วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

เรื่องย่อ จอมกษัตริย์ตำนานอักษร (Deep Rooted Tree)




กำกับ: ชาง แทยู 
เขียนบท: คิม ยองฮยอน, ปาร์ค ซังยอน (ผู้เขียนบท ซอนต็อก)
แนวละคร: ย้อนยุค, อิงประวัติศาสตร์, สืบสวนสอบสวน
จำนวนตอน: 24
ออกอากาศ: เกาหลี - 5 ตุลาคม 2554 - 22 ธันวาคม 2554 ทางเอสบีเอส
                 ไทย - ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 02.10 น. ทางช่อง 7 สี ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2559 - 14 มีนาคม 2559 (ช่อง 3 แฟมิลี่ (ช่อง 13) นำกลับมาฉายใหม่ภายใต้ชื่อ "จอมบัลลังก์ตำนานอักษร" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 น. เริ่มวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559)

เรื่องย่อ




ละคร "จอมกษัตริย์ตำนานอักษร (Deep Rooted Tree*)" ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเรื่องเดียวกันของ "ลี จองมยอง" นำแสดงโดย "ฮัน ซอกคยู" ซึ่งกลับมาเล่นละครโทรทัศน์เป็นครั้งแรกหลังโลดแล่นอยู่แต่ในวงการภาพยนตร์มานาน 16 ปี (ละครเรื่องสุดท้ายที่เขาเล่นก่อนหน้านี้คือเรื่อง "โฮเต็ล" ออกอากาศทางช่องเอ็มบีซีเมื่อปี พ.ศ.  2538) เนื้อหาในละครกล่าวถึงทหารองครักษ์คนหนึ่งซึ่งพยายามไขปมปริศนาหลังเกิดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องกับเหล่าบัณฑิตของ "จิบฮยอนชอน**" ในช่วง 7 วันก่อนที่พระเจ้าเซจงมหาราช***จะประกาศใช้อักษรเกาหลี หรือที่เรียกว่า "ฮันกึล"
เกร็ดความรู้ 
* ชื่อเรื่อง "Deep Rooted Tree" มาจากกวีบทหนึ่งในหนังสือโบราณ "ยงพีออชอนกา" ซึ่งเป็นงานเขียนชุดแรกที่ใช้อักษรเกาหลี (ฮันกึล) ใจความสำคัญในบทกวีคือ "ต้นไม้ที่หยั่งรากลึกจะไม่สั่นคลอน" 
** "จิบฮยอนชอน" คือ สถาบันค้นคว้าวิจัยที่ตั้งอยู่ในพระราชวังคยองบกกุง ก่อตั้งโดยพระเจ้าเซจง เป็นแหล่งรวมบัณฑิตระดับหัวกะทิที่พระเจ้าเซจงทรงคัดเลือกด้วยพระองค์เอง  
*** "พระเจ้าเซจงมหาราช" (พระนามเดิม คือ "ลีโท") เป็นพระโอรสองค์ที่ 3 ของพระเจ้าแทจง (ลี บังวอน) และเป็นพระราชาองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โชซอน ทรงครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1418 – 1450 (พ.ศ. 1961-1993) โดยในช่วง 4 ปีแรกของการขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงเป็นพระราชาเพียงแค่ในนาม เพราะแม้พระเจ้าแทจงจะทรงสละราชบัลลังก์แต่ยังคงกุมอำนาจในฐานะแทซังวัง (แต่เป็นได้แค่ 4 ปีก็สวรรคต) พระเจ้าเซจงมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่สร้างคุณูปการต่ออาณาจักรโชซอนมากมาย แต่ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำคือการเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรเกาหลี (ฮันกึล) โดยก่อนหน้านั้นเกาหลีไม่มีอักษรเป็นของตัวเองแต่ได้ยืมอักษรจีน (ฮันจา) มาใช้   ซึ่งมีความสลับซับซ้อนทั้งในด้านการอ่าน เขียน เรียนรู้ และจดจำ จึงมีแต่ชนชั้นขุนนางเท่านั้นที่อ่านออกเขียนได้ 



ในปีแรกของการขึ้นครองราชย์ "พระเจ้าเซจง" พยายามช่วยพระสสุระ (พ่อตา) ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของพระบิดา แต่กลับทำให้พระสสุระและคนในครอบครัว รวมถึงเหล่าบรรดาทาสรับใช้ในบ้าน ถูกประหารทั้งหมด คงมีเพียงเด็กชาย "โตลบ๊ก" และเด็กหญิง "ทัม" ที่รอดชีวิต  (แต่ต่างคนต่างไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่) โตลบ๊กคิดว่าพระเจ้าเซจงคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ จึงหมายมั่นว่าสักวันจะลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเซจงเพื่อล้างแค้นให้พ่อและทุกคน โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าเซจงคือคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

ส่วนทางด้านเด็กหญิงทัมได้รับความช่วยเหลือจาก "พระมเหสีโซฮยอน" ทำให้ได้เข้าวังเป็นนางในและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "โซอี" พระเจ้าเซจงรู้สึกผิดที่ทำให้คนในครอบครัวโซอีโดนประหาร ขณะที่โซอีเองก็รู้สึกผิดและเสียใจที่มีส่วนทำให้ทุกคนต้องตายเช่นกัน เธอจึงไม่ยอมปริปากพูดอีกเลย ถึงกระนั้นเธอก็เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพระเจ้าเซจงประดิษฐ์อักษรฮันกึล เพราะเธอมีระบบความทรงจำแบบถ่ายภาพ


หลังทุ่มเทกายใจให้กับการฝึกฝนมานานหลายปี ในที่สุดโตลบ๊กก็กลายเป็นนักรบผู้เก่งกล้า เขาเข้าไปเป็นทหารยามในวังพร้อมกับเพื่อนๆ โดยใช้ชื่อ "คัง แชยุน" และเฝ้ารอโอกาสที่จะปลงพระชนม์พระราชา และนั่นก็ทำให้เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีปริศนาฆาตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการตายของเหล่าบัณฑิตในจิบฮยอนชอน โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมในครั้งนี้คือองค์กรลับ "มิลบน" ที่ถูกก่อตั้งเมื่อนานมาแล้วโดยกลุ่มผู้สนับสนุนเจตนารมย์ของ "ชอง โดจอน*" ที่ต้องการลดพระราชอำนาจตลอดจนบทบาททางการเมืองของพระราชา และเพิ่มอำนาจในการบริหารการปกครองให้เหล่าขุนนางในราชสำนัก ซึ่งต่อมา "ชอง กีจุน" หลานชายของโดจอน ได้กลายเป็นผู้นำกลุ่มมิลบนและแฝงตัวอยู่ไม่ห่างจากพระเจ้าเซจงมากนัก

*  "ชอง โดจอน" หรือ "ซัมบง" เป็นขุนนางใหญ่ของอาณาจักรโครยอตอนปลายและอาณาจักรโชซอนตอนต้น เขาเป็นทั้งผู้สนับสนุน คนสนิท และที่ปรึกษาของ "ลี ซองกเย" (พระเจ้าแทโจ ปฐมกษัตริย์แห่งโชซอน) เป็นผู้วางรากฐานนโยบายต่างๆ ของโชซอน และเป็นอัครมหาเสนาบดีคนแรกของโชซอน ซึ่งถูก "ลี บังวอน" (พระเจ้าแทจง) สังหารพร้อมครอบครัว

พระเจ้าเซจง โซอี และเหล่าบัณฑิตของจิบฮยอนชอนได้ร่วมมือกันทำงานชิ้นหนึ่งอย่างลับๆ มานานหลายปี และงานที่ว่านั้นก็คือการประดิษฐ์อักษรฮันกึล ระหว่างที่แชยุนกำลังแกะรอยองค์กรลับมิลบน เขาและโซอีก็ได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วต่างฝ่ายต่างเป็นเพื่อนที่เคยคบหากันมาตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นโซอีก็เริ่มกลับมาพูดอีกครั้ง เมื่อโซอีนำตัวอย่างอักษรที่คิดค้นขึ้นใหม่มาให้แชยุนดูพร้อมทั้งอธิบายว่าตัวอักษรเหล่านี้จะทำให้คนธรรมดาทั่วไปอ่านออกเขียนได้และมีอำนาจมากขึ้น เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะปลงพระชนม์และหันมาสนับสนุนพระเจ้าเซจงแทน


กีจุนเชื่อว่าตัวอักษรแบบใหม่จะทำให้หลักการปกครองและหลักจริยธรรมขงจื๊อ (ที่ยึดติดระบบศักดินาและขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าๆ) ถูกสั่นคลอน จึงพยายามขัดขวางทุกวิถึทาง เขาถึงกับลงมือสังหารพระโอรสของพระเจ้าเซจงแต่นั่นกลับยิ่งทำให้พระเจ้าเซจงทรงมีความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น แม้กีจุนจะสามารถยับยั้งความพยายามในการประกาศใช้อักษรแบบใหม่ แถมในวันที่จะมีการประกาศใช้ทั้งแชยุนและโซอีต่างก็ถูกสมาชิกกลุ่มมิลบนทำร้าย แต่สุดท้ายการประกาศใช้อักษรฮันกึลก็ประสบความสำเร็จด้วยดี นับแต่นั้นสามัญชนคนทั่วไปจึงเริ่มเรียนรู้และใช้ตัวอักษรฮันกึล

เนื้อหาละครตอนที่ 1



ละครเปิดฉากขึ้นในยามค่ำคืนที่วังหลวง  ทหารยามใหม่ "คัง แชยุน" กำลังวางแผนปลงพระชนม์พระเจ้าเซจงในพระราชพิธีเฉลิมฉลองที่กำลังจะถูกจัดขึ้น เขาลองนับจำนวนก้าวและกำหนดจุดที่สามารถเข้าถึงพระเจ้าเซจงได้เร็วที่สุด  เมื่อพบว่าถ้าบุกโจมตีจากซัมโด (พรมแดงที่ใช้เป็นทางเดินสำหรับพระราชาเท่านั้น) จะใช้เวลาน้อยที่สุด เขาก็จำลองเหตุการณ์ขึ้นในหัวและพบว่าภารกิจนี้ไม่มีทางสำเร็จอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะระยะห่างระหว่างเขากับพระเจ้าเซจงมีมากเกินไป (107 ก้าว) แถมพระองค์ยังมีองครักษ์ "มูฮยุล" ซึ่งเป็นนักดาบมือหนึ่งของโชซอนอยู่ข้างกายอีกด้วย ต่อให้ฝ่ามูฮยุลไปได้ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกพลธนูยิงจนร่างพรุนอยู่ดี เขาจึงล้มเลิกแผนและรอโอกาสครั้งต่อไป (ถ้าโอกาสสำเร็จไม่ถึง 70% เขาจะไม่ลงมือ) จากนั้นก็วาดแผนผังวังหลวงและจดรายละเอียดต่างๆ ลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ


แต่แล้วอยู่ๆ โอกาสที่เขาเฝ้ารอก็มาถึงโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อพระเจ้าเซจงและผู้ติดตามเดินผ่านมาพอดี เขาอยู่ห่างจากพระองค์เพียง 5 ก้าว แถมองครักษ์ผู้ติดตามยังมีแค่ 6 คน ที่สำคัญมูฮยุลไม่อยู่ที่นี่ ทำให้โอกาสที่จะปลงพระชนม์สำเร็จมีมากถึง 80%  แต่ปัญหาก็คือเขาไม่ได้พกดาบติดตัวมาด้วย หากคิดที่จะลงมือก็ต้องแย่งดาบมาจากองครักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกระนั้นก็ยังมีโอกาสสำเร็จถึง 70% แชยุนยังไม่ทันได้ลงมือมูฮยุลก็มาถึงเสียก่อน ทำให้โอกาสที่จะปลงพระชนม์สำเร็จลดเหลือ 60% มูฮยุลเห็นแชยุนคุกเข่าต่อหน้าพระเจ้าเซจงก็รู้สึกแปลกใจจึงถามว่าเขามาทำอะไรที่นี่ จากนั้นก็ทูลพระเจ้าเซจงว่าแชยุนเป็นทหารที่แม่ทัพ "คิม จงซอ" ส่งมา

แชยุนตอบว่าตนเพิ่งออกเวรและกำลังจะกลับบ้านแต่เกิดหลงทาง พระเจ้าเซจงไม่ติดใจสงสัยและมุ่งหน้าไปที่จิบฮยอนชอน เมื่อเห็นว่าโอกาสกำลังหลุดลอยไปแชยุนก็ได้แต่ครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรดี อยู่ๆ พระเจ้าเซจงก็หันกลับมาถามแชยุนว่า "เจ้าชื่ออะไร" แชยุนจ้องดาบในมือองครักษ์อย่างชั่งใจ พลางประกาศก้องในใจว่า "ชื่อของข้า... ชื่อของข้าคือโตลบ๊กแห่งหมู่บ้านฮันจิก"



หลังจากนั้นภาพก็ตัดไปยังเหตุการณ์ในอดีตตอนที่โตลบ๊กยังเป็นเพียงเด็กชายเลือดร้อน เขาเป็นลูกของ "ซ็อกซัม" ซึ่งเป็นทาสรับใช้ที่ทำงานในบ้านของใต้เท้า "ชิม-อน" (อัครมหาเสนาบดีและพระสสุระ (พ่อตา) ของพระเจ้าเซจง) เนื่องจากพ่อของเขามีความบกพร่องทางปัญญาจึงมักถูกคนกลั่นแกล้งรังแกเสมอ โตลบ๊กจึงเป็นองครักษ์น้อยคอยพิทักษ์พ่อ และจะสั่งสอนทุกคนที่กลั่นแกล้งหรือล้อเลียนพ่อของตนไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม

เหตุการณ์ในตอนนั้นตรงกับปี ค.ศ. 1418 (พ.ศ. 1961) ซึ่งเป็นปีแรกที่พระเจ้าเซจงขึ้นครองราชย์


ข้าหลวง "คัง ซังอิน" ถูกนำตัวมาไต่สวนและทรมานเพื่อบีบให้สารภาพพาดพิงถึงอัครมหาเสนาบดี "ชิม-อน" ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมให้ร้ายเพราะรู้ว่าใต้เท้าชิม-อนไม่ได้ทำอะไรผิด "โช มัลแซง" จึงถามข้าหลวงคังว่า "แล้วท่านล่ะ ท่านทำอะไรผิดรึข้าหลวงคัง... ต่อให้ไม่มีใครทำผิด แต่ถ้ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นก็ต้องมีคนรับผิดชอบตามธรรมเนียมไม่ใช่หรือ และนี่ก็คือพระประสงค์ของอดีตพระราชา (พระเจ้าแทจง)" ข้าหลวงคังได้ยินดังนั้นก็ถึงกับช็อค ขุนนางคนหนึ่งเห็นข้าหลวงคังยังคงนั่งนิ่งจึงเตือนให้ข้าหลวงคังทำตามพระประสงค์ และแสดงออกถึงความจงรักภักดีถ้าไม่อยากตายอย่างไร้ค่า ข้าหลวงคังแย้งด้วยความเจ็บปวดใจว่าใต้เท้าชิม-อนเป็นข้ารับใช้พระราชา เขาอยู่เหนือคนทั้งปวง (ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีใหญ่เป็นอันดับสองรองจากพระราชา) และเป็นถึงพระสสุระของพระราชาองค์ปัจจุบัน พูดจบข้าหลวงคังก็ร่ำไห้ด้วยความเสียใจ

* ชิม-อน เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วย "ลี ซองกเย" (พระเจ้าแทโจ / พระบิดาของพระเจ้าแทจง) ก่อตั้งอาณาจักรโชซอน เขาเป็นขุนนางที่มีความสามารถและเป็นที่ยกย่อง ทั้งยังเป็นผู้นำทางความคิดและเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโชซอนอีกด้วย  




เหล่าทาสในบ้านของใต้เท้าชิม-อน (ซึ่งถูกแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีมาหมาดๆ และอยู่ในระหว่างเดินทางไปเป็นทูตที่ต้าหมิง เพื่อขอให้ฮ่องเต้ต้าหมิงรับรองพระเจ้าเซจงในฐานะพระราชาองค์ใหม่ของโชซอน) พากันร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานโดยมี "กอลซัง" เป็นต้นเสียง ทำให้ถูกทาสอาวุโสคนหนึ่งตำหนิที่ไม่ตั้งใจทำงาน เมื่อ "ซ็อกซัม" ถูกพวกป้าๆ ในโรงครัวใช้ให้นำอาหารมาส่ง เขาก็ถูกกอลซังกลั่นแกล้งด้วยการจับแต่งหน้าทาปาก โตลบ๊กเห็นพ่อโดนรังแกจึงวิ่งเข้าไปทำร้ายกอลซังด้วยความโกรธ เหล่าทาสคนอื่นๆ พยายามจับแยกแต่ก็ไม่เป็นผล ทัมเห็นดังนั้นจึงบอกให้พ่อรีบขอโทษและพยายามห้ามโตลบ๊กให้หยุดกัดแขนพ่อของตน


เมื่อ  "ชิมจอง" น้องชายของใต้เท้าชิม-อนมาเห็นเข้าจึงสั่งให้หยุด จากนั้นก็บอกว่าตนจะสั่งสอนและลงโทษคนผิดด้วยวิถีแห่งขงจื้อแทนการเฆี่ยนตีแบบเดิมๆ เขาสั่งให้โตลบ๊กลุกขึ้นและขอขมากอลซังในฐานะที่กอลซังอาวุโสมากกว่า โตลบ๊กกล่าวว่าตนยินดีทำตามคำสั่ง แต่ถ้าจะสั่งสอนหลักจริยธรรมกับตนก็ควรสั่งสอนกอลซังด้วย เพราะพ่อของตนแก่กว่ากอลซังถึง 5 ปีแต่เขาไม่เคยเรียกพ่อของตนว่าพี่ ซ้ำยังชอบรังแกพ่อของตนอีกด้วย ชิมจองจึงถามทาสคนอื่นๆ ว่ากอลซังทำเช่นนั้นจริงหรือไม่แต่ไม่มีใครกล้าตอบ ทัมจึงกล่าวขอโทษและสารภาพว่าพ่อของเธอทำเช่นนั้นจริง  ชิมจองตำหนิกอลซังที่ทำตัวไม่เหมาะสมและไม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ จากนั้นก็สั่งให้กอลซังคุกเข่าขอขมาซ็อกซัม แล้วเรียกซ็อกซัมว่าพี่ใหญ่ กอลซังยอมคุกเข่าขอขมาแต่ยังไม่วายเรียกซ็อกซัมว่า "ไอ้พี่ใหญ่หน้าโง่" โตลบ๊กได้ยินดังนั้นก็ของขึ้นจึงตรงเข้าไปทำร้ายและกระโดดถีบกล่องดวงใจกอลซัง เมื่อเห็นว่าตักเตือนกันดีๆ ไม่ได้ผล ชิมจองจึงหันมาลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีตามเดิม




ซ็อกซัมเห็นรอยแผลที่น่องของโตลบ๊กจึงร่ำไห้ด้วยความสงสารและจะช่วยเป่าให้ แต่โตลบ๊กเป็นห่วงพ่อมากกว่าแผลของตน เขาบอกให้ซ็อกซัมหยุดร้องไห้และใช้มือซับน้ำมูกให้ซ็อกซัม จากนั้นก็นำผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบถ่านและสีที่เลอะบนใบหน้าให้ พลางสอนให้ซ็อกซัมรู้จักพูดปกป้องตัวเอง โตลบ๊กเห็นว่าพ่อสอนยากสอนเย็นจึงบ่นว่า "เพราะอย่างนี้ไงคนอื่นถึงได้คิดว่าพ่อโง่" ซ็อกซัมเถียง "ข้าไม่ใช่คนโง่!  โตลบ๊กเคยบอกข้า" โตลบ๊กได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า "ใช่แล้ว คนโง่คือคนที่ไม่อาจปกป้องแม้กระทั่งลูกตัวเอง แต่พ่อเคยปกป้องข้า พ่อพลัดตกจากเนินเขาขณะปกป้องข้า" (จนทำให้ตกอยู่ในสภาพนี้) ซ็อกซัมกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า "ข้าปกป้องลูกชายของข้า"  โตลบ๊กจึงย้ำว่า "ใช่แล้ว พ่อปกป้องลูกชาย ไม่ใช่ลูกชายปกป้องพ่อ" หลังจากนั้นโตลบ๊กก็บอกให้ซ็อกซังฝึกกำหมัดและแยกเขี้ยวขู่คนที่จะเข้ามารังแกอีกครั้ง

อีกด้านหนึ่ง ทัมก็กำลังทายาให้กอลซังที่ถูกเฆี่ยนจนหลังลาย เธอตำหนิพ่อที่รู้ทั้งรู้ว่าว่าโตลบ๊กทนเห็นซ็อกซัมโดนรังแกไม่ได้แต่ก็ยังยั่วโมโหโตลบ๊กอยู่เรื่อย กอลซังถามทัมว่าทำไมถึงชอบเข้าข้างโตลบ๊กทั้งๆ ที่ตนเป็นพ่อและกำลังบาดเจ็บ ทัมชี้ว่าเพราะกอลซังรังแกพ่อของโตลบ๊ก เธอเลยไม่เข้าข้างกอลซัง หลังจากนั้น ทัมก็ออกไปหาโตลบ๊กโดยนำขนมต๊อกไปป้อนแล้วเล่นต่อคำกันอย่างสนุกสนาน ก่อนกลับบ้านทัมมอบถุงที่ทำจากเศษผ้าไหมให้โตลบ๊กเป็นของขวัญ (เธอแอบเก็บรวบรวมเศษผ้าไหมของนายหญิงมาเย็บเป็นถุงผ้าให้โตลบ๊ก) โตลบ๊กเห็นอักษรจีนบนถุงผ้าก็รู้สึกทึ่งที่ทัมรู้จักตัวอักษรที่มีความสลับซับซ้อน ทัมกล่าวว่าเธอสามารถจดจำทุกสิ่งที่เห็นไม่ว่าจะเป็นภาพหรือตัวหนังสือ จากนั้นก็เขียนอักษรจีนบนพื้นดินให้โตลบ๊กดูโดยบอกว่าความจริงแล้วเธอตั้งใจจะปักคำนี้ (เป็นคำอวยพร) แต่เธอขโมยด้ายมาไม่พอเลยยังปักไม่เสร็จ



โตลบ๊กเองก็แอบขโมยสิ่งของบางอย่างมาให้ทัมเช่นกัน พอเห็นว่าเป็น 'ยอนจี' (ชาดทาปาก) ทัมก็ตื่นเต้นดีใจ โตลบ๊กทำหน้าเศร้าพลางชี้ว่าที่กระปุกมีรอยแตกนิดหน่อย ทัมจึงปลอบใจว่าไว้คราวหน้าค่อยขโมยยอนจีที่ไม่มีตำหนิมาให้เธอใหม่ โตลบ๊กรับปากจากนั้นขอให้ทัมไปขโมยด้ายมาเพิ่มจะได้ปักอักษรบนถุงผ้าให้เสร็จ ซึ่งทัมเองก็รับปากเช่นกัน โตลบ๊กเห็นทัมทาปากทั้งๆ ที่ไม่กระจกจึงช่วยทาให้ เขาไม่เพียงทาปากให้เธอ แต่ยังแต้มสีเป็นจุดลงบนแก้มทั้งสองข้างของทัม (เหมือนจุดแดงบนแก้มเจ้าสาว) อีกด้วย

เมื่อทั้งคู่เดินกลับมาที่บ้านใต้เท้าชิม-อน ก็พบว่ามีทหารจำนวนมากบุกมาที่บ้านและใช้ไม้ทุบตีเหล่าทาสรับใช้อย่างโหดเหี้ยม โตลบ๊กเห็นพ่อโดนทหารเตะและทุบตีจึงรีบเข้าไปช่วยและพาพ่อหนีออกมา นับว่ายังโชคดีที่ในตอนนั้นพ่อของทัมไม่อยู่ในบ้าน เธอจึงรีบหนีไปพร้อมโตลบ๊กและซ็อกซัม พอรู้ว่าเหล่าทหารบุกมาจับใต้เท้าชิม-อนซึ่งเป็นถึงพระสสุระของพระราชา ชิมจองจึงตำหนิแล้วถามว่าใครกันช่างบังอาจ พอรู้ว่าทหารทำตามราชโองการเขาก็ถึงกับอึ้ง ขณะที่นายหญิงอัน (ภรรยาใต้เท้าชิม-อน) ถึงกับเป็นลมล้มพับ

หลังพาพ่อหนีออกมาแล้วโตลบ๊กก็ช่วยพันแผลให้ แต่ซ็อกซัมยังคงห่วงนายหญิงจึงพยายามที่จะกลับไปช่วย โตลบ๊กจึงมัดมือมัดเท้าซ็อกซัมเอาไว้แล้วบอกว่าตนจะกลับไปดูลาดเลาที่บ้านใต้เท้าชิม-อนเอง โตลบ๊กเห็นทัมเป็นห่วงพ่อเลยปลอบว่าพ่อของเธอไม่อยู่ในบ้านจึงน่าจะหนีไปก่อนหน้านั้นแล้ว จากนั้นก็ชวนเธอไปดักรอพ่อที่หน้าบ้านใต้เท้าชิม-อน



เมื่อ "พระมเหสีโซฮยอน" ทราบข่าวว่าอาของตนถูกทหารหลวงบุกไปจับกุมตัวถึงในบ้านก็รู้สึกตกใจ ขณะที่น้องชายและคนใกล้ชิดของใต้เท้าชิม-อนถูกนำตัวมาไต่สวนและทรมานเพื่อบังคับให้สารภาพ ส่วนอดีตพระราชาตลอดจนเหล่าบรรดาขุนนางพากันมานั่งตกปลา ครั้นอดีตพระราชาจับปลาได้เป็นคนแรกเหล่านักดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลง (แต่จับได้แล้วพระองค์ก็ปล่อยปลาลงน้ำตามเดิม) มัลแซงเข้ามาทูลว่า "คัง ซังอิน" ให้การพาดพิงถึงบุคคล 3 คน (ปาร์ค ซ็อบ, ลีควาน, ชิมจอง) ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครยอมพูดให้ร้ายใต้เท้าชิม-อนแม้จะถูกทรมานอย่างหนัก อดีตพระราชาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยังคงดึงดันทั้งๆ ที่รู้ว่าพระองค์วางหมากไว้หมดแล้ว มัลแซงทูลอย่างเป็นกังวลว่าถ้าทุกคนยังปากแข็งแบบนี้ต่อไปมีหวังอยู่ไม่พ้นคืนนี้แน่ แต่อดีตพระราชาโยนเบ็ดลงไปในน้ำอย่างใจเย็น ก่อนถามถึงพระเจ้าเซจงซึ่งเป็นพระโอรสและพระราชาองค์ปัจจุบัน

มูฮยุลรีบบึ่งไปหาพระเจ้าเซจงแต่ถูก "ลี ชินจ็อก" (ซึ่งยืนเฝ้าหน้าตำหนัก) ขวางเอาไว้โดยบอกว่าพระองค์ทรงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน ถึงกระนั้นมูฮยุลก็บุกเข้าไปทางด้านในอยู่ดี ปรากฏว่าในตอนนั้นพระเจ้าเซจง (ในวัยหนุ่ม) กำลังหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมที่มีลักษณะคล้ายซูโดกุบวกเลข (คิลเลอร์ ซูโดะกุ) บนพื้นที่ขนาด 33 x 33 มูฮยุลจะถวายรายงานแต่พระเจ้าเซจงกำลังใช้สมาธิจึงบอกให้เขารอก่อน  แต่มูฮยุลรอไม่ไหวเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนจึงทูลว่า ใต้เท้าชิมจองถูกทหารหลวงจับกุมและอยู่ในระหว่างการไต่สวน แม้พระเจ้าเซจงจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจแต่มูฮยุลก็ดูออกว่าพระองค์กำลังโกรธจนตัวสั่น  ทันใดนั้น พระมเหสีก็เสด็จมาเข้าเฝ้าด้วยความร้อนใจ แต่พระเจ้าเซจงกลับขอให้รอก่อนเช่นกัน


เมื่อนางในคนหนึ่ง (ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้คำนวณตัวเลข) ทูลว่าผลบวกไม่ลงตัว พระเจ้าเซจงจึงหันมาใส่ใจพระมเหสีโดยเอ่ยชื่อทุกคนที่ถูกพระบิดาของพระองค์สังหาร จากนั้นก็เตือนพระมเหสีว่าถ้ายังไม่อยากตายหรือไม่อยากให้คนอื่นๆ ถูกฆ่าตายอีกก็ให้อยู่เฉยๆ ทั้งยังสารภาพว่าพระองค์รู้สึกกลัว พระมเหสีตัดพ้อว่าเวลามีเรื่องคอขาดบาดตาย ทำไมพระองค์ถึงเอาแต่หนีปัญหาแล้วมาหมกมุ่นอยู่กับการไขปริศนาตัวเลข จากนั้นก็ทูลว่าข้าหลวงคังให้การซัดทอดอาของตน ทำให้อาของตนถูกจับตัวมาไต่สวนและทรมาน แต่เป้าหมายที่พวกเขาต้องการเล่นงานก็คือบิดาของตน ตนเชื่อว่าบิดาจะถูกจับกุมขณะเดินทางกลับมาจากต้าหมิงอย่างแน่นอน (ใต้เท้าชิม-อนพยายามขัดขวางไม่ให้อดีตพระราชาเข้ามาแทรกแซงกองทัพและไม่ต้องการให้อดีตพระราชามีอำนาจสั่งการด้านการทหาร เลยถูกเล่นงาน) พระมเหสีร่ำไห้ขอร้องพระเจ้าเซจงให้ช่วยชีวิตบิดา และถามว่าพระองค์เป็นถึงพระราชาแต่ไม่อาจทำอะไรได้จริงๆ หรือ พระเจ้าเซจงมองหน้าพระมเหสีด้วยน้ำตาคลอเบ้า หลังจากนั้นภาพเหตุการณ์ในอดีตก็ตามมาหลอกหลอน

ตอนที่พระองค์ยังเป็นเพียงองค์ชาย เคยมีคนมาร้องขอชีวิตจากพระองค์มากมายแต่พระองค์ไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้เลย ทำให้รู้สึกผิดและกลายเป็นตราบาปในใจตราบจนทุกวันนี้ พระองค์ได้แต่ขอโทษและบอกพระมเหสีว่าพระองค์ไม่อาจช่วยชีวิตใต้เท้าชิม-อนได้ พระมเหสีจึงเดินจากไปด้วยความผิดหวัง หลังจากนั้นพระเจ้าเซจงก็หันไปมองกล่องไม้ใบหนึ่งด้วยความเจ็บปวดใจ ปรากฏว่าใต้เท้าชิม-อนถูกอดีตพระราชากล่าวหาต่อหน้าเหล่าขุนนางในราชสำนักว่าเป็นกบฏและพยายามยุแยงให้ตนกับลูก แตกคอกัน


แม้พระเจ้าเซจงจะประทับนั่งบนบัลลังก์ต่อหน้าเหล่าขุนนางในท้องพระโรง แต่พระองค์กลับไม่มีอำนาจและบทบาทใดๆ  เพราะอดีตพระราชาเป็นผู้ว่าราชการและตัดสินใจเรื่องต่างๆ เองทั้งหมด (ทำทุกอย่างในนามพระเจ้าเซจงโดยรวมหัวกับเหล่าขุนนาง) มัลแซงนำราชโองการที่ระบุให้ตัดหัวปาร์คซ็อบกับชิมจอง และสั่งประหารข้าหลวงคังกลางถนน มาให้พระเจ้าเซจงทอดพระเนตรและลงนาม ขณะที่ขุนนางใหญ่อีกคนเสนอให้จับกุมใต้เท้าชิม-อนทันทีที่กลับจากต้าหมิง พระเจ้าเซจงซึ่งเป็นเพียงพระราชาหุ่นเชิดได้แต่เก็บงำความรู้สึกเคียดแค้นเอาไว้ในใจ อดีตพระราชาเห็นพระโอรสยังคงนั่งนิ่งจึงเร่งให้รีบประทับตรา ในที่สุดพระเจ้าเซจงก็ยอมทำตามแต่โดยดี

เมื่อพระเจ้าเซจงเสด็จมาที่ห้องเล่นเกมซูโดกุก็รู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าอดีตพระราชากำลังยืนรออยู่  อดีตพระราชาได้ยินว่าตลอดสองสามวันที่ผ่านมาพระเจ้าเซจงทรงเก็บตัวเงียบเลยนึกสงสัยว่าพระองค์กำลังอ่านหนังสือเล่มไหน  พอเข้ามาดูถึงได้รู้ว่าพระองค์ทรงติดเกมปริศนาตัวเลข ซึ่งเป็นเกมที่ยิ่งเล่นยิ่งติด แม้แต่เหล่าบัณฑิตหนุ่มของโชซอนก็ยังพากันหมกมุ่นอยู่กับเกมนี้ เมื่อรู้ว่าพระเจ้าเซจงยังไขปริศนาตัวเลขไม่สำเร็จ อดีตพระราชาจึงบอกว่าจะช่วยไขปริศนาให้ ถึงแม้จะยังไม่เคยเล่นแต่อดีตพระราชาก็รู้ว่าจะต้องเรียงตัวเลขที่ไม่ซ้ำกันให้มีผลบวกเท่ากันทั้งในแนวตั้ง แนวนอน และแนวทแยง ซ้ำยังบอกด้วยว่าเป็นเกมที่ง่ายและไม่มีอะไรซับซ้อนเลยสักนิด



อดีตพระราชาเขี่ยตัวเลข (ที่เขียนด้วยอักษรจีน) ทั้งหมดบนกระดานทิ้ง แล้วหยิบ 'เลขหนึ่ง' ขึ้นมาวางกลางกระดานเพียงตัวเดียว จากนั้นก็ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะมองแนวไหนผลลัพธ์ที่ได้ก็เท่ากับหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าพื้นที่บนกระดานจะใหญ่สักแค่ไหน แค่โยนเลขอื่นทิ้งไปแล้วเหลือไว้แค่เลขหนึ่งก็จบ หากมัวแก้ปัญหาแบบพระเจ้าเซจงจะไม่ทันการ ขนาดไขปริศนาบนพื้นที่ตารางแบบ 33 x 33  พระองค์ยังทำไม่สำเร็จทั้งๆ ครุ่นคิดมานานหลายวัน และถ้าปัญหาใหญ่กว่านั้นจะต้องใช้เวลาอีกสักเท่าไร โลกเราเปรียบเหมือนกระดาน (เกมปริศนาตัวเลข) ขนาดใหญ่ยักษ์ หากมัวครุ่นคิดให้วุ่นวายยุ่งยากแบบพระเจ้าเซจงคงต้องใช้เวลาในการไขปริศนาเป็นร้อยๆ ปี แต่ปัญหาก็คือคนเราไม่อาจอยู่บนโลกได้นานขนาดนั้น

อดีตพระราชากล่าวว่า การไขปริศนาในแบบฉบับของตนก็คือวิธีคิดแบบพระราชา มันคือการใช้อำนาจ คือการกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการตลอดจนเสี้ยนหนามทั้งหมดทิ้งไป แล้วรวบอำนาจมาอยู่ในมือ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คือแนวทางที่ตนใช้มาโดยตลอด อดีตพระราชายังย้ำด้วยว่า นอกจากตนแล้ว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะมีอำนาจ  (พระองค์เคยเข่นฆ่าพี่น้องเพื่อแย่งชิงบัลลังก์มาแล้ว) หากใครคิดแข็งข้อหรือเป็นปฏิปักษ์กับตนจะต้องตายทุกคน จากนั้นก็เตือนพระเจ้าเซจงว่า "จงอย่าคิดทำสิ่งใด และเล่นเกมของเจ้าต่อไป เข้าใจที่ข้าพูดใช่ไหม" พระเจ้าเซจงโกรธจนตัวสั่นแต่ก็ทำได้เพียงแค่อดทนอดกลั้น

ขณะอยู่ในห้องกับสองขุนนางคนสนิท อดีตพระราชาซึ่งกำลังเช็ดดาบอย่างทะนุถนอมถามสองขุนนางว่า "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเร่งให้ฝ่าบาทรีบสั่งประหารคัง ซังอิน" เมื่อขุนนางคนหนึ่งตอบว่า รู้ อดีตพระราชาจึงย้ำให้ทั้งคู่ทำงานอย่างรอบคอบรัดกุม เพราะชิม-อนเป็นถึงพระสสุระของพระราชา และอย่าเปิดช่องให้มีใครคัดค้านการประหารชิม-อนได้โดยเด็ดขาด


แม้จะถูกสั่งให้อยู่เฉยๆ แต่พระเจ้าเซจงกลับเขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งจากนั้นก็ร้องหามูฮยุล พอรู้ว่าทั้งมูฮยุล เหล่าขันทีและนางใน ตลอดจนข้ารับใช้คนอื่นๆ ล้วนถูกอดีตพระราชาเรียกตัวไป คงเหลือไว้เพียงนางในรุ่นเด็ก พระองค์จึงสั่งให้นางในวัยเด็กคนหนึ่งนำจดหมายไปส่งให้ทาสรับใช้ของใต้เท้าชิม-อนที่ชื่อ "ซง" เพื่อที่ซงจะได้นำจดหมายไปมอบให้ใต้เท้าชิม-อน (ซึ่งกำลังเดินทางกลับมาจากต้าหมิง) ก่อนที่ทหารจะไปถึง  เมื่อนางในคนดังกล่าวไปถึงบ้านใต้เท้าชิม-อน ก็พบว่ายังคงมีชาวบ้านมามุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก (ภายในบ้านมีเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังอยู่ ขณะที่ทุกคนในบ้านรวมทั้งเหล่าทาสล้วนถูกควบคุมตัว)

เมื่อกอลซัง (ซึ่งถูกใช้ให้ออกไปทำธุระข้างนอก) กลับมาที่บ้านก็พบว่ามีคนมากมายมายืนด้อมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าบ้าน ชาวบ้านคนหนึ่งทักกอลซังด้วยความแปลกใจว่าทำไมเขาถึงออกมาอยู่ที่ได้ (ทั้งๆ ที่ทาสคนอื่นล้วนถูกจับมัดอยู่ข้างใน) ทำให้กอลซังโดนเจ้าหน้าที่คนหนึ่งคุมตัวเข้าไปในบ้านทันที ทัมเห็นพ่อโดนจับจึงเผลอร้องเรียก โชคดีที่นางในตัวน้อยเอามือปิดปากทัมไว้ได้ทัน เมื่อเห็นว่าทาสทุกคน (รวมทั้งซง) โดนจับหมดแล้ว นางในคนดังกล่าวจึงนำจดหมายมามอบให้โตลบ๊กกับพ่อแทน โดยบอกว่าใต้เท้าชิม-อนถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏจึงต้องรีบนำจดหมายของพระเจ้าเซจงไปมอบให้ใต้เท้าชิม-อนก่อนที่ทหารจะไปถึง โตลบ๊กไม่ไว้ใจนางในคนดังกล่าวจึงถามว่าข้อความในจดหมายคืออะไร นางในตัวน้อยจึงบอกด้วยความรำคาญว่า พระเจ้าเซจงบอกให้ใต้เท้าชิม-อนรีบหนีไป ตราบใดที่เขาไม่ถูกจับพระองค์จะรับผิดชอบทุกอย่างเอง



พอรู้ว่านี่คือทางเดียวที่จะช่วยชีวิตใต้เท้าชิม-อนและทุกคนในบ้านได้ โตลบ๊กก็รับปากว่าจะไปส่งจดหมายให้ถึงมือใต้เท้าชิม-อนด้วยตัวเอง นางในตัวน้อยเตือนว่าระยะทางไกลมาก แถมยังเป็นงานที่สำคัญและเสี่ยงต่ออันตรายซึ่งโตลบ๊กเองก็รู้ดี เมื่อนางในคนดังกล่าวกลับไปแล้วโตลบ๊กก็ขอให้ทัมอ่านจดหมายให้ฟังเพื่อตรวจสอบดูว่าสิ่งที่นางในคนดังกล่าวบอกเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทัมอ่านจดหมายด้วยสีหน้ากังวล เมื่อถูกคาดคั้นว่าเนื้อความในจดหมายตรงกับที่นางในบอกหรือไม่ ทัมก็ตอบอย่างไม่เต็มปากว่าตรงกัน (ถึงแม้ข้อความในจดหมายจะต่างจากที่นางในบอก แต่ทัมยังคงเชื่อว่าจดหมายของพระเจ้าเซจงคือทางรอดเดียวของทุกคน)  

ซ็อกซัมได้ยินว่าภารกิจนี้เสี่ยงต่ออันตรายจึงแย่งจดหมายจากมือโตลบ๊กแล้วบอกว่าตนจะนำไปส่งให้ใต้เท้าชิม-อนเอง โตลบ๊กจะแย่งจดหมายกลับคืนแต่ซ็อกซัมยืนกรานเสียงแข็งว่าพ่อต้องปกป้องลูก ไม่ใช่ลูกปกป้องพ่อ โตลบ๊กแย้งว่าซ็อกซัมทำงานนี้ไม่ได้เพราะมันเสี่ยงเกินไป ซ็อกซัมจึงตวาดใส่โตลบ๊กว่า   "ข้าทำได้ พ่อโตลบ๊กไม่ได้โง่" โตลบ๊กจะแย่งจดหมายกลับคืนเลยถูกซ็อกซัมตบหน้า หลังจากนั้นซ็อกซัมก็กำหมัดและแยกเขี้ยวยิงฟันขู่ (ทำตามที่โตลบ๊กสอนก่อนหน้านี้) แล้วรีบออกไปส่งจดหมายทันที


ซ็อกซัมรีบวิ่งไปส่งจดหมายโดยไม่ยอมหยุดพัก ส่วนโตลบ๊กถึงกับนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงทั้งพ่อและนายของตน  ถึงกระนั้นเขาก็เชื่อว่าพ่อจะทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ  ในที่สุด ซ็อกซัมก็นำจดหมายไปมอบให้ถึงมือใต้เท้าชิม-อนได้จริงๆ เขาบอกใต้เท้าชิม-อนว่าพระเจ้าเซจงสั่งให้นำจดหมายมามอบให้และย้ำว่านี่เป็นเรื่องด่วน เมื่อใต้เท้าชิม-อนอ่านข้อความในจดหมายเขาก็ถึงกับมือสั่น ปรากฏว่านางในตัวน้อยเป็นคนของมัลแซง และจดหมายได้ถูกสับเปลี่ยนก่อนที่เธอจะนำไปส่งให้โตลบ๊ก เนื้อความในจดหมายระบุว่ากองทัพควรรับฟังคำสั่งจากนายเดียว (พระเจ้าเซจง) จงช่วยพระองค์ยึดอำนาจทางการทหารคืนมาจากอดีตพระราชา  เพื่อที่พระองค์จะได้เป็นผู้ปกครองโชซอนอย่างแท้จริง



ซ็อกซัมยิ้มอย่างภูมิใจที่ทำภารกิจได้สำเร็จลุล่วง ทันใดนั้น ก็มีทหารหลวงมาล้อมจับใต้เท้าชิม-อน (ซึ่งยังคงถือจดหมายอยู่ในมือ) หัวหน้าหน่วยทหารเห็นจดหมายในมือใต้เท้าชิม-อนจึงถามว่าเขากำลังอ่านอะไรอยู่ และใครเป็นคนส่งมา ซ็อกซัมได้ยินดังนั้นจึงรีบยกมือขึ้นแล้วบอกว่า ตนเป็นคนนำจดหมายมาส่ง พระเจ้าเซจงสั่งให้ตนนำจดหมายมามอบให้ใต้เท้าชิม-อน ตนเลยวิ่งหน้าตั้งจากเมืองฮันยาง (ปัจจุบันคือกรุงโซลของเกาหลีใต้) มาถึงเมืองอึยจู (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดพยองอันเหนือของเกาหลีเหนือ) ในสภาพล้มลุกคลุกคลาน หัวหน้าหน่วยทหารได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างพึงพอใจและสั่งให้ลูกน้องจัดการซ็อกซัม หลังโดนกระบองหัวลูกตุ้มฟาดที่ท้ายทอยจนเลือดสาดซ็อกซังก็ล้มลงไปกองกับพื้น ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนหมดสติคือ ทุกคนที่มากับชิม-อนกำลังโดนทหารลากตัวลงมาจากหลังม้า



พระเจ้าเซจงถึงกับช็อคเมื่อทราบข่าวร้ายจากมูฮยุล ขณะที่มัลแซงแจ้งข่าวดีกับอดีตพระราชาว่าตนทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงแล้ว ตอนนี้ใต้เท้าชิม-อนถูกคุมขังในฐานะนักโทษกบฏ จากนั้นก็นำจดหมาย (จริง) ของพระเจ้าเซจงมาให้อดีตพระราชาดู ในเวลาเดียวกันนั้นพระเจ้าเซจงสงสัยว่าจดหมายอาจถูกสับเปลี่ยน เมื่อรู้ว่านางในเด็กที่พระองค์ใช้ให้ไปส่งจดหมายหายตัวไป พระองค์ก็ยิ่งรู้สึกโกรธ

ขณะถูกนำตัวมารอการไต่สวนและทรมาน ซ็อกซัมสงสัยว่าว่าตนอาจทำสิ่งที่ไม่ควรทำจึงกล่าวขอโทษใต้เท้าชิม-อน ใต้เท้าชิม-อนได้แต่มองซ็อกซัมด้วยความเวทนาพลางบอกว่าซ็อกซัมไม่ได้ทำอะไรผิด ซ็อกซัมสำลักและกล่าวว่าตนกำลังจะตาย  ใต้เท้าชิม-อนจึงกล่าวขอโทษซ็อกซัมที่เขามีนายอย่างตน  ซ็อกซัมร้องหาโตลบ๊กเพราะคิดว่าตนคงไม่มีโอกาสได้เจอลูกอีกแล้ว เขาขอให้ใต้เท้าชิม-อนช่วยนำคำสั่งเสียไปบอกลูกชาย ใต้เท้าชิม-อนกล่าวว่าเรื่องนี้ตนไม่อาจช่วยได้เพราะตนก็กำลังตายในไม้ช้าเช่นกัน ซ็อกซัมได้ยินดังนั้นก็ร่ำไห้ ใต้เท้าชิม-อนจึงขอกระดาษกับพู่กันแล้วช่วยเขียนข้อความที่ซ็อกซังอยากฝากถึงโตลบ๊ก



เมื่ออดีตพระราชาได้อ่านจดหมายที่พระเจ้าเซจงเขียนถึงใต้เท้าชิม-อน ซึ่งเนื้อความในจดหมายระบุว่า 'สักวันข้าจะเรียกตัวท่านกลับมา จงหลบซ่อนตัวอยู่ที่ต้าหมิงจนกว่าจะถึงวันนั้น เพราะนี่คือทางออกเดียวในตอนนี้'  พระองค์ก็บ่นว่าพระเจ้าเซจงจิตใจอ่อนไหวเกินไปแล้วจะเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไรกัน มัลแซงถามว่าจะให้ตนจัดการนักโทษชิม-อนอย่างไร อดีตพระราชาชี้ว่าชิม-อนเป็นคนซื่อสัตย์และจงรักภักดี หากมัลแซงนำจดหมาย (ปลอม) มาต่อรอง ชิม-อนจะต้องยอมตายเพื่อปกป้องพระเจ้าเซจงอย่างแน่นอน พระเจ้าเซจงจะมาเข้าเฝ้าอดีตพระราชาและบังเอิญได้ยินเข้า จึงทั้งโกรธและเสียใจจนน้ำตาร่วง จากนั้นก็หันหลังกลับด้วยความคับแค้นใจ

ในที่สุดใต้เท้าชิม-อนก็จำใจสารภาพว่าตัวเองคิดก่อกบฏ (เพื่อไม่ให้อดีตพระราชานำจดหมายปลอมมาเล่นงานพระเจ้าเซจง) เลยได้รับพระราชทานยาพิษ ซ็อกซัมนอนมองใต้เท้าชิม-อนดื่มยาพิษด้วยความเจ็บปวดใจและกำกระดาษในมือแน่น หลังจากนั้น สมาชิกในครอบครัวและเหล่าทาสรับใช้ทุกคนในบ้านของใต้เท้าชิม-อนก็ถูกคุมตัวไปขังคุกเพื่อรอรับโทษประหาร ทัมเห็นพ่อโดนจับเลยรีบวิ่งเข้าไปหาพลางร้องเรียก "ท่านพ่อๆ" โตลบ๊ก รีบวิ่งตามไปและถามหาพ่อของตน กอลซังได้แต่บอกให้โตลบ๊ก รีบพาทัมหนีไป แต่ทัมยังคงดื้อดึงไม่ยอมไปทำให้โดนจับทั้งคู่



พระมเหสีเสด็จมาเข้าเฝ้าพระเจ้าเซจง (ซึ่งกำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากด้วยความรู้สึกผิดและคับแค้นใจ) เพื่อตัดพ้อว่าทำไมพระองค์ถึงได้ส่งจดหมายนั่นไปให้พ่อของตน ทั้งๆ ที่ทรงบอกว่าจะอยู่เฉยๆ (ความจริงแล้วก่อนหน้านี้พระมเหสีเป็นคนบอกให้พระเจ้าเซจงทำอะไรสักอย่างในฐานะพระราชาเพื่อช่วยชีวิตพ่อของเธอ) อีกด้านหนึ่งโตลบ๊ก ก็พยายามคาดคั้นทัม (ในคุก) เรื่องเนื้อความในจดหมาย เขาสงสัยว่าข้อความในจดหมายอาจไม่ตรงกับที่นางในบอกและทัมอาจไม่รู้หนังสือดังที่กล่าวอ้าง จึงขอให้ทัมพูดความจริง แต่ทัมกลับเอาแต่ร้องไห้และไม่ยอมปริปาก โตลบ๊ก จึงโทษทัมที่ทำให้ทุกคนต้องตาย



กอลซังเข้ามาปกป้องลูกและตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ซ็อกซัมพ่อของโตลบ๊กก็ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏทั้งๆ ที่เขามีความบกพร่องทางปัญญา จากนั้นก็ชี้ว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดน่าจะเป็นจดหมาย ถึงตนจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่ทั้งนายท่านและพวกตนล้วนตกเป็นเหยื่อ และโทษของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏก็คือตายสถานเดียว ทันใดนั้น ทหารก็นำร่างอันไร้สติและเต็มไปด้วยเลือดของซ็อกซัมเข้ามาในคุก โตลบ๊กเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยืนตะลึง เขาแทบไม่เชื่อสายตาว่าพ่อจะถูกคนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ทันทีที่รู้สึกตัวซ็อกซัมก็กวาดตามองหาลูกชาย พอเห็นโตลบ๊กเขาก็ยิ้มและเอื้อมมือออกไปหา จากนั้นก็ร้องเรียกอย่างอ่อนแรง แต่โตลบ๊กยังคงยืนช็อค กอลซังจึงลากโตลบ๊กมานั่งข้างๆ ซ็อกซัม ซ็อกซัมยื่นกระดาษ (ที่ใต้เท้าชิม-อนช่วยเขียนข้อความสั่งเสีย) ให้โตลบ๊ก  จากนั้นก็จับมือโตลบ๊กแน่น เขาไม่ยอมละสายตาจากลูกชายตราบจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย


พระมเหสีทูลพระเจ้าเซจงว่า ท่านพ่อของเธอจากไปโดยไม่มีคำพูดใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งคำพูดแก้ต่างหรือตัดพ้อ ท่านพ่อของเธอไม่ยอมปริปากพูดอะไรสักคำ จากนั้นก็ถามพระเจ้าเซจงทั้งน้ำตาว่าพระองค์ทรงรู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านพ่อของเธอถึงได้ทำเช่นนั้น และท่านทำเพื่อใคร (ภาพตัดไปที่โตลบ๊ก ซึ่งมองร่างอันไร้วิญญาณของซ็อกซัมด้วยความสงสารและโกรธแค้น เขาร่ำไห้พลางร้องถามซ็อกซัมว่า...ใครกันที่ทำร้ายพ่อ) พระมเหสีทูลว่า "ฝ่าบาทยังไงล่ะเพคะ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะฝ่าบาท ท่านพ่อของหม่อมชั้นไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้พระองค์เลยเลือกที่จะตาย" (ภาพตัดไปที่โตลบ๊ก ซึ่งยังคงร้องถามว่าใครทำพ่อของตน) หลังจากนั้น พระมเหสีก็กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า "ฝ่าบาท...คือคนที่ฆ่าท่านพ่อของหม่อมชั้น" 




* เนื้อหาโดย luvasianseries / ภาพ captures จากเอสบีเอสรูท1


นักแสดงนำ


ฮัน ซอกคยู 
รับบท  องค์ชายลีโท (พระเจ้าเซจงมหาราช)



จาง ฮยอก 
รับบท คัง แชยุน / โตลบ๊ก 



ชิน เซคยอง
รับบท โซอี / ทัม



ยุน เชมุน
รับบท ชอง กีจุน / คา รีอุน



 โจ จินอุง
รับบท มูฮยุล (องค์รักษ์และพระสหายของพระเจ้าเซจง)



ปาร์ค ฮยอกควอน
รับบท ชอง อินจี



ฮยอนอู
รับบท ซอง ซัมมุน



คิม คิบอม
รับบท ปาร์ค เพ็งนยอน 



ซอ จุนยอง
รับบท องค์ชายกวางพยอง



ซง จุงกี
รับบท  องค์ชายลีโท (พระเจ้าเซจงมหาราช) วัยหนุ่ม






คลิปเบื้องหลังจากเอสบีเอส

*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิภาพ / เนื้อหา / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา