วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เรื่องย่อ จอมนางบัลลังก์ฮั่น (The Virtuous Queen of Han)




กำกับ: หลิวเจียหาว (ชาวฮ่องกง)
เขียนบท: เหมยเสี่ยวชิง
แนวละคร: ย้อนยุค, อิงประวัติศาสตร์, โรแมนติก, ดราม่า  
จำนวนตอน: 38 / 47 (ออริจินอล)
ออกอากาศ: จีน - ครั้งแรก 20 สิงหาคม 2557 ทางเจ้อเจียงทีวี, ดราก้อน ทีวี, อันฮุยทีวี
                     ไทย - ทุกวันจันทร์-พุธ เวลา 19.15-20.15 ทางพีพีทีวี ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 - 4 พฤศจิกายน 2558

เรื่องย่อ




"จอมนางบัลลังก์ฮั่น (The Virtuous Queen of Han)" นำเสนอตำนานความรักอันลือลั่นระหว่าง "ฮั่นอู่ตี้" จักรพรรดิองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และ "เว่ยจื่อฟู่" หญิงสาวที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยแต่เรียบร้อยและเฉลียวฉลาด ถึงแม้เธอจะได้ใจของฮ่องเต้มาครองและได้กลายมาเป็นเพื่อนคู่คิด แต่การเข้ามาอยู่ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยอันตรายและมีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสาวใสซื่ออย่างเธอ ถึงกระนั้นเธอก็ใช้ความดีงามเอาชนะใจคน และได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาในที่สุด  

เกร็ดความรู้

* ฮั่นอู่ตี้ ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุ 16 พรรษา และทรงครองราชย์นานถึง 54 ปี (ปีที่ 140-87 ก่อนคริสตกาล) นับเป็นฮ่องเต้ชาวฮั่นที่ครองบัลลังก์ยาวนานที่สุด  (เป็นยุคทองของราชวงศ์ฮั่น) ทั้งยังเป็นหนึ่งในฮ่องเต้ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากที่สุด และมีผลงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน    อาทิ กำหนดเหรียญกษาปณ์ขึ้นใช้ภายในประเทศ บุกเบิกพื้นที่ไร่นาในดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซ่อมแซมกำแพงเมืองจีน จัดตั้งระบบไฟสัญญาณแจ้งเหตุตามชายแดน และเปิดเส้นทางการค้าออกไปยังดินแดนเอเชียกลางหรือที่รู้จักกันในนาม ‘เส้นทางสายไหม’ เป็นต้น

** เว่ยจื่อฟู่ เป็นฮองเฮาองค์ที่ 2 ของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ทรงอยู่ในตำแหน่งนานถึง 38 ปี (นานสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์จีน) และเป็นจักรพรรดินีองค์แรกที่ปลิดชีพตนเอง



 

ละครเปิดฉากสุดอลังการด้วยพระราชพิธีสถาปนาแต่งตั้งฮองเฮาโดยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ระหว่างนั่งเกี้ยว (จากพระตำหนัก) มาเข้าพิธีในท้องพระโรง เว่ยจื่อฟู่ได้ยินคำกล่าวสรรเสริญยกย่องตนจึงหวนนึกถึงชีวิตอันสุดแสนรันทดและลำบากยากแค้นในวัยเด็ก

เว่ยจื่อฟู่เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก ส่วนแม่ของเธอเป็นคนรับใช้มาชั่วชีวิตและมีลูกมากถึง 4 คน (หญิง 3 ชาย 2) หลังพ่อเสียชีวิตไม่กี่ปี แม่ของเธอก็มีสามีใหม่และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน (อันที่จริงแม่ของจื่อฟู่เป็นภรรยารอง พ่อเลี้ยงของเธอมีครอบครัวแล้ว แต่ภรรยาและลูกๆ ของเขาอาศัยอยู่ในชนบทจึงยังไม่รู้เรื่องนี้) ถึงแม้จะมีชีวิตที่อัตคัดขัดสนและต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่มีสภาพทรุดโทรม แต่พี่น้องของเธอต่างก็รักใคร่และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข 



หลังฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมใหญ่ในแคว้นผิงหยางผู้คนต่างพากันอพยพออกจากพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งครอบครัวของจื่อฟู่ และ "ต้วนหง" (เพื่อนรุ่นพี่ของจื่อฟู่) ต้วนหงเห็นจื่อฟู่และครอบครัวนั่งเกวียนผ่านไป (จะอพยพไปอยู่บ้านพ่อเลี้ยงในชนบท) จึงพยายามร้องเรียกและวิ่งตามเกวียนของจื่อฟู่เพื่อมอบหวีไม้ให้เธอตามสัญญา จากนั้นก็ให้คำมั่นว่าจะไม่ลืมกันและจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป ไม่ว่าเธออยู่ที่ไหนเขาก็จะออกตามหาเธอ   

ระหว่างเดินทางพ่อเลี้ยงของจื่อฟู่จะแวะดูดวงที่ตลาด จื่อฟู่เห็นรองเท้าฟางของน้องชายคนเล็ก (น้องต่างบิดา) อยู่ในสภาพขาดวิ่นจึงขอให้พ่อเลี้ยงนำเงินมาซื้อรองเท้าแทน โดยอ้างคำพูดของอาจารย์ที่เคยบอกเธอว่าหมอดูเป็นพวกต้มตุ๋น หมอดูได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจจึงบอกพ่อเลี้ยงของเธอว่า จื่อฟู่จะนำพาความหายนะมาสู่ครอบครัว พ่อเลี้ยงจึงคิดที่จะทิ้งเธอไว้ที่ผิงหยาง  แม่ของจื่อฟู่พยายามอ้อนวอนสามีให้พาจื่อฟู่ไปด้วย แต่เขายังคงยืนกรานและขู่ว่าหากยังพูดไม่รู้เรื่องตนจะพาชิงเอ๋อซึ่งเป็นลูกในไส้ไปคนเดียว



แม่จื่อฟู่ไม่มีทางเลือก เธอไม่อาจเลี้ยงดูลูกๆ 4 คนได้ตามลำพัง จึงจำใจทิ้งจื่อฟู่เอาไว้เบื้องหลังด้วยหัวใจที่แตกสลาย จื่อฟู่เดินถือห่อผ้า (เสบียง) ที่แม่ทิ้งไว้ให้ แล้วเดินตามผู้คนที่กำลังอพยพหนีน้ำไปอย่างไร้จุดหมาย ชาวบ้านที่ต่างก็อยู่ในสภาพอ่อนล้าและหิวโหยเห็นจื่อฟู่นำอาหารออกมาทานจึงตรงเข้ามาแย่งชิง จือฟู่รีบวิ่งหนีไปหลบด้วยความตกใจ เธอจะทานอาหารชิ้นสุดท้ายแต่เห็นชายคนหนึ่ง (อี้หาน) นอนหมดสติจึงเข้าไปเรียกและนำอาหารไปป้อนให้ทั้งๆ ที่เป็นอาหารชิ้นสุดท้ายและตัวเธอเองก็กำลังหิว ชายคนดังกล่าวซาบซึ้งในน้ำใจของจื่อฟู่ เขาเห็นเธอหยิบยกคำสอนของอาจารย์มาปลอบใจตนจึงตอบแทนด้วยตัวหนังสือ 6 ตัว ซึ่งมีความหมายว่า "ไม่แก่งแย่ง ไม่โดดเด่น ไม่โอ้อวด" โดยบอกให้จดจำและนำไปใช้แล้วจะส่งผลดีกับเธอชั่วชีวิต

จื่อฟู่ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีโจรมาทำร้ายและแย่งชิงข้าวของๆ ชาวบ้านที่กำลังอพยพ จื่อฟู่โดนคนวิ่งชนจนล้มและถูกเหยียบซ้ำจนถึงกับกระอักเลือดและหมดสติไป ในที่สุดแม่ของจื่อฟู่ก็เปลี่ยนใจ เธอพาลูกๆ ทุกคนรวมทั้งชิงเอ๋อ เดินย้อนกลับมาเพื่อตามหาจื่อฟู่และได้พบกันในที่สุด นับแต่นั้น ชิงเอ๋อก็เปลี่ยนมาใช้แซ่เว่ยตามแม่ จึงมีชื่อใหม่ว่า "เว่ยชิง"


หลายปีต่อมา "เฉาสือ" (สามีคนแรกขององค์หญิงผิงหยาง) และเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีได้ตามเสด็จฮ่องเต้อู่ตี้มาล่าสัตว์ เฉาสือเห็นเว่ยชิงเป็นคนว่านอนสอนง่ายจึงอนุญาตให้ติดตามตนมาด้วย  พอเห็นเว่ยชิงเล็งธนูใส่กวางเขาจึงรีบเข้ามาห้ามปราม พร้อมทั้งตำหนิที่ขัดคำสั่งทั้งๆ ที่บอกให้ล่ากระต่ายแค่ 2-3 ตัว (เพื่อสร้างภาพว่าตัวเองเป็นคนยิงได้) จากนั้นก็อธิบายว่าสัตว์ใหญ่มีไว้ให้ฮ่องเต้และขุนนางระดับสูงล่า เว่ยชิงเป็นแค่เด็กรับใช้ในโรงเลี้ยงม้า (ที่ตำหนักองค์หญิงผิงหยาง) จะบังอาจล่ากวางได้อย่างไร

เมื่อกลับมายังที่ตั้งแคมป์ เฉาสือและเว่ยชิงก็พบว่าอัครมหาเสนาบดี "โต้วอิง" (ตำแหน่งเทียบเท่านายกฯ ในปัจจุบัน) กับเหล่าบรรดาขุนนางผู้จงรักภักดีกำลังเป็นกังวลที่ฮ่องเต้อู่ตี้ยังไม่เสด็จกลับจากการล่าสัตว์ "หานเหยียน" (พระสหายร่วมชั้นเรียนของฮ่องเต้) เตือนอัครมหาเสนาบดีโต้วว่าไทฮองไทเฮา (พระอัยยิกาโต้ว) จะจัดงานเลี้ยงฉลองให้กับขุนนางในราชสำนัก หากฮ่องเต่เสด็จไปร่วมงานไม่ทันจะทำอย่างไร ทันใดนั้น ฮ่องเต้อู่ตี้ก็เสด็จกลับมาพร้อมกวางหนึ่งตัว อัครมหาเสนาบดีโต้วและเหล่าขุนนางจึงพากันกล่าวสรรเสริญพระองค์ที่ทรงล่ากวางได้ และถวายบังคมอย่างนอบน้อม


แต่พอกลับเข้ามาในวัง ฮ่องเต้อู่ตี้กลับถูกไทฮองไทเฮาซึ่งพิการทางสายตากดให้อยู่ใต้อำนาจและสำเร็จราชการแทนทุกอย่าง (ตอนนั้นฮ่องเต้อู่ตี้เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์อย่างเป็นทางการได้ไม่นาน ผิดกับไทฮองไทเฮาที่เรืองอำนาจในราชสำนักมานาน ทั้งในฐานะฮองเฮา (มเหสี) ของจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ ฮองไทเฮา (พระมารดา) ของจักรพรรดิฮั่นจิง และไทฮองไทเฮา (พระอัยยิกา)  ของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้)

มิหนำซ้ำไทฮองไทเฮายังสั่งตัดหัวแม่ทัพ* ที่เข้ามาสวามิภักดิ์ฮ่องเต้ตอนเสด็จไปล่าสัตว์จากนั้นก็นำมาประจานในท้องพระโรงของตำหนักตะวันออก (ตำหนักไทฮองไทเฮา ซึ่งกลายเป็นสถานที่ว่าราชการแทนท้องพระโรงใหญ่) เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู  โดยอ้างว่าแม่ทัพคนดังกล่าวประจบสอพลอฮ่องเต้เพราะความมักใหญ่ใฝ่สูง ไทฮองไทเฮาชี้ว่ารอบตัวฮ่องเต้เต็มไปด้วยขุนนางที่หวังในลาภยศตนจึงช่วยกำจัดคนเหล่านี้ให้ "จ้าวเหวิน" และ "หวังจาง"  แย้งว่าเป็นการกระทำที่ไม่บังควร ก้าวล่วงพระราชอำนาจ  หมิ่นพระเกียรติฮ่องเต้ ทั้งยังไม่เหมาะสมกับการเป็นต้นแบบและประมุขของฝ่ายใน

* หลังเสด็จกลับจากล่าสัตว์ แม่ทัพ (ที่ถูกตัดหัว) ได้มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้อู่ตี้ (พร้อมจ้าวเหวินและหวังจาง) เขาเห็นว่าฮ่องเต้ไม่มีทหารในบังคับบัญชาเพราะทหารเกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของไทฮองไทเฮา จึงนำกำลังพลมาสวามิภักดิ์ ) 

** "จ้าวเหวิน" และ "หวังจาง" เป็นสองขุนนางที่จงรักภักดีและสนับสนุนนโยบายใหม่ของฮ่องเต้ที่ต้องการนำลัทธิขงจื๊อมาเป็นหลักในการปกครองแทนที่ลัทธิเต๋า (ซึ่งไทฮองไทเฮาไม่เห็นด้วย) นอกจากนี้ทั้งสองคนยังสนับสนุนให้ฮ่องเต้บริหารราชกิจด้วยพระองค์เองโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของไทฮองไทเฮาอีกด้วย - ทั้งคู่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ อีกหลายคนในเรื่องนี้) 



 

"หลิวเผียว" (ลูกสาวไทฮองไทเฮา, อาและแม่ยายของฮ่องเต้อู่ตี้) กล่าวว่าขุนนางทั้งสองรวมหัวกันยุแยงฮ่องเต้ให้กระด้างกระเดื่องกับไทฮองไทเฮา การทำเช่นนั้นผิดหลักของราชวงศ์ฮั่นที่ปกครองบ้านเมืองโดยยึดหลักความกตัญญู และผู้ที่ส่งเสริมให้ฮ่องเต้กลายเป็นคนอกตัญญูควรมีโทษถึงตาย ฮ่องเต้อู่ตี้แย้งว่าจ้าวเหวินและหวังจาง (ซึ่งเป็นพระอาจารย์) ไม่เคยสอนให้ตนเป็นปฏิปักษ์กับไทฮองไทเฮาดังคำให้ร้าย 

อัครมหาเสนาบดีโต้ว (พระญาติของไทฮองไทเฮา) พยายามแก้ต่างให้จ้าวเหวินและหวังจางจึงถูกไทฮองไทเฮากล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกัน หลิวเผียวและไทฮองไทเฮายังร่วมมือกันใช้เฉาสือซึ่งไม่กล้ามีปากเสียงและชอบเอาตัวรอดมาเป็นเครื่องมือในการให้ร้ายจ้าวเหวินและหวังจางอีกด้วย   (เฉาสือเป็นทั้งหลานเขยของไทฮองไทเฮา และพี่เขยของฮ่องเต้)  แม้จะถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแต่จ้าวเหวินและหวังจางก็ยินดีรับโทษ ฮ่องเต้อู่ตี้บอกว่าตนจะพิจารณาเรื่องนี้ในวันรุ่งขึ้น แต่ไทฮองไทเฮากลับสั่งให้จับตัวจ้าวเหวินและหวังจางไปขังคุกทันที


ฮ่องเต้อู่ตี้เสด็จไปเยี่ยมจ้าวเหวินและหวังจางในคุกด้วยความคับแค้นใจ จ้าวเหวินและหวังจางมอบสายคล้องตราประจำตัวให้ฮ่องเต้อู่ตี้เพื่อเป็นตัวแทนความจงรักภักดีของพวกตน (ตราประจำตำแหน่งถูกยึดไปแล้ว)  ฮ่องเต้อู่ตี้สัญญาว่าตนจะไม่ทำให้ทั้งคู่ผิดหวังและจะเป็นฮ่องเต้ที่ดี จ้าวเหวินกล่าวว่าการเสียสละของตนในครั้งนี้นับว่าคุ้มค่าเพราะช่วยให้ฮ่องเต้ตาสว่างและตระหนักว่าสถานการณ์ที่แท้จริงในราชสำนักเป็นอย่างไร ส่วนหวังจางก็คิดว่าเป็นการตายที่คุ้มค่าเช่นกัน เพราะจะช่วยให้ฮ่องเต้ปลอดภัยในระหว่างวางแผนผลักดันนโยบายใหม่ (ลดความหวาดระแวงของไทฮองไทเฮา) 

ฮ่องเต้อู่ตี้รู้สึกโกรธที่ไม่สามารถช่วยคนของตนได้จึงระบายออกด้วยการร่ายรำเพลงกระบี่ในท้องพระโรงใหญ่อันว่างเปล่า  (เหล่าขุนนางพากันไปว่าราชการที่ตำหนักตะวันออก) หานเหยียน (สายของหลิวเผียวและไทฮองไทเฮา) เข้ามารายงานว่าจ้าวเหวินและหวังจางฆ่าตัวตายในคุกแล้ว เขาแสร้งทำเป็นร้องไห้และออกตัวว่าความจริงแล้วตนจงรักภักดีต่อฮ่องเต้อู่ตี้ เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออกหรือปกป้องพระองค์อย่างเปิดเผย ความจริงตนไม่ได้กลัวตายแต่อยากอยู่รับใช้พระองค์ไปนานๆ ฮ่องเต้อู่ตี้ซึ่งถูกราชสำนักโดดเดี่ยวแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจต่อการตายของจ้าวเหวินและหวังจาง ทั้งยังบอกหานเหยียนว่าตนรู้สึกดีและเบาใจที่มีไทฮองไทเฮาคอยดูแลบ้านเมืองแทนตน  จากนั้นก็ชวนหานเหยียนไปขี่ม้าเล่น (แกล้งไม่สนใจเรื่องราวในราชสำนักและทำตัวเรื่อยเปื่อยไปวันๆ เพื่อให้ไทฮองไทเฮาตายใจ)



หานเหยียนรายงานหลิวเผียวเรื่องที่ฮ่องเต้จะปล่อยให้ไทฮองไทเฮาบริหารราชกิจแทน ทั้งยังชวนตนไปขี่ม้าเล่นอีกด้วย หลิวเผียวได้ยินแล้วรู้สึกพอใจที่ฮ่องเต้ไม่กล้าแข็งข้อกับพวกตน หานเหยียนชี้ว่าหากเฉินฮองเฮา (ธิดาของหลิวเผียว) ซึ่งเป็นคนโปรดของไทฮองไทเฮาให้กำเนิดพระโอรส อำนาจวาสนาของหลิวเผียวก็จะเพิ่มมากขึ้น หลิวเผียวได้ยินดังนั้นก็รู้สึกหนักใจ เพราะผ่านมานานหลายปีแล้วเฉินฮองเฮายังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์  หานเหยียนจึงบอกว่าตนได้เตรียมยาบำรุงชั้นเลิศจากทั่วทุกข์สารทิศเอาไว้ให้เฉินฮองเฮา ทั้งยังเตรียมวางแผนไม่ให้มีการคัดเลือกสาวงามเข้าวังอีกด้วย


ที่ตำหนักองค์หญิงผิงหยาง...   เว่ยจื่อฟู่แอบซ้อมการบรรเลงดนตรีและร่ายรำอย่างลับๆ เว่ยชิงมาเห็นเข้าจึงรู้สึกทึ่งในความสามารถของพี่สาวตน  ระหว่างช่วยกันทำความสะอาดเอกสารในห้องหนังสือ เว่ยชิงเล่าให้จื่อฟู่ฟังว่า ตนเพิ่งรู้ว่าชีวิตของขุนนางในราชสำนักไม่ได้สวยหรูอย่างที่เห็น เพราะหลังกลับจากงานเลี้ยงฉลองในวังเมื่อคืน นายท่าน (เฉาสือ) ก็เอาแต่ถอนหายใจ เขาเชื่อว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ๆ แต่ไม่มีใครกล้าถามเพราะนายท่านเคยบอกว่าเรื่องบางเรื่องไม่รู้เลยยังดีเสียกว่า จื่อฟู่กล่าวว่าสถานการณ์ทางการเมืองมักพลิกผันและมีแต่ความขัดแย้ง เธออยากให้เว่ยชิงเรียนรู้เรื่องนี้ให้มากขึ้นเพื่อจะได้มีอนาคตที่ดี แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เว่ยชิงบอกจื่อฟู่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะตนจะอ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ทำตัวโดดเด่นตามที่จื่อฟู่สอน (จื่อฟู่อยากให้น้องมีโอกาสอ่านตำราจึงมาเป็นสาวใช้ในห้องหนังสือ) จื่อฟู่นึกขึ้นได้ว่าอีก 2 วันข้างหน้าพี่สาวและพี่ชายจะมาร่วมพิธีเซ่นไหว้แม่ เธอจึงเตือนเว่ยชิงให้เตรียมลาหยุดเพื่อจะได้ออกไปเลือกซื้อของเซ่นไหว้ด้วยกัน


แม้จะผ่านไปนานหลายปีแต่ต้วนหงไม่เคยลืมจื่อฟู่ เขาจึงออกสืบหาเบาะแสของพี่น้องตระกูลเว่ยในเมืองผิงหยาง และได้รับคำแนะนำให้ไปสอบถามที่ร้านเหล้าเพราะเป็นเจ้าแรกๆ ที่เปิดกิจการในเมืองนี้ ตอนนั้นจื่อฟู่และเว่ยชิงกำลังเลือกซื้อเหล้าสำหรับเซ่นไหว้แม่พอดี แม้จะอยู่ใกล้กันแค่เอื้อมแต่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตาจื่อฟู่และเว่ยชิงก็เดินออกจากร้านไปแล้ว ต้วนหงได้แต่มองตามสองพี่น้องด้วยความสนใจ ทันใดนั้นก้วนฟู (เพื่อนของอัครมหาเสนาบดีโต้ว เป็นอดีตแม่ทัพที่เคยมีผลงานปราบกบฏ แต่ถูกปลดจากตำแหน่ง) ก็เข้ามาบอกว่าพบคนที่เขากำลังตามหาแล้ว (ต้วนหงต้องการพบอัครมหาเสนาบดีโต้วก่อนเดินทางกลับเมืองหลวง (ฉางอัน) ) 

หานเหยียนนึกสนุกจึงควบรถม้าไปแกล้งชาวบ้านที่ตลาด โดยให้ลิ่วล้อประกาศว่าตนมีเม็ดทอง จากนั้นก็ดีดเม็ดทองใส่ชาวบ้าน ก่อนแกว่งเชือกที่ผูกเม็ดทองออกมาหลอกล่อนอกหน้าต่าง ทำให้ชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นทาสพากันแตกตื่นและกรูกันเข้าไปแย่งเม็ดทองเป็นที่ชุลมุน หานเหยียนเห็นชาวบ้านแย่งทองจนลืมตาย (ไม่กลัวโดนรถม้าชน) ก็หัวเราะชอบใจ จื่อฟู่เห็นเด็กกำลังจะถูกรถม้าชนจึงรีบเอาตัวเข้าไปขวาง เว่ยชิงเห็นพี่สาวกำลังตกอยู่ในอันตรายจึงเข้าไปเตะม้าเป็นเหตุให้ม้าพยศจนเกี้ยวของหานเหยียนกระแทกลงกับพื้น หานเหยียนจึงสั่งให้ลูกน้องจับตัวเว่ยชิงมาลงโทษ



หลังแยกย้ายกันหนีจื่อฟู่ก็เข้าไปหลบในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นว่ามีทหารวิ่งตามมาเธอจึงเปิดประตูเข้าไปในห้องที่อัครมหาเสนาบดีโต้ว ต้วนหง และ ก้วนฟู กำลังนั่งหารือกัน เธอกล่าวขอโทษที่เข้ามาในห้องโดยพละการและขออนุญาตหลบทหารอยู่ภายในห้อง ก้วนฟูจึงถามว่า คิดว่าใครในห้องนี้ที่สามารถช่วยเธอได้ จื่อฟู่รู้ว่าอัครมหาเสนาบดีโต้วซึ่งนั่งหัวโต๊ะมีตำแหน่งใหญ่สุดในห้องและเป็นขุนนางในราชสำนัก (แม้เขาจะแต่งตัวธรรมดา แต่เธอเห็นถุงใส่ตราประทับและที่คล้องดาบบริเวณเอว ซึ่งขุนนางในราชสำนักนิยมใช้)  จึงขอร้องให้อัครมหาเสนาบดีโต้วช่วยเธอ  อัครมหาเสนาบดีโต้วเห็นดังนั้นก็รู้สึกประทับใจในความช่างสังเกตและรอบรู้ของจื่อฟู่

ก้วนฟูถามต่อว่าทำไมพวกตนถึงต้องยอมขัดแย้งกับผู้มีอำนาจ เพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน   (ในตอนนั้นทหารพยายามบุกเข้ามาในห้อง โดยอ้างว่าพวกตนทำตามคำสั่งของหานเหยียน แต่ถูกคนข้างนอกขวางไว้) จื่อฟู่ตอบว่า สุภาพบุรุษผู้กล้าต้องยึดมั่นในความยุติธรรมและรู้สึกละอายเกินกว่าจะร่วมมือกับคนชั่ว เธอเชื่อว่าทั้งสามท่านที่อยู่ตรงหน้าต้องเป็นขุนนางหรือไม่ก็บัณฑิต แล้วคนระดับนี้จะไม่กล้าหรือไม่เต็มใจช่วยผู้หญิงที่กำลังทุกข์ร้อนโดยไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ ต้วนหงได้ยินแล้วรู้สึกประทับใจจึงคิดที่จะช่วยเธอ

ทันใดนั้นเหล่าทหารก็บุกเข้ามาในห้อง ต้วนหงจึงออกหน้ารับมือ ระหว่างที่ต้วนหงกำลังประดาบกับเหล่าทหาร ก้วนฟูก็ดีดจะเข้ประกอบการต่อสู้อย่างเมามัน  อัครมหาเสนาบดีโต้วเห็นดังนั้นจึงบ่นด้วยความรำคาญว่าตนรู้สึกหนวกหูจนไม่มีสมาธิเขียนหนังสือ ก้วนฟูแนะนำว่า  "เพียงท่านพูดว่าอัครมหาเสนาบดีโต้วอยู่ที่นี่ ใครเลยจะกล้าลบหลู่" เหล่าทหารได้ยินดังนั้นจึงหยุดต่อสู้และกล่าวขอขมา อัครมหาเสนาบดีโต้วถามทหารว่าเพื่อนของตนทำผิดอะไร ทหารออกตัวว่าเพื่อนของอัครมหาเสนาบดีโต้วจะทำผิดได้อย่างไร เพียงแต่เธออยู่กับชายคนหนึ่งที่ทำให้ใครบางคนบาดเจ็บ พวกตนจึงอยากถามเธอว่าชายคนดังกล่าวอยู่ที่ไหน อัครมหาเสนาบดีโต้วตัดบทว่าจื่อฟู่ไม่รู้จักชายคนดังกล่าวและไล่ให้ทหารกลับออกไป



จื่อฟู่ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ ก้วนฟูจึงถามว่าเธอจะตอบแทนพวกตนอย่างไร เมื่อเห็นจื่อฟู่ได้แต่อ้ำอึ้ง ก้วนฟูจึงบอกว่าอัครมหาเสนาบดีโต้วเพิ่งมาจากฉางอันจึงอยากเล่าสถานการณ์บ้านเมืองที่นี่ให้เพื่อนทราบแต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร เขาเห็นว่าเธอเป็นสาวชาวบ้านจึงน่าจะรู้เรื่องดีกว่าเลยอยากให้ช่วยแนะนำ จื่อฟู่ออกตัวว่าเธอไม่ชำนาญในการประดิษฐ์ถ้อยคำแต่ก็ยอมเขียนให้โดยดี   เมื่ออัครมหาเสนาบดีโต้วเห็นอักษร 6 ตัว (ขื่นขม หิวโหย ต่ำต้อย ไล่ตาม เม็ด ทอง) ที่จื่อฟู่เขียนก็ถึงกับอึ้ง แม้จะไม่ระบุชื่อของหานเหยียนแต่ทั้งสามคนก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากนี้ ตัวอักษรของจื่อฟู่ยังสะท้อนให้เห็นภาพความทุกข์ยากของประชาชน และพฤติกรรมชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่นของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าอีกด้วย

เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจื่อฟู่จึงกล่าวคำอำลาโดยให้คำมั่นว่าสักวันจะตอบแทนบุญคุณ ต้วนหงสงสัยว่าจื่อฟู่เป็นใครกันแน่จึงรีบวิ่งตามไป


*** จบตอนที่ 1 ***

เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรติดตามชมได้ใน "จอมนางบัลลังก์ฮั่น (The Virtuous Queen of Han)" ทางพีพีทีวี

* เนื้อหาโดย luvasianseries

นักแสดงนำ

 

วังลั่วตาน
รับบท เว่ยจื่อฟู่ / จักรพรรดินีเว่ยจื่อฟู่  (เว่ยฮองเฮา)
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลินฟง (เรย์มอนด์ แลม)
รับบท หลิวเช่อ / สมเด็จพระจักรพรรดิอู่แห่งราชวงศ์ฮั่น (ฮั่นอู่ตี้)
(นักร้อง /นักแสดง ชาวจีน)


 

โจวลี่ฉี
รับบท องค์หญิงผิงหยาง (พระเชษฐภคินี หรือพี่สาวของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้)
(นักร้อง /นักแสดง/นางแบบ ชาวฮ่องกง)


 

สวีเจิ้งซี
รับบท ต้วนหง 
(นักแสดง/นายแบบ ชาวจีน)


 

เฉินไท่
รับบท เว่ยชิง (จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ มีผลงานโดดเด่นในการปราบชนเผ่าซงหนู และเป็นพระสวามีคนที่ 3 ขององค์หญิงผิงหยาง)
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เฉินชาลี่
รับบท 'โต้ว' ไทฮองไทเฮา (พระอัยยิกา)
(นักแสดง ชาวไต้หวัน)


 

อวี๋เสี่ยวฝาน
รับบท 'หวัง' ฮองไทเฮา (พระมารดาในจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้)
(นักแสดง ชาวไต้หวัน)


 

เจิ้งเอวี๋ยนเหยียน
รับบท เฉินอาเจียว / เฉินฮองเฮา (ฮองเฮาคนแรกของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ เป็นการอภิเษกสมรสในหมู่เครือญาติเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ภายหลังถูกถอดจากตำแหน่ง)
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลิ่วอิ่งหง
รับบท หลิวเผียว / องค์หญิงก่วนเถา (ธิดาของไทฮองไทเฮา, พระปิตุจฉา (อา) ของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ และพระมารดาของเฉินฮองเฮา)
(นักแสดง/นักร้อง ชาวฮ่องกง)



*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิภาพ / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา