วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องย่อ คังชิ คัมภีร์ตระกูลจิ้งจอก (Gu Family Book)




กำกับ:  ชิน อูชอล. คิม จองฮยอน
เขียนบท:  คัง อึนคยอง
แนวละคร:  แฟนตาซี, ย้อนยุค, เมโลดราม่า, โรแมนติก
จำนวนตอน:  24
ออกอากาศ:  เกาหลี - ระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2556 - 25 มิถุนายน 2556 ทางเอ็มบีซี
              ไทย - ทุกวันพุธ-ศุกร์ เวลา 21.15 น. - 22.40 น. ทางช่อง 1 เวิร์คพอยท์ ออกอากาศ 21 พ.ค. 2557 - 18 ก.ค. 2557

เรื่องย่อ




"คังชิ คัมภีร์ตระกูลจิ้งจอก (Gu Family Book)" นำเสนอเรื่องราวของ "ชเว คังชิ" ซึ่งเป็นลูกครึ่งอสูร (มนุษย์ - กูมิโฮ [จิ้งจอก 9 หาง]) หลังพบว่าแท้จริงแล้วตนเองไม่ใช่มนุษย์ เขาก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติ และออกตามหาคัมภีร์โบราณอายุหนึ่งร้อยปีที่ระบุเคล็ดลับในการกลายร่าง เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

เรื่องราวในละครเริ่มต้นด้วยการเปิดตัว "สวนแสงจันทร์" ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาหินอันเร้นลับและสลับซับซ้อนกลางป่าลึก ที่นี่เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณแห่งขุนเขามานานนับพันปี นานๆ ครั้งเทพอสูรที่คอยพิทักษ์ป่าเขาแห่งนี้จะปรากฏร่างให้เห็นสักครั้ง  ถึงกระนั้นก็ไม่เคยมีมนุษย์คนใดกล้าย่างกรายเข้าไปใกล้ดินแดนลึกลับแห่งนี้



นักพรต "โซจอง" ดั้นด้นบุกป่าฝ่าเขาตามลำพังกลางดึกเพื่อมุ่งหน้าไปยังสวนแสงจันทร์ ทันทีที่ไปถึงเขาก็ร้องเรียก "วอลรยอง!" แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ปรากฏว่า "กู วอลรยอง" ลงเขาไปแอบดูมนุษย์อีกตามเคย ขณะกำลังลงจากเขา วอลรยองได้ยินเสียงกลองดังแว่วมาแต่ไกล เขาจึงมองลงมาจากเขาด้วยความสนใจ (ในตอนนั้น นางโลมระดับสูง "ชอน ซูรยอน" กำลังแสดงระบำกลองในงานฉลองการเลื่อนตำแหน่งของเหล่าขุนนางที่หอนางโลม) 

วอลรยองตามเสียงกลองมาถึงหน้าหอนางโลมและแอบดูการแสดงอยู่บนต้นไม้ อยู่ๆ ก็มีรถม้านำนักโทษ 3 คนมาส่งที่หน้าหอนางโลม ปรากฏว่าคนที่อยู่ในรถม้าคือ คุณหนู "ยูน โซฮวา", คุณชาย "ยูน จองยุน" และทาสสาวนามว่า "ทัม" ทั้งสามคนถูกทางการส่งมาที่หอนางโลม "ชอน ฮวาควาน" หลังใต้เท้ายูนถูกกล่าวหา (ใส่ร้าย) ว่าเป็นกบฏ


พอรู้ว่าตนถูกส่งมาเป็นนางโลม โซฮวา (ซึ่งเสื้อผ้าเต็มไปด้วยคราบเลือด) ก็แสดงท่าทีแข็งขืน เธอไม่ยอมเข้าไปในหอนางโลมโดยยืนกรานว่าจะขอยอมตาย ทำให้เกิดการยื้อยุดฉุดกระชากเป็นที่ชุลมุน หลังระบำกลองเสร็จซูรยอนได้รับแจ้งว่าเกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้นที่หน้าหอนางโลม เธอจึงเดินออกมาดูและถามหัวหน้าสาวใช้ว่าเด็กทั้ง 3 คนเป็นใคร สาวใช้คนดังกล่าวตอบว่า เป็นลูกๆ และทาสสาวของรองเจ้ากรมยูนที่เพิ่งถูกประหารโทษฐานก่อกบฎ เมื่อได้ยินซูรยอนพูดถึงเธอและน้องชายว่าเป็นลูกของอาชญากรแผ่นดิน โซฮวาก็แย้งด้วยความโกรธว่าพ่อของเธอเป็นผู้บริสุทธิ์และถูกใส่ร้าย แต่ซูรยอนไม่สนใจว่าใครถูกใครผิด ในเมื่อโซฮวาถูกทางการส่งมาเป็นนางโลมหลวงแล้ว เธอก็ต้องทำตามกฏของนางโลม   (เนื่องจากโซฮวาเป็นลูกนักโทษกบฏ เธอจึงกลายเป็นทาสของทางการและถูกส่งตัวมาเป็นนางโลม ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยู่ในฐานะนางโลมหลวง ซึ่งหมายถึงนางโลมที่เป็นทาสของทางการนั่นเอง - ร่างกายเธอก็เป็นของทางการด้วย)   




โซฮวาซึ่งเป็นชนชั้นสูงลั่นวาจาว่า "ข้าไม่วันเดินเข้าประตูนั่น และจะไม่ยอมลดตัวเป็นนางโลมชั้นต่ำเด็ดขาด"  ซูรยอนได้ยินคำว่า 'นางโลมชั้นต่ำ' ก็รู้สึกไม่พอใจที่ถูกดูหมิ่น เธอจึงสั่งสอนโซฮวาด้วยการบอกให้ลูกน้องจับโซฮวาเปลื้องผ้า วอลรยองซึ่งเฝ้ามองโซฮวาอยู่ห่างๆ ถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นข้ารับใช้ (ผู้ชาย) ของซูรยอนฉีกเสื้อผ้าโซฮวาออกทีละชิ้นจนเหลือเพียงซับใน โซฮวาถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เธอยืนตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ ทั้งยังรู้สึกโกรธและอับอาย ซูรยอนเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและถือดีของโซฮวา จึงสั่งให้ลูกน้องนำตัวโซฮวาไปมัดประจานใต้ต้นไม้หน้าหอนางโลม แล้วกำชับว่าห้ามปล่อยจนกว่าจะได้รับคำสั่ง และห้ามให้น้ำให้อาหารโดยเด็ดขาด  (ส่วนจองยุนและทัมถูกนำตัวไปขังในห้องเก็บของ) 

ก่อนทิ้งให้โซฮวาอยู่ตามลำพังทางด้านนอก สาวใช้ของซูรยอนกล่าวด้วยความเห็นใจว่า "เจ้าไม่รู้เหรอว่าโดนมัดไว้กับต้นอะไร นี่คือต้นไม้แห่งความอัปยศ เมื่อเด็กสาวที่เป็นชนชั้นสูงและเป็นลูกคนใหญ่คนโตอย่างเจ้าถูกส่งตัวมาที่นี่ก็จะถูกนำมาปราบพยศที่ต้นไม้ต้นนี้ เจ้าจงสลัดคราบคุณหนูผู้สูงศักดิ์อันเปล่าประโยชน์นั่นแล้วมัดมันไว้กับต้นไม้ต้นนี้ พอพระอาทิตย์ขึ้นก็ร้องขอความเมตตาจากนายหญิงซะ ไม่อย่างนั้นเจ้าเจอดีแน่ เข้าใจมั้ย?"

เมื่อสาวใช้คนดังกล่าวเดินเข้าไปในหอนางโลม โซฮวาก็ร่ำไห้และร้องขอให้ช่วยแก้มัดเธอ วอลรยองยืนมองโซฮวาร่ำไห้ด้วยความรู้สึกสงสารและคิดที่จะช่วยเหลือเธอ (อยู่ๆ รอบตัวเขาก็มีแสงไฟคล้ายฝูงหิ่งห้อยลอยไปมา) แต่แล้วเขาก็หักห้ามใจไม่ให้ตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ตามที่ได้รับปากกับโซจองเอาไว้ (เมื่อคิดได้ดังนั้นแสงไฟก็หายไป) ครั้นพอเบือนหน้าหนีวอลรยองก็ได้ยินเสียงโซฮวาร้องขอความช่วยเหลือ เขาจึงหันกลับไปมองเธออีกครั้งด้วยความสงสารและเห็นใจ

ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้านี้


โซฮวารีบวิ่งกลับมาที่บ้านพลางร้องหาพ่อ แต่กลับพบว่า "โช กวานอุง" กำลังอ่านราชโองการที่มีคำสั่งให้ประหารชีวิต "ยูน กีซู" พ่อของเธอข้อหากบฏ  กีซูถามกวานอุงซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมานานหลายปีว่า ทำไมถึงใส่ร้ายกันได้ลงคอ กวานอุงแสยะยิ้มแล้วพูดว่า ถึงปากกีซูจะพูดถึงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน แต่ในใจกลับดูถูกเหยียดหยามตนตลอดเวลาด้วยเห็นว่าตนเกิดมาในชนชั้นที่ต่ำกว่า วันนี้ตนจะทำให้กีซูสำนึกว่าที่ผ่านมาควรยกย่องตนมากกว่านี้  กวานอุงหันไปมองโซฮวาแล้วกระซิบบอกกีซูว่า ตนจะทำให้ลูกสาวสุดที่รักของกีซูกลายเป็นนางโลมหลวงและจะดูแลเธออย่างดี ตนชักอยากรู้แล้วว่าถ้าได้ชื่นชมลูกสาวของชนชั้นสูงแล้วจะรู้สึกอย่างไร กีซูได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกโกรธจึงถือดาบพุ่งเข้าใส่กวานอุง แต่กลับถูกกวานอุงฟันเข้ากลางอกจนเลือดสาด (เลือดของกีซูกระเด็นใส่หน้าทั้งโซฮวาและกวานอุง) โซฮวาตกตะลึงที่เห็นพ่อถูกสังหารต่อหน้าต่อตา ขณะที่กวานอุงหันไปมองโซฮวาแล้วยิ้มให้อย่างเลือดเย็น 

ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน


ปรากฏว่ากวานอุงก็มาฉลองการเลื่อนตำแหน่งที่หอนางโลมด้วย  ซูรยอนเข้ามาแสดงความยินดีที่กวานอุงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางขั้น 5 แทนที่กีซู กวานอุงหัวเราะร่าและโม้ว่าที่ตนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเพราะจับกบฏได้ ซูรยอนถามว่ากบฏที่กวานอุงพูดถึงคือรองเจ้ากรมยูน (กีซู) ใช่ไหม เธอจำได้ว่ากวานอุงเคยพาใต้เท้ายูนมาเที่ยวที่นี่ในฐานะเพื่อน 2-3 ครั้ง กวานอุงกล่าวว่า ตนและใต้เท้ายูนเคยเป็นเพื่อนกันแต่นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว แม้ตนจะเกิดในตระกูลต่ำต้อยแต่ก็กินเงินหลวง ต่อให้ใต้เท้ายูนยังเป็นเพื่อนของตน ตนก็ไม่อาจปกป้องเขาให้รอดพ้นจากโทษกบฏได้ คิดถึงเรื่องนี้แล้วตนรู้สึกเศร้าเลยมาเที่ยวที่หอนางโลม

กวานอุงกล่าวว่าที่ตนต้องการพบซูรยอนเป็นเพราะ ก่อนกีซูเสียชีวิตตนได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่า หากลูกสาวของกีซูกลายเป็นนางโลมเมื่อไหร่ตนจะเป็นคนแรกที่ชื่นชมเธอ  ดังนั้น ตนจึงอยากเป็นคนทำพิธีสละพรหมจารีให้กับโซฮวา เขาถามซูรยอนว่าต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมนานเท่าไหร่ ซูรยอนตอบว่าโซฮวาต้องเข้ารับการฝึกก่อน และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนจึงจะตีตราเป็นนางโลมได้โดยสมบูรณ์ กวานอุงทำหน้าผิดหวังและอ้างว่าอีกหน่อยตนจะยุ่งมากจึงให้เวลาซูรยอนเตรียมการแค่ 5 วัน  ซูรยอนจะแย้งว่าเป็นไปไม่ได้แต่กวานอุงยืนกรานแกมข่มขู่ว่าต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมภายในเวลาที่ตนสั่ง เพราะตนจะรออีกแค่ 5 วัน

เมื่อโซฮวาสะดุ้งตื่นในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอพบว่ามีชาวบ้านพากันมามุงดูและหัวเราะเยาะเธอ เด็กบางคนถึงขั้นปาหินใส่จนทำให้เธอหัวแตก แต่เธอก็บอกตัวเองให้อดทนเพราะเธอไม่มีวันยอมเป็นนางโลมโดยเด็ดขาด ส่วนทางด้านวอลรยองยังคงเฝ้ามองโซฮวาอยู่ห่างๆ เขาคิดไม่ตกว่าจะช่วยเธอดีหรือไม่ เลยเด็ดใบไม้เสี่ยงทายทีละใบ (ช่วย/ไม่ช่วย) เมื่อใบสุดท้ายตรงกับคำว่า "ไม่ช่วย" เขาจึงโยนกิ่งไม้ทิ้งด้วยความหงุดหงิด ที่ผ่านมาเขาทำได้แค่เฝ้าดูและ (แอบ) อยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดระยะเวลา  2 คืน 3 วัน แม้โซฮวาจะอ่อนล้าลงเรื่อยๆ แต่เธอก็ไม่ยอมจำนน หัวหน้าหญิงรับใช้รายงานซูรยอนว่า แม้โซฮวาจะไม่ได้กินน้ำสักหยดแต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ ทำให้ซูรยอนรู้สึกหนักใจเพราะเหลืออีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนดเวลาที่กวานอุงวางไว้แล้ว



 วอลรยองเห็นโซฮวาอ่อนล้าจนหมดสติก็เริ่มอดรนทนไม่ได้ เลยกระโดดลงจากต้นไม้แล้วเดินตรงไปหาเธอแต่กลับถูกนักพรตโซจองขวางไว้เสียก่อน (โซจองเพิ่งลงมาถึงหลังดั้นด้นขึ้นไปบนเขาแล้วสวนทางกับวอลรยอง ผิดกับวอลรยองที่ใช้เวลาลงเขาไม่นานเพราะเป็นอสูร) วอลรยองแย้งว่าโซฮวายังเด็กและถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ ที่สำคัญเธอถูกมัดมานาน 3 วันแล้ว  โซจองแย้งกลับว่านั่นเป็นโชคชะตาของโซฮวา และห้ามไม่ให้วอลรยองเข้าไปยุ่งเกี่ยว วอลรยองหันไปมองโซฮวาแล้วห้ามใจไว้ไม่ไหว จึงเหินขึ้นฟ้าเพื่อไปช่วยโซฮวา โซจองเห็นดังนั้นจึงโยนกำไลลูกปัดใส่แขนของวอลรยอง ทำให้วอลรยองร่วงลงมาทันที


ถึงกระนั้น วอลรยองก็ไม่ยอมแพ้ แม้จะเหาะไม่ได้เขาก็ใช้วิธีเดินไปหาโซฮวา  โซจองทวงสัญญาและใช้ไม้เท้าขัดขวาง แต่วอลรยองก็พยายามที่จะฝ่าไปให้ได้ (โดยใช้แค่พละกำลังปัดป้องและยื้อยุด เพราะถูกกำไลลูกปัดควบคุมพลังอสูรเอาไว้) ระหว่างประลองกำลังกัน วอลรยองกล่าวว่าตนแค่ต้องการช่วยเด็กที่อ่อนแอและไร้ทางสู้ โซจองแย้งว่าวอลรยองรับปากตนแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องมนุษย์อีก วอลรยองต่อรองว่าขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว โซจองจึงกล่าวว่าครั้งแรกสำคัญที่สุด หากก้าวข้ามความตั้งใจไปครั้งหนึ่งแล้วก็จะมีครั้งที่สองและสามตามมา ปรากฏว่าวอลรยองเอาชนะโซจองได้ (ปัดไม้เท้าของโซจองร่วงลงกับพื้น) โซจองจึงเตือนอีกครั้งว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโชคชะตาของมนุษย์โดยเด็ดขาด

พูดจบโซจองก็เดินไปเก็บหมวกที่หล่นอยู่บนพื้น วอลรยองมองตามแล้วได้แต่ถอนใจ ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เขาเขวี้ยงไม้เท้าของโซจองไปที่ต้นไม้ทำเอาโซจองใจหายใจคว่ำเพราะเฉียดตัวเขาไปแค่นิดเดียว เมื่อโซจองหันไปดูที่ต้นไม้ก็พบว่าแท้จริงแล้ววอลรยองเพิ่งช่วยชีวิตตน เพราะมีงูตัวใหญ่ยักษ์ถูกไม้เท้าเสียบคากับต้นไม้ วอลรยองถามโซจองด้วยน้ำเสียงและแววตาเจ้าเล่ห์ว่า "ข้าเพิ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโชคชะตาของเจ้าใช่หรือไม่ ข้าได้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามไปแล้วใช่รึเปล่า ข้าก็แค่อยากช่วยเด็กที่น่าสงสารเท่านั้นเอง" พูดจบวอลรยองก็ตบไหล่โซจอง (ซึ่งยังอยู่ในอาการตกใจ) และเดินไปหาโซฮวา แต่ทว่าโซฮวาหายตัวไปแล้ว คงมีเพียงเชือกที่กองอยู่บนพื้น 


ปรากฏว่าโซฮวาหมดสติเพราะฤทธิ์ไข้และถูกนำตัวไปพักฟื้นในหอนางโลมโดยมีทัมคอยดูแลไม่ห่าง เมื่อพบว่าตัวเองนอนอยู่ในหอนางโลม โซฮวาก็รีบลุกขึ้นทั้งๆ ที่ร่างกายยังอ่อนแอ โดยบอกว่าเธอยอมตายดีกว่าอยู่ที่นี่ ซูรยอนได้ยินดังนั้นก็ตวาดใส่เสียงดังลั่นว่า โซฮวาไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อถูกส่งมาเป็นนางโลมหลวงก็ต้องใช้ชีวิตเยี่ยงนางโลมไม่ว่าจะอยากเป็นหรือไม่ก็ตาม ต่อให้ไม่มีความสุขเธอก็ต้องขายเหล้า ขายหัวเราะ และขายเรือนร่าง โซฮวาขอให้ซูรยอนนำตัวเธอไปมัดไว้ที่เดิม โดยยืนกรานว่าเธอยอมตายข้างนอกนั่น แต่ไม่มีวันยอมเป็นนางโลมเด็ดขาด


ซูรยอนรู้อยู่แล้วว่าโซฮวาไม่มีทางยอมจำนนแน่ เธอจึงนำจองยุนมาเป็นเครื่องต่อรอง เธอถามโซฮวาว่าจะยอมเป็นนางโลมหรือไม่โดยขู่ว่าชีวิตของจองยุนขึ้นอยู่กับคำตอบของโซฮวา จองยุนบอกพี่สาวว่าไม่ต้องห่วงตนและอย่ายอมเป็นนางโลมโดยเด็ดขาด โซฮวาโกรธจนตัวสั่นและไม่ยอมตอบ  ซูรยอนจึงสั่งให้ลูกน้องรุมตีจองยุนต่อหน้าโซฮวา โซฮวาทนดูน้องโดนทำร้ายไม่ได้จึงร้องบอกให้หยุด เธอขอให้ซูรยอนไว้ชีวิตจองยุนแล้วจะยอมทำตามที่บอกทุกอย่าง ซูรยอนจึงให้สั่งหัวหน้าสาวใช้พาโซฮวาไปอาบน้ำแต่งตัว โซฮวาได้ยินแล้วถึงกับน้ำตาร่วง ส่วนจองฮุนได้แต่กรีดร้องด้วยความคับแค้นใจ

โซฮวาถูกพาไปอาบน้ำและสัก (ตีตรา) ก่อนถูกนำไปเลือกผ้าสำหรับตัดชุด และแล้ววันที่ห้าก็มาถึง โซฮวาถูกจับแต่งตัวอย่างสวยงามเพื่อเข้าพิธีสละพรหมจารี (ทำหน้าที่นางโลมครั้งแรก) เมื่อรู้ว่าผู้ชายคนแรกของพี่สาวตนคือ กวานอุง จองยุนจึงขอร้องและวางแผนให้ทัมช่วยเหลือ ทัมตกใจมากเมื่อทราบแผนของจองยุน (จองยุนกระซิบบอกทัม คนดูเลยไม่ได้ยิน) เธอห่วงว่าถ้าถูกจับได้จะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ  จองยุนยอมรับว่างานนี้ทัมจะต้องรับหน้าและรับโทษคนเดียวเต็มๆ เขาเองก็เสียใจที่ขอร้องทัมเช่นนี้ แต่ทัมเป็นคนเดียวที่ช่วยเหลือพี่สาวตนได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องช่วยให้พี่สาวตนรอดพ้นเงื้อมมือกวานอุงให้ได้


ขณะกำลังแต่งตัว โซฮวาได้ยินเหล่านางโลมคุยกันว่าคืนนี้เธอจะต้องเข้าพิธีสละพรหมจารี ทั้งๆ ที่ยังตีตราไม่เสร็จตามคำสั่งของกวานอุง ซึ่งเป็นคนอารมณ์รุนแรง หากใครทำให้เขาไม่พอใจอาจถึงตายได้ โซฮวาแทบช็อคเมื่อรู้ว่าคืนนี้เธอต้องขึ้นห้องครั้งแรกกับคนชั่วที่ฆ่าพ่อของเธอ หลังทุกคนออกจากห้องไปแล้ว โซฮวาก็คิดที่จะใช้ปิ่นปักผมฆ่าตัวตาย โชคดีที่ทัมแอบย่องมาหาโซฮวาที่ห้อง ทันทีที่มาถึงทัมก็บอกให้โซฮวารีบถอดชุดออกแล้วเปลี่ยนมาใส่ชุดของเธอแทน  โดยบอกว่าตอนนี้จองยุนกำลังรอโซฮวาอยู่ที่ประตูหลัง โซฮวาลังเลเพราะเป็นห่วงทัม  ทัมจึงบอกว่าเธอยอมโดนโบย ดีกว่าปล่อยให้โซฮวาถูกคนชั่วอย่างกวานอุงย่ำยี ทัมบอกให้โซฮวารีบหนีเอาตัวรอด เธอย้ำว่าโซฮวาจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อล้างมลทินให้ครอบครัวและแก้แค้นกวานอุง หากโซฮวาเป็นอะไรไปทุกอย่างก็จบ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็ต้องมีชีวิตอยู่ไป

ก่อนกวานอุงมาถึง ซูรยอนไปหาโซฮวาที่ห้องและเตือนว่ากวานอุงกำลังเดินทางมาที่นี่ เมื่อมาถึงเขาจะเรียกหาโซฮวาทันที ซูรยอนรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอจึงเข้าไปในห้องของโซฮวาแล้วสั่งให้สาวน้อยที่นั่งอยู่ในห้องเงยหน้า เมื่อพบว่าเป็นทัม ซูรยอนก็ตบเธอจนหน้าคว่ำด้วยความโกรธ และถามว่าโซฮวาอยู่ที่ไหน ทัมตอบว่าเธอไม่รู้ เพราะหลังสลับชุดกันแล้วเธอก็ได้แต่รออยู่ในห้องนี้


ซูรยอนยังไม่ทันได้แก้ปัญหา กวานอุงก็มาถึงหอนางโลมแล้ว เธอจึงสั่งให้หัวหน้าสาวใช้ส่งคนออกตามหาโซฮวากับจองยุนแล้วให้นำตัวทั้งสองคนกลับมาโดยเร็วและเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกกวานอุงจับได้ จากนั้นก็สั่งให้ทัมปรนนิบัติกวางอุงแทนโซฮวา ทัมตกใจมากเพราะไม่คิดว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้  (เธอคิดว่าถูกจับได้แล้วจะโดนโบย) จึงรีบขอโทษและร้องขอความเมตตาจากซูรยอน ซูรยอนบอกให้ทัมหุบปากถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป และให้ทุ่มเทแรงกายแรงใจปรนนิบัติกวานอุงให้ดี  เพราะถ้าถูกกวานอุงจับได้เธอจะมีโทษถึงตาย

ในตอนนั้นโซฮวาและจองยุนกำลังวิ่งขึ้นเขาท่ามกลางความมืดมิด โดยมีคนของซูรยอนออกติดตาม อีกด้านหนึ่งวอลรยองก็กำลังนั่งมองเชือกในมือ  (เป็นเชือกที่โซฮวาเคยถูกมัด) อย่างครุ่นคิดภายในสวนแสงจันทร์ อยู่ๆ นกก็แตกรัง แถมต้นไม้ต่างพากันสั่นไหว เขาจึงรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นในป่า


ซูรยอนเข้าไปรับหน้ากวานอุงในห้องรับรองแล้วขอร้องให้เขาดับเทียน โดยอ้างว่าเธอไม่ได้บอกโซฮวาว่าใครอยู่ในห้องนี้ หากโซฮวารู้ว่าเป็นกวานอุงเธออาจชิงฆ่าตัวตายได้ กวานอุงกล่าวว่าตนคงหมดสนุกหากโซฮวากัดลิ้นตัวเองตายไปเสียก่อน จึงยอมดับเทียนแต่โดยดี หลังเทียนถูกดับแล้วทัมจึงถูกนำตัวเข้ามาภายในห้อง เธอได้แต่ยืนร่ำไห้ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เพราะซูรยอนสั่งว่าห้ามพูดอะไรโดยเด็ดขาดเพื่อชีวิตของตัวเธอเองและโซฮวา

หลังถูกขัง (ประตูถูกล็อคจากทางด้านนอก) ให้อยู่กับกวานอุงตามลำพัง ทัมก็ยิ่งตกใจกลัว เธอจึงทุบและดันประตูเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ก็ถูกกวานอุงลากตัวไปย่ำยี ยิ่งทัมดิ้นรนขัดขืน กวานอุงก็ยิ่งชอบใจเขาบอกว่าจะเสพสุขกับเธอซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะหนำใจและแน่ใจว่าทุกส่วนในร่างกายเธอเป็นของเขา ทัมได้แต่ร่ำไห้ เธอพยายามอดทนอดกลั้นและไม่ยอมเปล่งเสียงพูดใดๆ เพื่อปกป้องโซฮวา ถึงกระนั้น เธอก็ร้องหาโซฮวาในใจตลอดเวลา และเอาใจช่วยให้โซฮวาหนีพ้นเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป


หลังวิ่งขึ้นเขามาเป็นเวลานานโซฮวาก็เริ่มอ่อนล้าและล้มลง เธอเป็นห่วงทัมจนเกือบถอดใจ แต่พอนึกถึงคำพูดของทัมเธอก็แข็งใจลุกขึ้นวิ่งทั้งๆ ที่ขาเจ็บ โดยมีคนของซูรยอนไล่ตามเธอและน้องชายมาติดๆ ในเวลาเดียวกันนั้น ซูรยอนและหัวหน้าสาวใช้ต่างพากันยืนลุ้นที่หน้าห้อง เมื่อได้ยินเสียงทัมกรีดร้องหัวหน้าสาวใช้ก็เป็นห่วงว่าทัมจะตกอยู่ในอันตราย ซูรยอนกล่าวว่าทัมจะต้องอดทนและผ่านมันไปให้ได้ เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้โซฮวาและทุกคนมีชีวิตรอด

โซฮวายังคงวิ่งล้มลุกคลุกคลานโดยมีจองยุนคอยประคองให้ลุกขึ้น เธอเจ็บเท้าจนฝืนวิ่งต่อไปไม่ไหวเลยบอกให้จองยุนรีบวิ่งหนีไปก่อน จองยุนปฏิเสธและขอตายพร้อมพี่สาว  โซฮวาแย้งว่าเธอไม่ได้นั่งรอความตายแต่จะหาที่ซ่อนเพราะวิ่งต่อไม่ไหว หากยังหนีไปด้วยกันมีหวังตายทั้งคู่แน่ๆ ถ้าเธอและจองยุนตายใครจะล้างมลทินให้พ่อและตอบแทนบุญคุณทัม หลังถูกพี่สาวผลักไส (ผลักเพื่อให้รีบหนีไป) จองยุนก็ขอให้โซฮวารักษาตัว  ไม่ว่าโซฮวาจะอยู่ที่ไหนในโลกนี้ตนก็จะตามหาโซฮวาให้พบ ดังนั้น เธอจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป




แต่โซฮวาไม่อยากอยู่ต่อ หลังจองยุนหนีไปแล้วเธอก็นำปิ่นปักผมออกมาจากเสื้อแล้วกล่าวว่า "ทัม ข้าขอโทษ ข้าคงไปไกลสุดได้แค่นี้ แต่อย่างน้อยยุนก็ยังมีชีวิตอยู่ เจ้ายกโทษให้ข้าได้มั๊ย"  พูดจบโซฮวาก็เงื้อมือขึ้นหวังใช้ปิ่นปักอกตัวเอง ทันใดนั้นก็มีแสงไฟคล้ายฝูงหิ่งห้อยลอยไปมารอบตัวเธอ โซฮวายืนมองแสงดังกล่าวด้วยความประหลาดใจและล้มลงในอ้อมกอดของวอลรยอง เมื่อรู้สึกตัวเธอก็พูดอย่างอ่อนแรงว่า "ได้โปรด... ช่วยข้าด้วย โปรดช่วยข้าด้วย" หลังจากนั้นก็หมดสติไปอีกครั้ง 

ลูกน้องซูรยอนเห็นแสงไฟระยิบระยับกลางป่าก็พากันหวาดกลัว ทุกคนรู้ว่านี่ไม่ใช่แสงไฟจากหิ่งห้อยและสงสัยว่าอาจเป็นไฟของภูติผีปีศาจจึงรู้สึกหวาดผวา หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์รวบรวมความกล้าแล้วร้องถามสิ่งที่อยู่ตรงหน้าว่าใช่มนุษย์หรือไม่  ทันใดนั้น วอลรยองก็ปรากฏกายให้ทุกคนเห็น แต่เนื่องจากเขาอยู่ท่ามกลางความมืดสลัว ทุกคนจึงมองไม่ถนัดว่าวอลรยองเป็นใครหรือตัวอะไรกันแน่ ชายคนหนึ่งถามขึ้นว่าเป็นเสือหรือหมาป่า หัวหน้ากลุ่มตอบว่าไม่ใช่ทั้งคู่ เขาชักดาบแล้วเดินตรงไปหาวอลรยองทันที แต่แล้วก็ถูกพลังลึกลับผลักจนหงายท้อง แถมดาบของเขายังกระเด็นขึ้นไปในอากาศก่อนพุ่งลงมาปักพื้น (ห่างจากเป้ากางเกงไปนิดเดียว) เมื่อบอกดีๆ แล้วทุกคนยังไม่ยอมไป วอลรยองจึงใช้พลังอสูรไล่ทุกคนออกจากป่า  


กวานอุงวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้องพลางร้องหาซูรยอนด้วยความโกรธ  เมื่อซูรยอนเดินเข้ามาหาเขาก็ตบหน้าเธอสุดแรง ก่อนต่อว่าเรื่องที่เธอนำทาสสาวมาสวมรอยเป็นโซฮวา ซูรยอนเห็นทัมนั่งร้องไห้ตัวสั่นอยู่ในห้องจึงได้แต่ถอนใจ เมื่อถูกกวานอุงคาดคั้นเรื่องโซฮวา ซูรยอนก็อ้างกฏว่าเขาต้องรอจนกว่าโซฮวาจะถูกตีตราโดยสมบูรณ์เสียก่อน  กวานอุงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโกรธจึงคิดที่จะสังหารซูรยอนเพื่อระบายความแค้น หัวหน้าสาวใช้รีบร้องขอความเมตตาโดยบอกว่าไม่ใช่ความผิดซูรยอง แต่เป็นความผิดของโซฮวาที่หนีไป ซูรยอนสั่งให้สาวใช้หุบปากแต่เธอกลับสารภาพความจริงจนหมดเปลือก

กวานอุงโกรธมากเมื่อรู้ว่าโซฮวาหนีไป ซูรยองขอร้องให้กวานอุงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ทางการรู้เรื่องนี้โซฮวาจะมีโทษถึงตาย เธอรับปากว่าจะตามโซฮวากลับมาให้ได้ แต่กวานอุงกลับสั่งให้ลูกน้องไปแจ้งทางการว่ามีทาสหลบหนี พร้อมทั้งสั่งให้นำนักล่าทาสออกไล่ล่าโซฮวาและจองฮุนทันที


เช้าวันรุ่งขึ้น จองฮุนถูกนักล่าทาสจับตัวไปส่งทางการทำให้โดนลงโทษประหารด้วยการแขวนคอ พอรู้ว่านายน้อยของตนโดนจับและกำลังจะถูกแขวนคอ ทัมก็รีบวิ่งไปที่ลานประหาร เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของจองฮุน ทัมก็น้ำตาร่วง กวานอุงถามจองฮุนว่าโซฮวาอยู่ที่ไหน จองฮุนไม่ยอมบอก เขากล่าวด้วยความโกรธแค้นว่าตนไม่รู้สึกเสียดายชีวิต แต่เสียดายที่ถูกแขวนคอโดยไม่ทันได้ฆ่ากวางอุง ขณะถูกแขวนคอจองฮุนมองหน้าทัมแล้วกล่าวว่า "ทัม ขอบใจนะ น้ำใจของเจ้าถึงตายข้าก็ไม่มีวันลืม" ทัมจ้องมองนายน้อยของตนด้วยน้ำตานองหน้า เธอนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ ที่เธอและจองฮุนเคยหัวเราะอย่างมีความสุขด้วยกัน เมื่อกลับมาที่ห้องอันว่างเปล่าในหอนางโลม ทัมก็ผูกคอตายตามจองฮุนไป

ทั้งซูรยอนและกวานอุงต่างได้รับรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาลูกน้อง 7-8 คนของซูรยอนที่ออกตามหาโซฮวาบนภูเขาถูกกูมิโฮ (จิ้งจอก 9 หาง) เล่นงานจนหวาดผวาและเผ่นกันแทบไม่ทัน ลูกน้องคนหนึ่งของซูรยอนสันนิษฐานว่าโซฮวาน่าจะเสียชีวิตแล้ว เนื่องจากโกมิโฮชอบกินตับมนุษย์


เมื่อฟื้นขึ้นมาโซฮวาก็พบว่าตนเองนอนอยู่ภายในถ้ำ แม้จะรู้สึกเจ็บข้อเท้าแต่โซฮวาอดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน เลยเดินออกไปสำรวจดูทางด้านนอก (สวนแสงจันทร์) ปรากฏว่าบริเวณด้านนอกเป็นสวนที่เต็มไปด้วยแสงไฟคล้ายหิ่งห้อยลอยระยิบระยับ โซฮวาตะลึงมองภาพที่อยู่ตรงหน้า ทันใดนั้น ก็มีเสียงชายคนหนึ่งทักเธอว่า "เจ้าฟื้นแล้วเหรอ"  เนื่องจากเป็นช่วงเวลากลางคืนโซฮวาจึงมองเห็นหน้าชายหนุ่มไม่ถนัด เธอเลยร้องถามว่า "ท่านเป็นใคร" 

วอลรยองเดินเข้ามาหาโซฮวาแล้วกล่าวว่า "เจ้าน่ะหลับไปเป็นวัน ข้าเลยชักเริ่มเป็นห่วง เจ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม"  โซฮวาถามอย่างหวาดระแวงว่า  "ข้าถามท่านว่าท่านเป็นใคร" วอลรยอลจึงตอบว่า "ข้าชื่อ กู วอลรยอง" เมื่อเห็นโซฮวามองไปรอบๆ อย่างเป็นกังวล วอลรยองก็บอกว่า "อย่าห่วงเลย ข้าไล่ทุกคนที่ตามล่าเจ้าไปหมดแล้ว ตราบใดที่เจ้าอยู่ที่นี่ จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้ จะไม่มีใครมัดเจ้าไว้กับต้นไม้ และจะไม่มีใครข่มขู่เจ้า" เมื่อเห็นโซฮวามีสีหน้าแปลกใจ (ที่เขารู้เรื่องราวเกี่ยวกับเธอ)  วอลรยองก็ยิ้มให้อย่างอบอุ่นและเป็นมิตร  


หลังได้รับคำสั่ง (จากกวานอุง) ให้ออกไล่ล่ากูมิโฮและตามหาศพโซฮวา "ทัม พยองจุน" จึงสั่งให้ลูกน้องของซูรยองนำทางขึ้นไปบนภูเขา โซจองเห็นพยองจุนนำกำลังทหารมาด้วยตนเองจึงรีบไปเตือนวอลรยองที่สวนแสงจันทร์ เมื่อไปถึงเขาก็พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ที่นั่น แม้จะรู้สึกสงสัยแต่โซจองก็เลือกพูดเรื่องสำคัญก่อน เขารีบบอกวอลรยองว่าเจ้าหน้าที่กำลังขึ้นมาตรวจค้นบนภูเขา จากนั้นก็ถามด้วยความสงสัยว่าผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นใคร


วอลรยองหันไปมองโซฮวาแล้วยิ้มด้วยสายตาเป็นประกาย ก่อนตอบว่า "ยูน โซฮวา" เมื่อเห็นโซจองทำหน้างงๆ วอลรยองก็บอกว่า "นางคือคนที่โดนมัดติดกับต้นไม้แห่งความอัปยศไง เจ้าจำไม่ได้เหรอ" โซจองตกใจมากที่วอลรยองหาเรื่องใส่ตัว เขาเข้าใจว่าวอลรยองเป็นคนออกตามหาและนำตัวโซฮวามาที่นี่ วอลรยองจึงบอกว่า "นางผู้นั้นวิ่งหนีเข้ามาในป่าของข้าเอง นางอ้อนวอนให้ข้าช่วย ดังนั้น..."  วอลรยองพูดยังไม่ทันจบ โซจองก็รีบบอกให้นำตัวโซฮวาไปส่งที่หอนางโลม 

วอลรยองกลัวโซฮวาได้ยินเลยขยับเข้าไปใกล้โซจองแล้วแย้งว่า "นางกำลังถูกตามล่า หากข้าปล่อยนางไป นางต้องโดนสังหารแน่ๆ" โซจองแย้งกลับว่านั่นเป็นโชคชะตาของโซฮวา ไม่ใช่เรื่องที่วอลรยองควรเข้ามายุ่ง และเขาก็เตือนวอลรยองเรื่องนี้หลายครั้งหลายหนแล้ว วอลรยองยืนกรานว่าคราวนี้ตนต้องยุ่ง โซจองชักอารมณ์เสียจึงถามวอลรยองว่า เขามีหน้าที่ก้าวก่ายเรื่องของมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ วอลรยองยิ้มและเหลือบมองโซฮวาด้วยสายเคลิบเคลิ้มก่อนตอบว่า "ตั้งแต่ตอนที่ข้ามอบหัวใจให้นาง" โซจองได้ยินแล้วแทบช็อค 

วอลรยองถามต่อ "ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่า ข้าจะหาคัมภีร์ตระกูลกู (กูมิโฮ) ได้อย่างไร" โซจองถามกลับว่า "ทำไมอยู่ๆ เจ้าจึงถามถึงคัมภีร์ตระกูลกู  อย่าบอกนะว่า...." วอลรยองพยักหน้ารับและกล่าวว่า "ข้าอยากเป็นมนุษย์" โซจองแทบไม่เชื่อหูตัวเองจึงถามย้ำ "เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าอยากเป็นมนุษย์งั้นหรือ" วอลรยองยืนยันหนักแน่นว่าตนต้องการเป็นมนุษย์ แต่โซจองถามซ้ำอีกครั้งว่า "เจ้าน่ะเหรอ เจ้าหมายถึงตัวเจ้าเองเนี่ยนะ" วอลรยองตอบเน้นๆ ว่า "ใช่แล้ว...ข้าเอง ข้าต้องการเป็นมนุษย์" 


ตำนานความรักอันแสนเศร้าของทั้งคู่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ สวนแสงจันทร์แห่งนี้ ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ติดตามได้ใน "คังชิ คัมภีร์ตระกูลจิ้งจอก (Gu Family Book)" ทางช่อง 1 เวิร์คพอยท์ทีวี

* เนื้อหาโดย luvasianseries


นักแสดงนำ




ลี ซึงกี
รับบท ชเว คังชิ




แบ ซูจี (วง miss A)
รับบท ทัม ยออุล




ลี ซองแจ
รับบท โช กวานอุง




โจ ซองฮา
รับบท ทัม พยองจุน




ยู ยอนซอก
รับบท ปาร์ก แทซอ




ลี ยูบี
ปาร์ก ชองโจ




ซองจุน
รับบท กุน



ชเว จินฮยอก
รับบท กู วอลรยอง





* ดูคลิปเพลงประกอบละครได้ ที่นี่
* ดูคลิปเบื้องหลังได้ ที่นี่


*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิภาพ /  คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา