วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

เรื่องย่อ หยุดหัวใจนายไฮโซ (The Heirs)




กำกับ:  คัง ชินฮโย  
เขียนบท: คิม อึนซุก
แนวละคร:  โรแมนติก, เมโลดราม่า, คอมเมดี้
จำนวนตอน:  20
ออกอากาศ: เกาหลี - 9 ตุลาคม 2556 - 12 ธันวาคม 2556 ทางเอสบีเอส
              ไทย - ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา  21.15 น. - 22.45 น. ทางช่อง 1 เวิร์คพอยท์ทีวี ออกอากาศ 7 เมษายน 2557 - 10 มิถุนายน 2557

เรื่องย่อ

ละคร "หยุดหัวใจ นายไฮโซ  (The Heirs)" กล่าวถึงทายาทมหาเศรษฐีที่ได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักเพื่อให้เป็นผู้สืบทอดกิจการของครอบครัวในอนาคต โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพและความรักในช่วงที่พวกเขายังเป็นนักเรียนมัธยม แม้จะรวยล้นฟ้าและมีทุกอย่างที่ตนเองต้องการ แต่พวกเขาไม่สามารถเลือกคนรักได้ตามที่หัวใจปรารถนา มิหนำซ้ำ ยังเกิดปัญหารักสามเส้าเมื่อทายาทเศรษฐีไฮโซเกิดตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกัน แถมผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่าและมีฐานะยากจนอีกด้วย



เรื่องราวในละครเริ่มต้นขึ้นที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา "คิมทัน" และเพื่อนๆ ชาวอเมริกันโชว์ความสามารถในการเล่นเซิร์ฟบอร์ดโต้คลื่นท่ามกลางแสงแดดอันแรงกล้า  คิมทันเล่าให้คนดูฟังว่า วันที่เขาถูกส่งมาเรียนที่นี่ "คิมวอน" พี่ชาย (ต่างมารดา) ของเขาได้บอกลาด้วยประโยคสั้นๆ เรียบง่าย และตรงไปตรงมาว่า "การเรียนเหรอ? ไม่ต้องตั้งใจมากก็ได้ ภาษาอังกฤษ? ถ้ายากเกินไปก็ช่างมัน ไปแล้วก็เที่ยวเล่นไปวันๆ ให้สนุก ไม่ต้องคิดอะไรมาก ลูกคนรวยเขาคิดถึงแต่เรื่องกินเรื่องเที่ยวกันทั้งนั้น ไม่มีใครทำตามฝันกันหรอก และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ต้องกลับมา" 

ในตอนนั้น คิมทันรู้ได้ทันทีว่าตนเองไม่ได้ถูกส่งมาเรียนต่อที่อเมริกา แต่ถูกเนรเทศออกจากบ้าน เพราะคิมวอนต้องการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและหวังเป็นผู้สืบทอดกิจการแต่เพียงผู้เดียว ("คิมวอน" ในวัย 31 มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของเอ็มไพร์กรุ๊ป ส่วน "คิม นัมยูน" พ่อของเขาเป็นประธานและเจ้าของบริษัท)

ระหว่างนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมชายหาด สาวเสิร์ฟชาวเกาหลี "ชา อืนซอก" (รับบทโดย "ยูน จินซอ" ในฐานะนักแสดงรับเชิญ) ก็นำกาแฟมาเติมให้คิมทัน "เจย์" เพื่อนซี้ชาวอเมริกันถามคิมทันว่า เขาไม่ถือโทษโกรธพี่ชาย พ่อ และแม่เลยหรือ (ที่ทิ้งให้เขาอยู่อเมริกาตามลำพัง) คิมทันหันไปมองพระอาทิตย์ตกเหนือมหาสมุทรแฟซิฟิก แล้วพูดในใจว่า "ชั้นขี้เกียจเกินกว่าจะโกรธเกลียดใครได้"  


ตัดกลับไปที่กรุงโซล "ชเว ยองโด" ทายาทธุรกิจโรงแรมและขาใหญ่ประจำโรงเรียน กำลังข่มขู่เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งด้วยลูกเบสบอล โดยมีเพื่อนนักเรียนอีกสองคนยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ  ตอนแรกเขาแกล้งปาขู่แบบเฉียดๆ แต่พอถามอะไรแล้วเพื่อนคนดังกล่าวไม่ยอมตอบ (ได้แต่ยืนตัวสั่นด้วยความกลัว)  ยองโดเลยปาลูกเบสบอลใส่แขนเพื่อนแบบเต็มๆ เพื่อนคนหนึ่งที่ยืนขำอยู่ข้างๆ แกล้งตำหนิยองโดที่ปาพลาดไปโดนเพื่อน โดยบอกว่าหากใครมาเห็นเข้าอาจคิดว่าพวกตนรุมรังแกเพื่อน

ยองโดได้ยินดังนั้นจึงบอกให้เพื่อนคนดังกล่าวไปยืนเป็นเป้านิ่งแทน แล้วให้เพื่อนที่โดนลูกบอลปาแขนเป็นฝ่ายขว้างลูกบอลบ้างเพื่อความเสมอภาค เมื่อเห็นว่าเพื่อนที่โดนรังแกไม่กล้าปาลูกบอล ยองโดจึงบอกว่า "ไม่ว่าจะปาแล้วโดนซ้อม ไม่ปาแต่โดนซ้อม โดนคนที่แข็งแรงกว่ารังแก หรือถูกคนรังแกโดยคนที่แข็งแรงน้อยกว่า มันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหล่ะ แต่ที่แย่กว่าก็คือ ชีวิตของนายจะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะอีกหน่อยพวกเราจะเป็นนายจ้างของนายไงล่ะ ว่าไง... รีบตัดสินใจเร็วเข้า"      

เพื่อนคนดังกล่าวได้ยินแล้วยิ่งโกรธแค้น จึงปาลูกเบสบอลใส่กระจกที่อยู่ทางด้านหลังยองโดจนแตกกระจาย ยองโดชอบใจที่เห็นเพื่อนระเบิดอารมณ์ตอบโต้จึงกล่าวว่า "ถึงนายจะจนแต่นายก็มีศักดิ์ศรี...จริงมั๊ย! ดูแลร่างกายตัวเองให้ดีล่ะ สุขภาพต้องมาก่อนเสมอ ฮู้! น่ากลัวจุงเบย ชั้นรีบเผ่นก่อนดีกว่า แล้วเจอกันวันเปิดเรียน... สุขสันต์วันหยุดนะเพื่อน" หลังยองโดเดินออกไปแล้ว เพื่อนสองคนที่เป็นลูกสมุนของเขาช่วยกันก็รุมซ้อมเพื่อนนักเรียนอย่างไม่ปราณี

  
ยองโดแวะร้านมอเตอร์ไซค์เพื่อรับบิ๊กไบค์ที่สั่งผลิตขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อเจ้าของร้านบอกว่าตนเลือกใช้อะไหล่คุณภาพเยี่ยมที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ยองโดก็แสดงความเคี่ยวด้วยการดักคอว่า พูดอย่างนี้หมายความว่าจะอัพราคาเพิ่มล่ะสิ เจ้าของร้านจึงบอกว่าที่ตนเลือกใช้แต่ของดีๆ เป็นเพราะยองโดคือหนึ่งในลูกค้าวีไอพีของตน จากนั้นก็อธิบายว่ามีส่วนไหนที่ถูกปรับแต่งเป็นพิเศษบ้าง ยองโดถามโดยไม่ละสายตาจากรถว่า คิดจะเอาหน้าจากการถลุงเงินตนหรือ (เห็นว่าตนมีเงินเลยจัดเต็ม แล้วยังมีหน้ามาพูดโอ้อวดอีก) เจ้าของร้านจึงรีบแก้ตัวพัลวัน

"ชา อึนซัง" นำไก่ทอดมาส่งที่ร้านมอเตอร์ไซค์ เจ้าของร้านบอกให้ลูกน้องที่อยู่หลังร้านรับของแล้วจ่ายเงินให้อึนซังด้วย แต่ลูกจ้างในร้านมอเตอร์ไซค์กลับถ่วงเวลาและพูดจาแทะโลม อึนซังจึงเร่งให้รีบจ่ายเงินเพราะเธอต้องทำเวลา เมื่อเห็นว่าลูกค้ายังคงอิดออด อึนซังก็กดโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ลูกจ้างคนหนึ่งจึงรีบควักเงินแล้วแย่งโทรศัพท์มาตัดสายทิ้ง พอได้เงินแล้วอึนซังก็วิ่งออกจากร้านทันที  (ยองโดเพิ่งหันมาเห็นอึนซังตอนที่เธอวิ่งออกจากร้านไปแล้ว) 



ระหว่างที่อึนซังกำลังทำงานพาร์ทไทม์ในร้านกาแฟ เธอพบว่าเพื่อนซี้ "ยูน ชานยอง" มานั่งรอแฟนสาว "ลี โบนา" (ทายาท "เมก้า เอ็นเตอร์เทนเมนท์") โดยไม่สั่งอะไรมานั่งทานเป็นเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง อึนซังจึงบ่นเป็นชุดทั้งเรื่องที่เขาไม่ยอมสั่งเครื่องดื่มและเรื่องที่นัดแฟนสาวมาเดทในร้าน อึนซังยังบ่นไม่ทันจบชานยองก็ส่งร่มให้โดยบอกว่าฝนอาจตกในช่วงที่เธอเลิกงาน อึนซังแย้งว่าถ้าเกิดฝนตกเขาจะเอาอะไรมากันฝนให้แฟน ชานยองหยิบเสื้อแจ็กเก็ตมาคลุมหัวให้ดูแบบในซีรีส์เกาหลี แล้วบอกให้อึนซังหาแฟนมาคอยดูแลสักคน อึนซังกล่าวว่าคนอย่างเธอมีเวลาไว้เพื่อหาเงินเท่านั้น ชานยองฟังแล้วได้แต่มองหน้าอึนซังแล้วถอนใจด้วยความสงสาร

ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงสั่งให้ชานยองหันหน้าไปทางอื่น เมื่อเห็นว่าเป็นโบนา ชานยองก็ยิ้มและลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้ โบนารีบแสดงความเป็นเจ้าของด้วยการห้ามไม่ให้อึนซังหว่านเส่นห์ใส่ชานยอง อึนซังจึงถามว่า "เธอคิดว่าชั้นสวยนักรึไง" โบนาแย้งว่า "ชั้นไม่เคยบอกว่าเธอสวยสักหน่อย" อึนซังบอก "ชั้นรู้ แต่ว่าเธอน่ะสวยมาก เพราะฉะนั้น อย่ามาทำให้คนงานยุ่งอย่างชั้นเสียเวลา"  หลังจากนั้น อึนซังก็บอกโบนาว่า ถ้าไม่คิดจะสั่งอะไรมาทานก็เชิญออกจากร้านไป โบนาจึงชวนชานยองไปนั่งร้านอื่นโดยบอกว่า "เธอจะเดินทางวันพรุ่งนี้แล้วนะ ชั้นไม่อยากเสียเวลาไปกับยัยนี่"  

อึนซังได้ยินแล้วหูผึ่ง เธอถามชานยองว่าจะไปไหน แต่โบนาเอามือปิดปากชานยองไว้แล้วบอกว่า "อย่านะ อย่าบอก ห้ามบอก ชั้นรู้ได้คนเดียว ไปกันเถอะ" พูดจบโบนาก็ลากชานยองออกจากร้านไป โบนาบอกชานยองด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่าเธอเกลียดอึนซังมากถึงมากที่สุด อึนซังเป็นแค่ผู้หญิงจนๆ แต่กลับไม่เห็นหัวเธอ ที่สำคัญ อึนซังรู้เรื่องสมัยเด็กๆ ของชานยองทุกอย่างแต่เธอกลับแทบไม่รู้อะไรเลย ชานยองไม่อยากให้โบนาพาลเกลียดอึนซังเพราะหึงหวงตน  จึงยืนยันว่าตนและอึนซังเป็นเพื่อนกันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว  ถึงกระนั้นโบนาก็ยังไม่ไว้ใจ เธอแย้งว่าระหว่างผู้ชายและผู้หญิงไม่ทางเป็นได้แค่เพื่อน



หลังเลิกงาน อึนซังเดินกลับบ้านพลางเล่าเรื่องโบนาให้อึนซอก (พี่สาวที่เป็นสาวเสิร์ฟในอเมริกา)  ฟัง เธอบ่นเป็นชุดทั้งๆ ที่กำลังเข้าสู่ระบบฝากข้อความเสียง (แม้อึนซอกจะไม่ได้รับสาย แต่เสียงของอึนซังก็ดังไปทั่วบ้าน) อึนซังยอมรับว่าเธอเกลียดโบนาที่แต่งตัวไม่ซ้ำกันซักวัน เธอไม่ชอบที่โบนามีคนขับรถคอยเปิดประตูให้ขณะลงมาจากเบาะหลัง และที่เกลียดมากที่สุดก็คือ โบนาจะมีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดชาติ

ถึงแม้อึนซอกจะอยู่บ้านแต่เธอก็ไม่ได้ยินที่อึนซังพูด เพราะในตอนนั้นเธอกำลังทะเลาะกับแฟนหนุ่มชาวอเมริกันอย่างรุนแรง  เธอด่าฝ่ายชายว่าเป็นเศษสวะ ทำให้ถูกตบหน้าและโดนไล่ตะเพิดออกจากบ้าน อึนซอกหันไปฟังเสียงของน้องสาวพลางมองรูปคู่ของเธอกับอึนซังที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ (ข้างๆ โทรศัพท์) อึนซังบ่นพี่สาวว่า "ว่าแต่...พี่เคยเช็คข้อความบ้างมั๊ยเนี่ย ถึงจะยุ่งแค่ไหนพี่ก็น่าจะโทรหาหนูบ้าง ที่โรงเรียนเป็นไงบ้างคะ ถึงยังไงพี่ก็โชคดีนะที่ได้ไปเรียนต่ออเมริกา เอาล่ะ โทรกลับหนูด้วยนะ หนูคิดถึงพี่ค่ะ"  



ทันใดนั้นก็เริ่มมีฝนตกลงมา อึนซังรีบหยิบร่มของชานยองออกมากางแต่ร่มเจ้ากรรมดันกางไม่ออก อึนซังเลยต้องวิ่งไปหลบฝนที่หน้าร้านค้าและพยายามกางร่มอีกครั้งแต่ก็ยังคงกางไม่ออก สายตาเธอบังเอิญเหลือบเห็นตาข่ายดักฝัน* ห้อยอยู่ภายในร้าน เธอจึงหันไปมองด้วยความสนใจและยืนจ้องชนิดตาไม่กระพริบ อยู่ๆ ร่มเจ้ากรรมก็ดันกางออกเองซะงั้น อึนซังจึงยืนกางร่มมองตาข่ายดักฝันด้วยสายตาชื่นชม

* ตาข่ายดักฝัน เป็นเครื่องรางของชนเผ่าอินเดียนแดง มีมาแต่ครั้งโบราณกาลโดยเชื่อว่าจะช่วยกรองความฝัน ให้ฝันดีอยู่กับตัวและฝันร้ายสลายไป มีลักษณะเป็นห่วงวงกลม ข้างในถักทอเป็นตาข่าย  ด้านล่าง ประดับด้วยขนนก ลูกปัด และเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ มักถูกนำมาแขวนเหนือที่นอนเด็ก เพื่อไม่ให้ฝันร้ายและป้องกันพลังอันชั่วร้ายที่มองไม่เห็น


อีกด้านหนึ่งชานยองก็กำลังยืนมองสายฝนอยู่ที่บ้านก่อนเดินไปช่วย "ยูน แจโฮ" หรือ "เลขายูน" ผู้เป็นพ่อทำกับข้าว เลขายูนถามลูกชายว่าทำไมถึงไม่ไปทานข้าวกับโบนา ชานยองบอกว่าตนอยากทานข้าวเย็นกับพ่อ เพราะกลัวพ่อจะเหงาหากทานข้าวคนเดียวในช่วงที่สายฝนโปรยปรายอย่างนี้ เลขายูนถามต่อว่าเขาบอกโบนาเรื่องที่จะไปอเมริกาแล้วหรือยัง ชานยองตอบว่าบอกแล้วและเธอก็ร้องจะตามตนไปให้ได้ เลขายูนถามว่าโบนาอยากไปอยู่กับชานยองที่นั่นหรือ ชานยองถามกลับเล่นๆ "พ่อจะได้ผลตอบแทนบ้างรึเปล่าครับ" เลขายูนตอบขณะทำอาหารมือเป็นระวิง "พ่อว่านั่นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเลย" 

เลขายูนถามลูกว่า บอกอึนซังเรื่องจะไปอเมริกาแล้วหรือยัง ชานยองกล่าวว่าตนยังไม่มีโอกาสบอก เพราะอึนซังงานยุ่งมากและตนก็ไม่กล้าบอกเธอด้วยว่าจะไปเรียนภาษาที่อเมริกาในช่วงปิดเทอม เขาถามพ่อว่า แม่อึนซังเป็นยังไงบ้าง เลขายูนตอบว่า แม่ของอึนซังเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของครอบครัวเอ็มไพร์กรุ๊ป และเป็นผู้กุมชะตากรรมของคุณนายแห่งเอ็มไพร์กรุ๊ปเอาไว้ในมือ


ปรากฏว่า "ปาร์ก ฮีนัม" (แม่ของอึนซัง) มีอาชีพเป็นแม่บ้าน เธอทำงานรับใช้ "ฮัน กีแอ" หรือ "คุณนายฮัน " ภรรยาคนที่ 3 (คนปัจจุบัน) ของคิม นัมยูน (ประธานเอ็มไพร์กรุ๊ปและพ่อของคิมทัน)   ที่เลขายูนบอกว่าฮีนัมเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจหมายความว่า ฮีนัมต้องคอยรองรับอารมณ์ของคุณนายฮันและคนในบ้าน ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้บริหารระดับสูงของเอ็มไพร์กรุ๊ป... เนื่องจากฮีนัมพูดไม่ได้ (เป็นใบ้แต่หูไม่หนวก) เธอจึงต้องสื่อสารกับคุณนายฮันผ่านทางตัวหนังสือ ด้วยเหตุนี้เธอจึงพกสมุดเล่มเล็กๆ ติดตัวไว้ตลอดเวลา

คุณนายฮันพยายามโทรฯ ติดต่อลูกชาย (คิมทัน) แต่ติดต่อไม่ได้ เธอจึงรู้สึกหงุดหงิดและพาลใส่ฮีนัมว่าทำกับข้าวไม่ได้เรื่อง เมื่อแม่บ้านอีกคนเข้ามาบอกว่า 'กรรมการผู้จัดการใหญ่' (คิมวอน) กลับมาแล้ว คุณนายฮันก็สติแตกและรีบดื่มไวน์แดงอึกใหญ่เพื่อทำลายหลักฐาน เธอถึงกับสำลักและบ้วนไวน์คืนใส่แก้ว เมื่อแม่บ้านคนเดิมพูดต่อว่า คิมวอนเดินขึ้นบันไดไปแล้ว หลังต่อว่าแม่บ้านที่หลอกให้ตกใจ คุณนายฮันก็ทำท่าว่าจะยกแก้วไวน์ (ใบเดิม) ขึ้นดื่มต่อ  ฮีนัมรีบแย่งแก้วไวน์มาเททิ้ง   คุณนายฮันเห็นดังนั้นก็ตั้งท่าจะโวยวายแต่ฮีนัมหยิบผ้าเช็ดปากที่วางบนโต๊ะมาซับปากเธอเสียก่อน หลังจากนั้น ฮีนัมก็หยิบแก้วไวน์มาซ่อนไว้ในผ้ากันเปื้อนก่อนที่คิมวอนจะเดินเข้ามาในห้องแบบฉิวเฉียด

คุณนายฮันชวนคิมวอนซึ่งเป็นลูกเลี้ยงทานข้าวแต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย  เขาไม่ได้เข้ามาทักทายหรือทานข้าวร่วมโต๊ะกับเธอ แต่มาสั่งให้แม่บ้านขึ้นไปทำความสะอาดห้องของตนใหม่ หลังคิมวอนออกจากห้องไปแล้ว คุณนายฮันก็ตีหน้าเศร้าแล้วบอกให้ฮีนัมนำไวน์แบบเดิมไปเสิร์ฟที่ห้องของตน ฮีนัมขอให้คุณนายฮันทานข้าวก่อน แต่คุณนายฮันปฏิเสธพลางบอกว่า คนที่กินข้าวลงหลังถูกเหยียดหยามคงมีแต่พวกเมียรอง ส่วนเมียตัวจริงอย่างเธอเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วกินข้าวไม่ลง ฮีนัมจึงเหน็บในใจว่า จะกินข้าวลงหรือไม่ลง คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเมียรอง (ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) ก็ยังเป็นเมียรองวันยังค่ำ 


ฮีนัมเห็นว่าคุณนายฮันแทบไม่แตะต้องอาหาร เธอจึงขนกลับมาให้อึนซังทานที่บ้านเพราะอยากให้ลูกได้ทานอาหารดีๆ แต่อึนซังซึ่งกลับจากทำงานมาเหนื่อยๆ เห็นแม่เอาของเหลือของคนอื่นมาทานเลยพาลกินข้าวไม่ลง เธอจึงตำหนิแม่แล้วเดินหนีเข้าห้องด้วยความคับแค้นใจ อึนซังนั่งมองรูปอึนซอกแล้วต่อว่าพี่ที่หนีไปสบายอยู่คนเดียว ไม่นานแม่ของเธอก็ตามเข้ามา ฮีนัมรับปากลูกว่าต่อไปนี้จะไม่เอาของเหลือกลับบ้านอีก จากนั้นก็ส่งสมุดบัญชีให้อึนซังแล้วฝากโอนเงินทั้งหมด (8.3 ล้านวอน หรือประมาณ 2.6 แสนบาท) ไปให้อึนซอกที่อเมริกาพรุ่งนี้เช้า โดยให้เหตุผลว่าอึนซอกกำลังจะแต่งงาน

"ยู ราเชล" หรือ "ยู ราเอล" (ทายาท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล) แทบไม่เชื่อหูตัวตัวเองเมื่อได้ยิน "ลี เอสเธอร์" ผู้เป็นแม่ บอกว่าจะแต่งงานใหม่ทั้งๆ ที่เพิ่งหย่ากับพ่อได้ไม่นาน แถมเธอยังถูกบังคับให้ไปทานอาหารกลางวันกับว่าที่พ่อเลี้ยงแบบกระทันหันโดยไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจอีกด้วย 


ก่อนไปทำงานอึนซังพยายามถามแม่ว่าอึนซอกจะแต่งงานกับใคร เมื่อไหร่  และจะส่งตั๋วเครื่องบินมาให้หรือเปล่า ฮีนัมจะตอบเป็นภาษามือแต่อึนซังบอกให้พิมพ์ข้อความลงในโทรศัพท์แทน (เวลาอยู่นอกบ้านเธอจะไม่ให้แม่ใช้ภาษามือ) ฮีนัมอ้างว่าที่เธอไม่ไปร่วมงานแต่งงานอึนซอกเป็นเพราะเธอเชื่อว่าอึนซอกซึ่งเรียนอยู่ที่อเมริกาจะต้องได้คนดีมาเป็นคู่ชีวิต หากเธอกับอึนซังไปที่นั่นจะทำให้อึนซอกมีปัญหา (อับอาย) เปล่าๆ อึนซังถามแม่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ทำไมถึงคิดว่าพวกเราเป็นตัวปัญหา เรามันไม่ดีตรงไหน" ฮีนัมบอกอึนซังโดยใช้ภาษามือว่า "อึนซอกบอกแม่ว่าแฟนของเธอเป็นคนดี ขยันทำงาน และเธอก็ไม่อยากเสียเขาไป แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว จะหวังอะไรได้อีก'

อึนซังโวยวายลั่นด้วยความน้อยใจและอัดอั้น "ทำไมจะหวังมากกว่านี้ไม่ได้  ตั้งแต่พี่หนีออกจากบ้าน หนูก็...." เธอมองหน้าแม่แล้วพูดไม่ออก จากนั้นก็บอกแม่ว่าเธอจะไปงานแต่งงานอึนซอกและจะนำเงินไปมอบให้พี่สาวด้วยตัวเอง


ในที่สุด ราเชลก็ถูกลากไปร่วมทานอาหารกลางวันและทำความรู้จักกับว่าที่พ่อเลี้ยง ปรากฏว่าคนที่แม่เธอจะแต่งงานด้วยก็คือ "ชเว ดองวุค" พ่อของยองโด ระหว่างทานอาหารกลางวัน (ที่โรงแรมของพ่อยองโด) ทั้งราเชลและยองโดต่างพากันนั่งเซ็งและไม่พูดไม่จา คงมีเพียงแม่ของราเชลที่กล่าวชมอาหารไม่หยุดปาก พ่อยองโดเองก็มีสีหน้าเรียบเฉยและพูดจาแบบไร้อารมณ์ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจ  เมื่อผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายต่างบอกให้ราเชลและยองโดทักทายกันในฐานะพี่น้อง ยองโดก็ทักอย่างเสียไม่ได้ว่า "หวัดดีน้องสาว" แม่ราเชลฝากยองโดให้ช่วยดูแลลูกสาวในฐานะที่เขาเป็นพี่ชาย ยองโดจึงกล่าวพลางจ้องหน้าราเชลว่า "ได้สิครับ น้องสาวคนนี้สเปคผมเลย" 


ยองโดลุกขึ้นแล้วขอตัวทำให้โดนพ่อตบหน้าคว่ำ พ่อของเขาสั่งให่นั่งลงแต่ยองโดปฏิเสธและเดินออกจากห้องไป พ่อยองโดกล่าวขอโทษราเชลกับแม่ แต่ราเชลบอกว่าเธออยากได้ยินคำขอโทษจากปากของยองโดและเดินออกจากห้องไปอีกคน 


ราเชลตามยองโดออกมาที่หน้าโรงแรม ยองโดคิดว่าราเชลเดินมาตาม แต่ราเชลบอกเชิ่ดๆ ว่าเธอก็แค่เอาเขามาเป็นข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องทานอาหารร่วมโต๊ะกับแม่และพ่อเลี้ยงอีก เธอยังชี้ด้วยว่าหากเธอกับยองโดได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกัน คิมทันซึ่งเป็นคู่หมั้นของเธอก็จะกลายเป็นน้องเขยของยองโดด้วย ยองโดถามอย่างไม่แยแสว่า "แล้วไง?" ราเชลอธิบาย "ชั้นกำลังบอกนายว่า นายไม่ได้เป็นคนเดียวที่เกลียดการแต่งงานบ้าๆ นี่สักหน่อย แต่ดูเหมือนว่านายจะเดือดร้อนมากกว่าชั้นซะอีกนะ" 

ยองโดตอกกลับราเชลด้วยการกล่าวว่า ตนไม่ได้เกลียดหรือรู้สึกอะไรกับการที่พ่อแต่งงานใหม่เลยซักนิด สำหรับพวกตนแล้วการแต่งงานก็เหมือนกับการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ แม่ของราเชลถือหุ้นเอ็มไพร์กรุ๊ปเป็นจำนวนไม่น้อย ลองคิดดูว่าสุดท้ายแล้วหุ้นจำนวนนี้จะตกอยู่ในมือของใคร (หลังแม่ของเธอเข้ามาเป็นคนของครอบครัวตน) เขาท้าให้เธอคัดค้านการแต่งงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่ และถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของตน (ราเชลใช้นามสกุล "ยู" ของพ่อ) 



หลังล้างจานที่ร้านอาหารจนเหนื่อยล้ามาทั้งวัน อึนซังก็ไปรับเงินค่าจ้างจากเจ้าของร้าน เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมเจ้าของร้านจึงถามอึนซังว่า เธอมีแผนจะไปเที่ยวที่ไหนบ้างหรือเปล่า อึนซังตอบว่าตนกำลังจะไปงานแต่งงานพี่สาวที่อเมริกา เจ้าของร้านถามต่อว่าเธอจะไปกี่วัน (จะได้หาคนมาแทนตอนที่เธอไม่อยู่) อึนซังตอบว่าเธอจะไม่กลับมาที่เกาหลีอีกแล้ว เพราะการที่พี่สาวแต่งงานที่นั่นก็แสดงว่าพี่ของเธอไม่คิดที่จะกลับมา และถ้าพี่สาวเธอไม่กลับมาก็หมายความว่า เธอจะต้องล้างจานไปตลอดชีวิตและต้องจมปลัก (ทำงานหนักแต่ไม่อาจลืมตาอ้าปาก) อยู่กับแม่สองคน เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกพี่สาวทำลายอนาคตและนั่นก็ไม่แฟร์สำหรับเธอ เพราะอย่างนี้เธอถึงอยากไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่อเมริกาบ้าง และเธอก็คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ 8 ขวบแล้ว (ตอนนี้อึนซังอายุ 18 ปี)

อึนซังเริ่มเก็บของและนำสมุดโน้ตของเธอมาเก็บไว้ให้แม่ใช้ เมื่อเห็นสมุดโน้ตของแม่วางอยู่ในตู้อึนซังก็เปิดดูข้อความด้านใน (เป็นข้อความที่แม่เธอใช้สื่อสารกับคุณนายฮัน เช่น ขอโทษค่ะ คุณนาย, อย่าโกรธเลยค่ะ คุณนาย, คุณนายจะรับอะไรคะ ฯลฯ ตลอดจนภาษาอังกฤษบางคำที่จำเป็นต้องใช้) อึนซังเห็นแล้วกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เพราะรู้สึกสงสารแม่ เธอจึงแอบเขียนข้อความ 'ขอโทษค่ะแม่ หนูจะต้องประสบความสำเร็จแน่ๆ และจะส่งเงินมาให้แม่ใช้ รอหน่อยนะคะ' ลงบนสมุด

เอสเธอร์เห็นราเชลกำลังจัดสัมภาระและเสื้อผ้ามากมายลงกระเป๋าจึงเหน็บลูกสาวว่าจะย้ายบ้านหรือ เธอไม่ค่อยพอใจนักที่ลูกสาวเป็นฝ่ายเดินทางไปหาคู่หมั้นที่อเมริกา และเธอก็รู้ว่าราเชลกำลังต่อต้านการแต่งงานใหม่ของเธอ ถึงกระนั้นเธอก็ไม่คิดที่จะหว่านล้อมหรือทำให้ราเชลเปลี่ยนใจ เนื่องจากราเชลไม่มีเหตุผลที่ดีพอในการคัดค้านและเธอก็มีไม้ตายที่จะจัดการกับราเชล ซึ่งก็คือการขู่ว่าหากราเชลยังคงดื้อด้านคัดค้านต่อไป เธอจะตัดราเชลออกจากกองมรดก

ตัดกลับไปที่แคลิฟอร์เนีย


คิมทันเล่าให้คนดูฟังว่า ตอนที่ถูกไล่ให้มาอยู่แคลิฟอร์เนียใหม่ๆ เขาคิดแค่ว่าจะกินอัลมอนด์ให้สะใจ หลังจากนั้นก็เริ่มคิดว่าจะแผลงฤทธิ์เพื่อเป็นการประท้วงที่ถูกขับออกจากบ้านอย่างไรดี สุดท้ายเขาก็ทำตามที่พี่ชายบอกคือ กิน ดื่ม และเที่ยวเตร่ไปวันๆ ผลที่ตามมาก็คือ ตำรวจที่นี่รู้จักเขาหมด ซ้ำยังถูกหมายหัวจากทางโรงเรียน แถมแม่ที่อยู่กรุงโซลก็ร้องไห้เสียใจไม่เว้นแต่ละวัน  

เจย์นำโทรศัพท์มือถือมาให้คิมทันที่ห้องแล้วบอกว่ามีคนโทรฯ เข้ามาหลายครั้งแล้ว พอเห็นว่าเป็นเบอร์ราเชลเขาก็ไม่ยอมรับสาย คิมทันบอกเจย์ว่าคนที่โทรฯ มาเป็นคู่หมั้นของตน และตอนนี้เธอก็น่าจะกำลังเดินทางมาหาเขาที่อเมริกาเพราะใกล้ถึงวันครบรอบการหมั้นแล้ว 


ในที่สุด อึนซังก็เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส  (LAX) แม้จะรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ เพราะเป็นการมาเยือนต่างถิ่นต่างแดนตามลำพัง แต่เธอก็พยายามบอกตัวเองให้สู้ๆ จากนั้นก็ดูโพยแล้วเดินท่องประโยคภาษาอังกฤษที่จำเป็นต้องใช้  ระหว่างเดินออกมารอรถทางด้านนอก อึนซังได้ยินราเชลคุยโทรศัพท์เป็นภาษาเกาหลีจึงหันไปมองตั้งแต่หัวจรดเท้า (ราเชลแต่งตัวดีและใช้ของแบรนด์เนม)   ราเชลโกหกปลายสายว่าคิมทันมารับเธอที่สนามบิน เขาดูหล่อขึ้น สูงขึ้น และผิวกลายเป็นสีแทน ตอนนี้เขากำลังขนกระเป๋าขึ้นรถให้เธอ อึนซังได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าราเชลโกหกเพราะคนที่มารับเธอเป็นฝรั่งสูงวัยผมขาว เมื่อราเชลหันมามอง อึนซังก็เบือนหน้าหนีและแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  แต่ราเชลยังคงยืนจ้องหน้าอึนซังพลางคุยโทรศัพท์ว่า "แน่นอนอยู่แล้ว เค้าชมชั้นว่าสวยขึ้นด้วย" อึนซังได้ยินดังนั้นเลยอดขำไม่ได้ 

ราเชลวางสายแล้วเดินไปหาอึนซังด้วยท่าทางเอาเรื่องแล้วพูดว่า "นี่เธอ! เมื่อกี๊เธอหัวเราะเยาะชั้นใช่มั๊ย หัวเราะทำไมมิทราบ" อึนซังแกล้งตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า เธอไม่เข้าใจที่ราเชลพูดเพราะเธอเป็นคนญี่ปุ่น ราเชลจึงตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า หากจะแกล้งเป็นคนญี่ปุ่น ก็ไม่ควรหันกลับมาตอนที่เธอพูดว่า 'นี่เธอ!'... อึนซังตัดบทด้วยการกล่าวขอโทษเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วเดินหนี  แต่ราเชลไม่ยอมเลิกราและถามเป็นภาษาเกาหลีว่า ทำไมต้องหัวเราะเยาะเธอด้วย  อึนซังตอบกลับเป็นภาษาเกาหลีว่า เธอไม่ได้เยาะเย้ย เพียงแต่สิ่งที่เธอได้ยินกับภาพที่อยู่ตรงหน้ามันแตกต่างกัน  เธอย้ำว่าตนเองไม่ได้หัวเราะเยาะราเชล เธอเข้าใจดีว่าราเชลรู้สึกยังไง และเดาว่าเธอคงไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกเหมือนเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา (ไม่มีใครต้อนรับ) หลังพูดแทงใจดำแล้ว อึนซังก็ขอโทษราเชลที่แกล้งหลอกว่าเป็นคนญี่ปุ่นและเดินจากไป


อึนซังแวะดูผู้คนที่บริเวณชายหาด เมื่อเห็นสาวๆ ในชุดบิกินี่กำลังเต้นรำอย่างมีความสุข เธอก็รำพึงรำพันกับตัวเองว่า "ชั้นอยู่ต่างประเทศจริงๆ ด้วยแฮะ" เธอยกคอเสื้อยืดขึ้นแล้วก้มมองหน้าอกตัวเอง ก่อนทำหน้าเบ้แล้วพูดว่า "เป็นเพราะเรากินอาหารไม่เหมือนกันรึเปล่านะ" (ของเธอถึงสู้สาวๆ ที่นี่ไม่ได้) เธอยืนดูคิมทันแบกเซิร์ฟบอร์ดเดินมาที่ชายหาด โดยมีฝรั่งสาวในชุดบิกินี่วิ่งเข้าไปหาและกล่าวชมแบบปลื้มสุดๆ ว่าเขาโต้คลื่นได้สุดยอดมาก อึนซังเห็นแล้วก็ได้แต่แอบอิจฉาคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดมาลำบากเหมือนเธอ


อึนซังเดินตามหาที่อยู่ของพี่สาวและมาหยุดอยู่หน้าบ้านโทรมๆ หลังหนึ่ง เมื่อกดกริ่งเรียกก็มีผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่งมาเปิดประตูพลางรูดซิปกระโปรง (ที่สวมแบบลวกๆ) อึนซังตกใจมากจึงถามหาพี่สาวเป็นภาษาเกาหลี เมื่อเห็นว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ผู้หญิงฝรั่งคนดังกล่าวก็ร้องเรียกคนในบ้าน "คริส!" ชายหนุ่ม (ฝรั่ง) คนหนึ่งเดินมาที่ประตูในสภาพท่อนบนเปลือยเปล่า เขายืนมองหน้าอึนซังสักครู่แล้วถามว่า "อึนซัง ใช่มั๊ย?"

อึนซังแทบช็อคเมื่อเห็นว่าสภาพภายในบ้านทั้งสกปรกและรกรุงรังสุดๆ ระหว่างนั้นคริสและผู้หญิงฝรั่งเริ่มมีปากเสียงกัน ฝ่ายหญิงเข้าใจผิดคิดว่าคริสกินเด็ก คริสพยายามอธิบายว่าอึนซังไม่ใช่กิ๊กแต่เป็นน้องสาวของสเตลล่า (อึนซอก) ฝ่ายหญิงโกรธมากและเดินออกจากบ้านไป อึนซังถามคริสเป็นภาษาอังกฤษว่า เขาเป็นสามีของสเตลล่าใช่ไหม คริสปฏิเสธและบอกว่าเขากับพี่สาวเธอก็แค่อยู่ด้วยกัน อึนซังถามต่อว่า จะแต่งงานกันเมื่อไหร่ คริสขำกลิ้งและถามกลับว่าทำไมเขาต้องแต่งงานกับสเตลล่าด้วย อึนซังถามอีกว่ามหาวิทยาลัยของสเตลล่าอยู่ที่ไหน พอรู้ว่าพี่สาวไม่ได้เรียนหนังสืออึนซังก็รู้สึกโกรธแค้นที่เธอกับแม่โดนพี่สาวหลอกมาโดยตลอด เธอร้องไห้และตะโกนถามคริสเป็นภาษาเกาหลีว่า "บอกมานะว่ายัยตัวแสบนั่นอยู่ที่ไหน!"



คิมทันหนีงานปาร์ตี้มานั่งเขียนหนังสือที่ร้านกาแฟเจ้าประจำริมชายหาด อึนซอกเห็นเขาง่วนอยู่กับการเขียนหนังสือทั้งวันจึงถามว่าเขาเขียนอะไร  คิมทันตอบโดยไม่ละสายตาจากสมุดว่า "ทำการบ้าน... เขียนเรียงความน่ะ" อึนซอกเติมกาแฟให้คิมทันพลางกล่าวว่าเขาไม่เหมือนเด็กเรียนเลยสักนิด คิมทันตอบว่า เพราะอย่างนั้นตนถึงต้องทำการบ้านเพื่อเป็นการแข็งข้อ อึนซอกถามต่อว่าแข็งข้อกับใคร คิมทันไม่ตอบ เขาหันมามองหน้าอึนซอกแล้วกล่าวขอบคุณที่ช่วยเติมกาแฟให้

คิมทันเล่าให้คนดูฟังว่า ขณะเขียนเรียงความเขานึกถึงหลายๆ เรื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่พี่ชายบอกว่าไม่ต้องคิด


ที่กรุงโซล... คิมวอนเป็นประธานในการประชุมผู้บริหารและได้รับรายงานว่ายอดขายของห้างหรูต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ คิมวอนซึ่งมีสีหน้าบอกบุญไม่รับตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศมาคุมากขึ้นด้วยการแย้งทุกความเห็นอย่างไม่ไว้หน้า  พอรู้ว่าผู้บริหารคนหนึ่งได้รับรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน แต่เขากลับยังไม่ได้รับรายงาน คิมวอนก็รู้สึกโกรธและถามว่ามีใครบ้างที่ได้รับรายงานดังกล่าวแล้ว เลขายูน ตอบว่า "มีแต่ท่านประธานคนเดียวครับ" 

ทุกคนในห้องต่างพากันหูผึ่ง คิมวอนไม่พอใจที่ตนซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงและเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน รู้ผลการดำเนินการช้ากว่าพ่อซึ่งอยู่ที่บ้านหนึ่งอาทิตย์  เขาถามเลขายูนด้วยน้ำเสียงเอาเรื่องว่า ทำไมต้องนำเรื่องที่ตนทำงานพลาดเป้าไปรายงานพ่อของตนด้วย เลขายูนตอบว่า หากตนเป็นคนนำรายงานนั่นไปมอบให้ท่านประธาน ป่านนี้ท่านประธานคงนั่งอยู่ในห้องนี้แล้ว คิมวอนกวาดตามองไปรอบๆ ห้องอย่างจับผิด และบอกว่าพ่อของตนไม่อยู่ก็เหมือนอยู่ เพราะมีคนคอยเป็นหูเป็นตาให้เต็มไปหมด เลขายูนกล่าวต่อว่า "ถ้าคิดจะเพาะปลูกต่อไป ก็ควรใส่ใจผู้ลงมือหว่านไถ ให้มากกว่าเจ้าของที่ดิน... นั่นคือสิ่งที่ท่านประธานฝากให้ผมมาบอกครับ"  (คำเปรียบเทียบในที่นี้หมายถึง การว่าจ้างเกษตรกรซึ่งเช่าที่ดินทำการเกษตร ให้ปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งให้) คิมวอนถามเลขายูนว่าผู้บริหารระดับใดกันแน่ที่เปรียบเหมือนผู้ลงมือหว่านไถ  เลขายูนถามกลับกึ่งเตือนสติว่า "แล้วเจ้าของที่ดินล่ะ คุณคิดว่าเป็นใครกันครับ" 


คิมทันเห็นอึนซังลากกระเป๋ามาหยุดยืนที่หน้าร้านพลางจ้องมองใครบางคนด้วยใบหน้าเศร้าหมองตลอดเวลา จึงหันไปดูว่าเธอกำลังมองใคร ในตอนนั้น อึนซังยืนมองพี่สาวปล่อยให้ลูกค้าแทะโลมเพื่อแลกกับเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ด้วยน้ำตาคลอเบ้า อึนซังถึงกับร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นลูกค้าฝรั่งคนหนึ่งขอให้อึนซอกไป 'ทำงาน' กับเขาคืนนี้ โดยกล่าวชมว่าเธอสุดยอดมากเวลา 'ทำงาน' แม้อึนซอกจะไม่ตอบรับและเดินหนี แต่เธอก็ไม่ได้แสดงทีท่ารังเกียจหรือไม่พอใจแต่อย่างใด

คิมทันนั่งจ้องอึนซังซึ่งกำลังยืนร้องไห้แบบไม่วางตา อึนซอกนำกาแฟมาเติมให้คิมทันอีกรอบ เมื่อเห็นว่าคิมทันจ้องมองอะไรบางด้วยความสนใจ เธอจึงมองตามและถึงกับตกใจเมื่อพบว่าน้องสาวมายืนปรากฏกายที่หน้าร้านแบบตัวเป็นๆ คิมทันนั่งมองอึนซังระเบิดอารมณ์ใส่พี่สาวที่โกหกแม่และเธอว่ากำลังเรียนมหาวิทยาลัย ซ้ำร้ายยังหลอกเอาเงินแม่โดยอ้างว่ากำลังจะแต่งงานกับผู้ชายดีๆ  ทั้งๆ ที่ทำงานหาเลี้ยงผู้ชายขี้เหล้า



อึนซอกไม่ไถ่ถามทุกข๋สุขน้องสาวสักคำ สิ่งเดียวที่เธอถามถึงก็คือ 'เงิน' อึนซอกรื้อกระเป๋าเดินทางของอึนซังกลางถนนพลางถามว่าเงินอยู่ที่ไหน อึนซังเห็นพฤติกรรมพี่สาวแล้วได้แต่อึ้งพูดไม่ออก เธอคิดว่าตนเองคงถูกฟ้าดินลงโทษที่ทิ้งแม่เพื่อมาอยู่กับอึนซอก และบอกว่าอึนซอกเคยเป็นความหวังสุดท้ายของเธอบนโลกห่วยๆ ใบนี้ ที่ผ่านมาเธอกับแม่ต่างกัดฟันทนและยอมเผชิญหน้ากับความยากลำบากเพื่อรอการกลับมาของอึนซอก อึนซอกกล่าวขอโทษและบอกว่าขออีกแค่ครั้งเดียว เธอขอร้องให้อึนซังช่วยเธอ (ปิดบังแม่) แค่ครั้งนี้  หลังเจอเงินแล้วอึนซอกก็บอกให้อึนซังรีบกลับเกาหลี โดยบอกว่าเธอจะโทรฯ หาแม่เอง อึนซังพยายามแย่งเงินคืนโดยบอกว่าแม่ต้องทำงานหนักจนสายตัวแทบขาดกว่าจะเก็บเงินได้เท่านี้ แต่อึนซอกไม่ยอมคืนให้และรีบวิ่งหนีไป

อึนซังวิ่งตามไปได้ไม่ไกลเพราะเป็นห่วงกระเป๋า เธอวื่งกลับมาเก็บข้าวของที่ถูกรื้อเกลื่อนถนน พลางร้องไห้คร่ำครวญว่า "พี่คะ อย่าทิ้งหนู!" คิมทันเห็นแล้วรู้สึกสงสาร เพราะเขาเองก็ถูกพี่ชายและครอบครัวทอดทิ้งเช่นกัน อยู่ๆ เจย์ก็โผล่มาชวนคิมทันไปงานปาร์ตี้ของเพื่อนสาวโดยบอกว่าเขาไปมาแล้วสนุกมาก เมื่อเห็นว่าคิมทันเอาแต่จ้องมองอะไรบางอย่าง เจย์ก็มองตามและรีบวิ่งออกไปหาอึนซัง ทันที (เจย์เรียกเธอว่านางฟ้าตกสวรรค์)  กว่าคิมทันจะตื่นจากภวังค์เจย์ก็ถึงตัวอึนซังแล้ว  เขาจึงรีบจ่ายเงินค่ากาแฟและเก็บของ


เจย์ช่วยอึนซังเก็บของและจ้อไม่หยุด แต่อึนซังฟังไม่รู้เรื่อง พอเห็นอึนซังถือห่อแป้งสีขาว เจย์ก็กล่าวขอบคุณแล้วแย่งห่อแป้งหนีไปที่ชายหาดหน้าตาเฉย อึนซังบ่นว่าตัวเองซวยซับซวยซ้อน (เพิ่งผ่านเรื่องแย่ๆ น้ำตายังไม่ทันแห้งก็มาโดนวิ่งราวทรัพย์ซ้ำอีก) แต่คราวนี้เธอสู้ตายและวิ่งตามเจย์ไปติดๆ คิมทันรีบตะโกนห้ามเพื่อนและร้องบอกว่านั่นไม่ใช่ 'ยา' แต่ก็ไม่เป็นผล อึนซังวิ่งตามไปจนทันทำให้เกิดการยื้อยุด อึนซังพยายามขอคืนโดยบอกเป็นภาษาเกาหลีว่า แม่เธอตั้งใจทำมาฝากพี่สาว หลังแย่งกันไปมาถุงก็ขาดทำให้แป้งแตกกระจาย เจย์รีบสูดแป้งเข้าจมูกแต่ไม่นานเขาก็มีอาการหายใจติดขัด

คิมทันรีบวิ่งมาดูเพื่อนและพยายามปลุกให้ฟื้นคืนสติ เขาบอกอึนซังเป็นภาษาเกาหลีว่า "คุณมีมือถือใช่มั๊ย  รีบโทรแจ้ง 911 เร็ว" อึนซังบอกว่าตนไม่มีมือถือ พอนึกขึ้นได้ว่าชายหนุ่มพูดภาษาเกาหลีกับเธออึนซังก็ถามอย่างตื่นเต้นว่า "นี่นายเป็นคนเกาหลีเหรอ" คิมทันโวยลั่นว่า   "แล้วมันใช่เรื่องที่ควรห่วงตอนนี้มั๊ยเนี่ย"



หมอบอกคิมทันว่า เจย์เกิดอาการช็อคเพราะแพ้แป้งถั่วอย่างรุนแรงแต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว คิมทันถามอึนซังด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า ทำไมเธอถึงพกแป้งถั่วติดตัวมาด้วย อึนซังถามกลับว่า "นี่นายโกรธชั้นเหรอ เพื่อนนายนั่นแหล่าที่ขโมยมันไป นายก็รู้ดีนี่ แล้วเขาก็เสพยาด้วย" คิมทันแก้ตัวแทนเพื่อนว่า เจย์ก็แค่เมาเหล้า  หากเขาเสพยาจริง ทำไมจะแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นแป้งอันไหนเป็นยา อึนซังโวย "สรุปแล้วชั้นเป็นคนผิดงั้นเหรอ ชั้นมั่นใจนะว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย" คิมทันสวนกลับ "แต่คนที่เดือดร้อนก็คือผม" 

หลังคิมทันเดินไปกรอกเอกสารให้กับทางโรงพยาบาล ก็มีตำรวจนายหนึ่งเดินถือหลักฐานในที่เกิดเหตุ (ชิ้นส่วนถุงแป้ง) มาหาอึนซังแล้วถามด้วยท่าทีขึงขังว่าเธอเป็นเจ้าของถุงแป้งใช่ไหม อึนซังอธิบายเป็นภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ว่าแป้งนั่นคือ 'มีซุทการู' หรือแป้งถั่ว (ใช้ทำเครื่องดื่ม) มันคืออาหารไม่ใช่ยาเสพติด แต่ตำรวจบอกว่าต้องนำหลักฐานไปพิสูจน์ก่อน เพราะปกติแล้วไม่มีใครทานอาหารทางจมูก (เหมือนอย่างเจย์) ตำรวจถามต่อว่าบ้านเธออยู่ที่ไหน  พอรู้ว่าเธอมาจากเกาหลี ตำรวจเลยขอดูพาสปอร์ตและถามว่าเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะใช่ไหม  หลังดูพาสปอร์ตแล้วตำรวจก็ถามอึนซังว่าเธอพักที่ไหนในอเมริกา และไม่ได้ลักลอบเข้าเมืองมาใช่ไหม อันซังฟังไม่รู้เรื่องสักอย่างจึงขอให้ตำรวจพูดใหม่ช้าๆ

คิมทันต้องการช่วยอึนซังจึงเดินเข้ามากอดคอเธอแล้วโกหกว่าอึนซังเป็นแฟนของตน แต่เหตุการณ์กลับยุ่งยากมากขึ้น เมื่อตำรวจจำคิมทันได้ "เฮ้! คิมทัน ไม่ได้เจอกันนานนะ สรุปว่านายมีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้" คิมทันทำหน้าเซ็งที่ตำรวจจำตนได้ เขาอธิบายว่าแป้งนั่นไม่ใช่ยาเสพติด ตำรวจกล่าวว่า ตอนแรกตนก็แอบคิดว่าแป้งที่ว่าไม่ใช่ยาเสพติดเหมือนกัน แต่พอรู้ว่าคิมทันมีส่วนเกี่ยวข้องเลยชักค่อยไม่มั่นใจ อึนซังเห็นคิมทันทำหน้าหนักใจเลยถามว่ามีปัญหาอะไรเหรอ ตำรวจตัดบทโดยบอกคิมทันว่า "ระหว่างที่ยังไม่รู้ผล ชั้นจะยึดพาสปอร์ตของแฟนนายเอาไว้ก่อน" จากนั้นก็ยื่นนามบัตรให้คิมทันแล้วเตือนว่าห้ามหนีไปไหน


เมื่อเห็นตำรวจเดินจากไปพร้อมพาสปอร์ตของตน อึนซังก็ถามคิมทันเป็นชุดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงโดนยึดพาสปอร์ต แล้วเมื่อไหร่จึงจะได้คืน คิมทันตอบว่าจนกว่าผลการตรวจสอบจะออกมา อึนซังถามด้วยความร้อนใจว่าเมื่อไหร่ คิมทันตอบหน้าตาเฉยว่า "เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น" แต่อึนซองยังคงคาดคั้นที่จะเอาคำตอบให้ได้ คิมทันถามอึนซองเชิงตำหนิว่าทำไมถึงใช้คำพูดแบบเป็นกันเองกับตน อึนซังแย้งเสียงอ่อยว่าใครๆ เขาก็พูดแบบนี้ที่อเมริกา คิมทันแย้งกลับว่านั่นมันภาษาอังกฤษ อึนซังบอกให้คิมทันคิดเสียว่าเธอกำลังพูดภาษาอังกฤษกับเขา อีกอย่างเจย์กับเธอก็อายุเท่ากัน (เธอเห็นอายุเจย์ในเอกสาร) ในเมื่อเจย์กับเขาเป็นเพื่อนกัน เขาก็น่าจะอายุเท่าเจย์ด้วย

คิมทันอึ้งพูดไม่ออก เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการถามว่า "คุณพักอยู่ที่ไหน ผมจำเป็นต้องรู้จะได้บอกตำรวจถูกว่าพวกเขาสามารถติดต่อคุณได้ที่ไหน คุณบอกว่าไม่มีมือถือไม่ใช่เหรอ" อึนซังขอยืมมือถือคิมทันโทรฯ หาพี่สาว (ซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนี้) โดยบอกว่าจะจ่ายค่าโทรฯ ให้ คิมทันถามกลับ "คิดว่าพี่คุณจะรับสายเหรอ หลังเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้เนี่ยนะ" อึนซังตกใจที่คิมทันรู้เรื่องระหว่างเธอกับพี่สาว คิมทันถามต่อว่า "คุณคงไม่ได้คิดที่จะโทรฯ หาพี่สาว เพื่อขอพักกับเธอใช่ไหม" อึนซังทำหน้าจ๋อยแล้วบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องของเธอหรอก เธอย้ำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจย์ไม่ใช่ความผิดของตน และขอร้องให้คิมทันพาเธอไปส่งบ้านโดยบอกว่าจะจ่ายค่ารถให้ คิมทันเหน็บอึนซังที่คิดใช้เงินแก้ปัญหาไปเสียทุกเรื่อง  และถามว่า "คุณมีเงินมากนักหรือไง" อึนซังสารภาพ "ชั้นก็แค่กลัวว่านายจะทิ้งชั้น ขอร้องล่ะนะ" 




คิมทันขับรถสปอร์ตสุดหรูมาส่งอึนซังที่บ้านโทรมสุดๆ ของอึนซอก ระหว่างขนกระเป๋าลงจากรถอึนซังบอกคิมทันว่าเธอจะโทรฯ หาเขาวันละ 3 เวลาเพื่อสอบถามเรื่องพาสปอร์ต ถ้าได้พาสปอร์ตของเธอคืนแล้วค่อยรับสาย  หากยังไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ หลังอึนซังลงจากรถไปแล้ว คิมทันยังคงจอดรอเพื่อดูสถานการณ์ ปรากฏว่าที่บ้านหลังดังกล่าวไม่มีคนอยู่ คิมทันลงจากรถแล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า ไม่คนอยู่หรือ อึนซังตอบว่า เดี๋ยวพี่สาวตนก็คงมา คิมทันถามว่าจะรออยู่หน้าบ้านอย่างนี้จนกว่าพี่จะมาหรือ อึนซังตอบแบบปลอบใจตัวเองว่า พี่สาวตนคงไปธุระแถวนี้ คิมทันถามกึ่งเตือนสติอึนซังว่า เธอไม่รู้หรือว่าท้องถนนยามค่ำคืนในอเมริกาน่ากลัวแค่ไหน และคิดหรือว่าพี่สาวที่หนีไปพร้อมกับเงินจะกลับมาบ้าน อึนซังตอบเสียงอ่อยว่าพี่สาวเธอจะต้องกลับมา คิมทันยอมแพ้ในความดื้อรั้นของอึนซังจึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ" แล้วขับรถออกไป



ระหว่างนั่งรอพี่สาวอยู่ที่หน้าบ้าน มีขาโจ๋กลุ่มหนึ่งเดินผ่านมาและหยุดแซวอึนซัง โชคดีที่พวกเขาแค่มาแซวเล่นแล้วเดินจากไป แต่นั่นก็ทำให้อึนซังรู้สึกหวาดกลัว เธอจึงเดินลากกระเป๋าออกจากบ้านเพราะกลัวว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะย้อนกลับมา ขณะเดินไปตามถนนอึนซังรู้สึกได้ว่ามีคนขับรถตามมา เธอจึงหยุดเดินแล้วหันไปมองแบบกล้าๆ กลัวๆ อึนซังแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อพบว่าคิมทันขับรถกลับมาหาเธอ หลังจ้องหน้าหยั่งเชิงกันได้สักพัก คิมทันก็ถามอึนซังว่า “ไปพักบ้านผมมั๊ย” 


เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามชมได้ใน "หยุดหัวใจนายไฮโซ  (The Heirs)"

* เนื้อหาโดย luvasianseries


นักแสดงนำ


ลี มินโฮ
รับบท คิมทัน



ปาร์ก ชินเฮ
รับบท ชา อึนซัง



คิม อูบิน
รับบท ชเว ยองโด



คริสตัล  (วง f(x) )
รับบท ลี โบนา



คิม จีวอน
รับบท ยู ราเชล



คัง มินฮยอก (วง CNBLUE)
รับบท ยูน ชานยอง






*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิภาพ / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ1 พฤศจิกายน 2557 13:18

    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ตอบลบ

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา