ตำหนิหรงจื่อที่ส่งคนสอพลออย่างกวงจั่วไปในที่ๆ ไม่คู่ควร (ดีเกินไป) หรงจื่อแย้งว่าเธอกำลังรอคนที่ทรยศหวนหย่วนแล้วหันมาสวามิภักดิ์กับเธอมิใช่หรือ เช่นนี้แล้วทำไมถึงได้ดูแคลนกวงจั่ว จูเชว่เห็นว่ากวงจั่วเป็นคนไม่ซื่อสัตย์และแปรพักตร์ง่ายดายเกินไป แม้เธออยากให้เขาปรากฏตัวแต่เธอก็ไม่อยากให้ในจวนมีคนที่น่ารังเกียจและไร้ยางอายเช่นนี้ หรงจื่อชี้ว่าที่ตนทำเช่นนั้นเพราะคนต่ำช้าอย่างกวงจั่วหลอกใช้ได้ง่าย ถ้าเขาเป็นคนแบบเจียงเยียนตนคงไม่อาจใช้งานเขาได้อย่างสบายใจ (เขาตั้งใจส่งกวงจั่วไปที่นั่นเพราะมีแผนการบางย่างและเชื่อว่ากวงจั่วจะมีประโยชน์ในภายหน้า) ครั้นได้รับคำชมว่านับวันจะยิ่งฉลาดขึ้น หรงจื่อจึงขอบคุณจูเชว่ก่อนแย้งว่าใต้หล้ามีคนฉลาดมากมาย ตนไม่ได้ฉลาดที่สุด ตัวอย่างเช่นในจวนองค์หญิง... "ท่านคือคนที่ฉลาดที่สุด!" (เพราะเธอรู้ว่าต้องทำเช่นไรจึงจะใช้งานเขาได้)



* เนื้อหาโดย luvasianseries /ดูอัลบั้มภาพได้ ที่นี่





รายชื่อนักแสดง


นักแสดงนำ

 

กวนเสี่ยวถง
รับบท หลิวฉู่วี้ (แฝดพี่) / หลิวฉู่ซิ่ว (จูเชว่)
(นักแสดง ชาวจีน)

เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์:

"หลิวฉู่อวี้"  หรื "องค์หญิงซานอิน" (ค.ศ. 446-465) เป็นพระธิดาองค์โตใน "จักรพรรดิเสี้ยวอู่แห่งราชวงศ์หลิวซ่ง" (หรือ "หลิวจวิ้น")  กับ "เหวินมู่ฮองเฮา" (หรือ "หวังเซียนหยวน") ในรัชสมัยของพระบิดาองค์หญิงถูกจับแต่งงานกับ "เหอจี๋" หลังพระบิดาสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 464 พระอนุชานามว่า "หลิวจื่เย่" ขององค์หญิงได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ (พระนามเรียกขานคือ "เฉียนเฟ่ยตี้") และองค์หญิงก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสเข้าเฝ้าบ่อยครั้งในยามที่ฮ่องเต้เสด็จออกนอกวัง วันหนึ่งองค์หญิงทรงตัดพ้อกับฮ่องเต้ว่า แม้พวกตนจะต่างเพศแต่ก็มีพระบิดางค์เดียวกัน  ฮ่องเต้ทรงมีผู้หญิงคยปรนเปรในวังนับพัน ส่วนตนกลับมีสวามีแค่คนเดียว มันช่างไม่ยุติธรรมเสียนี่กระไร เมื่ฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นจึงคัดเลืกชายหนุ่มรูปงามจำนวน 30 คนมาปรนเปรองค์หญิงโดยเรียกพวกเขาว่า "เมี่ยนโฉ่ว" หลังฮ่องเต้เฉียนเฟ่ยถูกลบปลงพระชนม์ในปี ค.ศ. 465 "เซียงตงอ๋ง" (หรื "หลิววี้") ซึ่งมีศักดิ์เป็นาขดีตฮ่องเต้ ได้เสด็จขึ้นครงราชย์ (พระนามเรียกขานคือ "ซ่งหมิงตี้" หรือ "จักรพรรดิซ่งหมิง")  พระงค์ทรงประณามองค์หญิงว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสมและไร้ซึ่งศีลธรรม จึงสั่งให้งค์หญิงและพระนุชาอีงค์ฆ่าตัวตาย


 

ซ่งเวยหลง
รับบท หรงจื่อ (ชางหลีอ๋งแห่งราชวงศ์เว่ยเหนือ)
(นักแสดง / นายแบบ ชาวจีน)

ราชวงศ์เว่ยเหนือ (เป่ยเว่ย) 

 

ไป๋ลู่
รับบท ฮั่วเสวียน (แม่ทัพเฟยเฟิ่ง)
(นักแสดง / นางแบบ ชาวจีน)


  

ไป๋ลู่
รับบท เล่วิ้น
(นักแสดง / นางแบบ ชาวจีน)


 

หมี่เร่
รับบท ทั่วป๋าวิ๋น (คังอ๋ง)
(นักแสดง ชาวจีน)


 

อู๋จิ่นเหยียน
รับบท เฝิงถิง (ไทเฮา - เป็นแม่เลี้ยงเสียนเหวินตี้)
(นักแสดง ชาวจีน)


 

จ้าวลู่ซื
รับบท หม่าเสวี่ยวิ๋น
(นักแสดง ชาวจีน)


 

สืวิ๋นเผิง
รับบท ทั่วป๋าหง (เสียนเหวินตี้)
(นักแสดง ชาวจีน)


 

สวี่ข่าย
รับบท เสิ่นอวี้
(นักแสดง / นายแบบ ชาวจีน)


 

หวังเม่าเหลย
รับบท หม่าจงเหลียง
(นักแสดง ชาวจีน)


 

อู๋เจียอี๋
รับบท ชิงเยวี่ย
(นักแสดง ชาวจีน)


 

ฟู่เหมย
รับบท หลานรั่ว
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หวังอี้เจ๋อ
รับบท หวังเจ๋อ
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลินจิ้ง
รับบท ฉีไท่เฟย
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เฉินเผิงว่านหลี่
รับบท ฉีหวน
(นักแสดง ชาวจีน)


เทียนจี

 

เหอเฟิ่งเทียน
รับบท ประมุขหอเทียนจี 
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เหอเฟิ่งเทียน
รับบท กู้ฮวน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

จางเชาเหริน
รับบท เย่ว์เจี๋ยเฟย
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลิวเจ๋อฉวิน
รับบท เทียนหรูจิ้ง
(นักแสดง / นักร้ง ชาวจีน)


 

ลี่ฉิงเทียน
รับบท เซียวเต้าเฉิง
(นักแสดง / นายแบบ ชาวไต้หวัน)


 

เกาอวี่เอ๋อร์
รับบท เฝิ่นไต้
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลี่ชุนเยวี๋ยน
รับบท หงซิ่ว
(นักแสดง ชาวจีน)

ราชวงศ์หลิวซ่ง

 

จางซินวี่
รับบท หวังอี้จื
(นักแสดง / นางแบบ / นักร้ง ชาวจีน)


 

จินฮ่าวเฉิน
รับบท โม่เซียง
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลูจั๋ว
รับบท หลิ่วเซ่
(นักแสดง ชาวจีน)


 

จางอี้ซี
รับบท โยว่หลาน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เซี่ยงฮ่าว
รับบท จงเยวี่ย
(นักแสดง ชาวจีน)


 

จางอี้เจี๋ย
รับบท หลิวจื่เย่
(นักแสดง ชาวจีน)


 

ซุนอี้ฝาน
รับบท เผยซู่
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หงเหยา
รับบท หวนหย่วน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

จูเจี่ยน
รับบท เหจี๋ (สามีหลิวฉู่วี้ คำเรียกย่างเป็นทางการคือ "ฟู่หม่า") 
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลิวเอินซ่าง
รับบท หลิววี้ (ซ่งหมิงตี้)
(นักแสดง / นักร้อง / ผู้ดำเนินรายการ ชาวจีน)


 

เจียงเผิง
รับบท หลิวซิวเหริน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เจิ้งหลง
รับบท หัวเยี่ยนเอ๋อร์
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หยางหมิงน่า
รับบท หวังเซี่ยนหยวน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

จ้าวอี้ชิน
รับบท เจียงเยียน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เย่เฉิงถง
รับบท ไป่หลี่หลิวซาง
(นักแสดง ชาวจีน)


 

จางหนาน
รับบท จงเหนียนเหนียน (พี่สาวไป่หลี่หลิวซาง)
(นักแสดง ชาวจีน)

อื่นๆ

 

หลางเผิง
รับบท เฮ่เจวี๋ย
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลี่จงหลิน
รับบท ฮัวชั่ว
(นักแสดง ชาวไต้หวัน สัญชาติฮ่งกง)




คลิปตัวอย่างจาก  youtube/AMARIN TVHD




*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ / เนื้อหา / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ *** 

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ14 มิถุนายน 2562 17:06

    ย่อแค่ตอนเดียวเหรอคะ? แล้วที่เหลือจะย่อต่อไหมคะ? อยากให้ย่อต่อจนจบเรื่องจังเลยเลยค่ะ เพราะผู้เขียน ย่อเรื่องได้สนุกและดีมากๆ แถมมีเกร็ดสาระน่าสนใจมากๆมาเพิ่มเติมด้วย มีรูปภาพแทรกประกอบทำให้นึกภาพตามได้เลยค่ะ^^ (คือจริงๆแล้วดูซีรีย์ทั้ง 52 ตอนจบแล้วค่ะ แต่สารภาพว่าแอบดูข้ามๆบ้าง เพราะอยากรู้เรื่องความเป็นไป ก็เลยกดเร็วๆข้ามบางชอต แต่ชอตฟินเรากดรีเพล50รอบอย่างต่ำ!! >555<^^ ขอชมผู้เขียนนะคะว่าทำได้ดีมากๆเลยค่ะ ปรบมือดังๆ และขอขอบคุณมากจริงๆที่สร้างความสุขและนำเสนอบันเทิงแบบมีสาระ^^ สู้นะคะ ขอ 51 ตอนที่เหลือให้นู๋ด้วยนะค๊าาาา..จะรอติดตามตลอดไปค่ะ^^xoxo

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขอบคุณมากค่ะที่ติดตาม แต่ต้องขออภัยที่นำเสนอเนื้อหาได้เรื่องละหนึ่งตอนเพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และช่วงหลังๆ สุขภาพก็ไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ค่ะ

      ลบ

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา