วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562

เรื่องย่อ ศึกชิงอำนาจบัลลังก์มังกร (Succession War)




กำกับ: เหยาเทียนถัง, เฉินเจียงหง, เหลยรุ่ยหลิน, หวงเหว่ยเซิน, อู๋จ้าวหรง
เขียนบท: จูจื้อ, หลินเสวี่ยจวิน, เฉินหว่านเวย, หลิวจื่อเหิง, เหอหย่งเหนียน, เฉินเป่าเยี่ยน, หม่าจิ้งเหวิน
แนวละคร: อิงประวัติศาสตร์
จำนวนตอน: 28
ออกอากาศ: ฮ่องกง - 25 มิถุนายน 2561 - 29 กรกฎาคม 2561 ทาง TVB Jade
                   ไทย - เดิมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30-21.15 ทางช่อง 3 แฟมิลี่ (หมายเลข 13) เริ่มวันที่ 10 สิงหาคม 2562 (เปลี่ยนมาออกอากาศทุกวันตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน) - (ยุติการออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562)




เรื่องย่อ



ละคร "ศึกชิงอำนาจบัลลังก์มังกร" (Succession War) นำเสนอเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์ชิง เนื้อหากล่าวถึงศึกชิงอำนาจระหว่าง "จักรพรรดิเจียชิ่ง" (จักรพรรดิองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ชิง) กับ "เหเซิน" ขุนนางคนโปรดของจักรพรรดิเฉียนหลง (จักรพรรดิองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ชิง) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นขุนนางที่ทรงอิทธิพลและฉ้อฉลมากสุดในประวัติศาสตร์จีน โดยละครไล่เรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในรอบ 28 วัน ซึ่งเป็นชีวิต 28 วันสุดท้ายของ เหเซิน (แต่ละตอนกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนึ่งวัน)

นที่หนึ่ง วันส่งท้ายปีเก่า (ตามปฎิทินจีน)


ละครเปิดฉากขึ้นในปีที่ 3 รัชศกเจียชิ่ง (ค.ศ. 1799) เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันส่งท้ายปีเก่า ("ต้าเหนียนซานสือ" วันสุดท้ายของปีตามปฎิทินจีน) "จักรพรรดิเฉียนหลง" ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "ไท่ซ่างหวง" (อดีตจักรพรรดิที่เป็นใหญ่เหนือจักรพรรดิ) เขียนอักษร "福" (ฝู) เพื่ออวยพรปีใหม่แก่ "จักรพรรดิเจียชิ่ง" (พระโรสเป็นการส่วนพระองค์ ครั้นฮ่องเต้เจียชิ่งเขียนอักษรมงคลตัวดังกล่าวบ้าง ไท่ซ่างหวงจึงถามว่าฮ่องเต้จะมอบอักษรดังกล่าวให้ใคร ฮ่องเต้กล่าวว่าไม่มีขุนนางคนใดเก่งกาจด้านการทหารเท่าแม่ทัพ "อากุ้ย" (จางเจีย อากุ้ย) ตนจึงคิดว่าอากุ้ยคู่ควรที่สุด ไท่ซ่างหวงแย้งว่าแม้อากุ้ยจะมีผลงานโดดเด่นด้านการทหาร แต่ถ้าพูดถึงการบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆ ในราชสำนัก ย่อมไม่ควรมองข้ามผลงานของ "เหอเซิน" (หรื "เหอจงถัง" - "จงถัง" เป็นชื่ตำแหน่ง) ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่าตลอดสามปีที่ตนขึ้นครองราชย์ เหอเซินได้สร้างผลงานเอาไว้ไม่น้อยจริงๆ เช่นนั้นแล้วเขาจึงควรได้รับอักษรมงคลของตน ไท่ซ่างหวงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกพึงพอใจ ขณะที่ฮ่องเต้ได้แต่ข่มใจ

* "จักรพรรดิเฉียนหลง" ทรงขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1735-1796 (รัชสมัยของพระองค์เป็นยุครุ่งเรืองของต้าชิง) หลังจากนั้นจึงสละราชสมบัติให้พระโอรสลำดับที่ 15 นามว่า "หยงเหยี่ยน" (จักรพรรดิเจียชิ่ง) เพราะไม่ต้งการครองราชย์ยาวนานกว่าพระอัยกา ("จักรพรรดิคังซี" ซึ่งครองราชย์นาน 61 ปี) ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังคงกุมอำนาจเหนือฮ่องเต้ในฐานะ "ไท่ซ่างหวง" ตราบจนสวรรคตในปี ค.ศ. 1799

หลังจากนั้น ไท่ซ่างหวงก็ออกมาอวยพรและมอบของขวัญปีใหม่ลูกหลาน ในจำนวนนี้มี "หย่งเสวียน" (องค์ชายแปด) และ "หย่งซิง" (องค์ชายสิบเอ็ด) รวมอยู่ด้วย มีเพียง "หย่งหลิน" (องค์ชายสิบเจ็ด / เป็นพระนุชาร่วมพระมารดาเพียงงค์เดียวขฮ่องเต้เจียชิ่ง) ที่ไม่ได้อยู่พร้อมหน้า เพราะต้องเดินทางไปรับ "อิ่งกุ้ยเฟย" (พระมารดาบุญธรรมผู้เลี้ยงดูองค์ชายสิบเจ็ด) กลับเมืองหลวง ฮ่องเต้เจียชิ่งมอบหยกเนื้อดีจากเมืองต้าหลี่และเสื้อคลุมขนมิงค์เป็นของขวัญปีใหม่ให้พระบิดา ครั้น "เฉาจิ้นซี" (หัวหน้าขันที และขันทีคนสนิทของไท่ซ่างหวง) ทูลว่ามีของขวัญล้ำค่าจากมองโกล ฮ่องเต้จึงนำถ้วยชาหรู่เหยาไปให้พระบิดาดู โดยบอกว่าเหมาะสำหรับดื่มชาเนยทิเบต (ซูโหยวฉา) ไท่ซ่างหวงหยิบถ้วยชาขึ้นมาดูพลางลูบไล้ครู่หนึ่งก่อนเก็บลงกล่องดังเดิม (ฮ่องเต้เห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ) หลังไท่ซ่างหวงรับของขวัญปีใหม่จนครบแล้ว เฉาจิ้นซีจึงมอบถุงผ้าเล็กๆ ให้ไท่ซ่างหวง โดยบอกว่าเหอเซินกำชับให้ตนมอบสิ่งนี้ให้พระองค์เองกับมือ ไท่ซ่างหวงแหย่นิ้วมือลงไปในถุงผ้าก่อนหัวเราะชอบใจที่เหอเซินรู้ใจตน 


ณ จวนสกุลเหอซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล "หลิวเฉวียน" (พ่อบ้านผู้ซื่อสัตย์ของเหอเซิน) ให้คนพาชาวอังกฤษจากบริษัท อีสต์ อินเดีย และผู้ติดตามชาวจีน ไปพบนายของตนที่ศาลาริมน้ำ ระหว่างเดินไปที่ศาลาผู้ติดตามชาวจีนเปรยกับฝรั่งว่า เหอเซินช่างมีจวนที่คู่ควรกับสถานะอันสูงส่ง (เหอเซินเป็นขุนนางใหญ่ที่ควบห้าตำแหน่งสำคัญ ทั้งยังเป็นคนโปรดของไท่ซ่างหวง) นอกจากเรือนที่พักส่วนตัวซึ่งมีขนาดใหญ่โตราวกับวังแล้ว ภายในจวนยังมีเรือนอื่นๆ อีกหลายสิบหลัง  เขา (ฝรั่ง) ไม่สามารถเข้าพบเหอเซินได้ตามใจชอบ และไม่มีทางรู้ว่าเหอเซินอยู่ที่เรือนไหน พวกตนเข้ามาในนี้ได้เพราะเป็นคนของบริษัท อีสต์ อินเดีย ฝรั่งได้ยินแล้วก็รู้ซึ้งถึงคำเปรียบเปรยที่ว่า พวกตนแค่ต้องคุกเข่าคำนับฮ่องเต้ต้าชิง แต่จะต้องต่อแถวเพื่อคุกเข่าคำนับเหอเซิน (เหอเซินถูกเปรียบเป็นฮ่องเต้องค์ที่สอง)  

ตัวแทนพ่อค้าจากบริษัท อีสต์ อินเดีย นำกล่องดนตรีจากกรุงโรมมามอบเป็นของขวัญวันปีใหม่เหอเซิน และถือโอกาสเจรจาขยายลู่ทางการค้ากับราชวงศ์ชิงโดยขอให้เปิดเมืองท่าในมณฑลฝูเจี้ยน เหอเซินเตือนว่าปีที่ 24 รัชศกเฉียนหลง "เจมส์ ฟลินท์" (พ่อค้าและนักการทูตชาวอังกฤษ จากบริษัท อีสต์ อินเดีย) เคยขอให้จักรพรรดิเฉียนหลงยกเลิกระบบผูกขาดการค้า (ในยุคนั้นราชวงศ์ชิงค้าขายกับชาติตะวันตกภายใต้ระบบผูกขาดโดยพ่อค้าชาวจีน ทั้งยังกำหนดขอบเขตการค้าให้อยู่ในเมืองท่ากว่างโจวเท่านั้น) และนั่นก็ทำให้จักรพรรดิเฉียนหลงทรงกริ้วมาก จึงขับไล่เจมส์ ฟลินท์ ออกจากแผ่นดินใหญ่และสั่งตัดหัวขุนนางที่ช่วยเขียนฎีกาให้เจมส์ ฟลินท์ ดังนั้นการขอให้เปิดเมืองท่าในมณฑลฝูเจี้ยนอีกครั้ง (เพื่อค้าขายกับชาติตะวันตก) จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เหอเซินเสนอทางเลือกใหม่โดยชี้แผนที่และกล่าวว่า เฟิงถิงเคยถูกใช้เป็นท่าเรือแวะพักช่วงที่เปิดเมืองท่าในมณฑลฝูเจี้ยน ตนสามารถเปิดท่าเรือดังกล่าวให้บริษัท อีสต์ อินเดียใช้ขนส่งสินค้าได้แต่จะต้องจ่ายให้ตนสิบล้านตำลึงเงิน ฝรั่งได้ยินดังนั้นก็ร้องเสียงหลงว่าต่อให้เปิดเมืองท่าในมณฑลฝูเจี้ยนตามที่ตนร้องขอก็คงทำรายได้ทั้งปีแค่ห้าล้านตำลึงเงิน เหอเซินพาฝรั่งคนดังกล่าวไปดูห้องการเงินของตนซึ่งภายในมีคนงานจำนวนหนึ่งกำลังดีดลูกคิดและมีเงินในหีบ (หลายใบ) เป็นจำนวนมาก เขาชี้ว่าเรื่องการคำนวณตัวเลขที่มีมูลค่ามหาศาล ตนไม่เคยเป็นสองรองใคร หากคิดที่จะทำธุรกิจกับต้าชิง ต่อให้เขา (ฝรั่ง) เป็นกษัตริย์ของอังกฤษก็ต้องเล่นตามกฏของตน เหอเซินได้ยินฝรั่งแอบด่าตนลับหลังเป็นภาษาอังกฤษจึงด่ากลับเป็นภาษาเดียวกัน ฝรั่งและผู้ติดตามได้ยินดังนั้นจึงรีบคุกเข่าขอความเมตตา


ไท่ซ่างหวงให้ "ขันทีฉาง" (ฉางชุน) นำ 'จื่อเจียง'  (บังเหียนสีม่วง - เป็นของขวัญพิเศษที่จักรพรรดิราชวงศ์ชิงพระราชทานให้สมาชิกราชวงศ์หรือขุนนางใหญ่ เพื่อแสดงความชื่นชมและบ่งบอกว่าเป็นคนที่พระองค์ทรงโปรดปราน) มามอบให้แม่ทัพอากุ้ยเป็นของขวัญปีใหม่เหมือนทุกปี ในเวลาเดียวกันนั้นที่คฤหาสน์สกุลเหอได้มีผู้คนจำนวนมากมาร่วมอวยพรปีใหม่เหอเซิน เหอเซินสัญญาว่าปีหน้าทุกคนจะมั่งคั่งร่ำรวยและสุขภาพดีกันถ้วนหน้า ที่แท้ทุกคนล้วนเป็นขุนนางที่ทำงานภายใต้เหอเซินและมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยต่างมารายงานความคืบหน้าของงานที่ตนรับผิดชอบ (แทนที่จะรายงานต่อฮ่องเต้)

"หลี่ซื่อเหยา" ผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนและเจ้อเจียง รายงานเรื่องการเปิดเหมืองเกลือแห่งใหม่ซึ่งทำรายได้ต่อปี 6 แสนตำลึง, "จินซื่อซง" เจ้ากรมยุทธการ รายงานเรื่องการจับกุม "ฉีหลิน" หัวหน้าสำนักบัวขาว เป็นเหตุให้สมุนฉีหลินจำนวน 9 พันคนยอมจำนนแต่โดยดี,  "ทาถ่าลา ซูหลิงอา" เจ้ากรมราชทัณฑ์ กล่าวเสริมว่าตอนนี้ฉีหลินถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินต่อให้มีปีกก็หนีไม่พ้น, "มู่เอ่อร์ฉา เฉิงซู" รองเจ้ากรมพระคลัง รายงานว่าได้ทำการเสริมเขื่อนและคันกั้นน้ำในเมืองหวายอัน, หยางโจว, ไท่โจว, เหยียนเฉิง และเขตทงโจว (ทั้งหมดอยู่ในมณฑลเจียงซู) เรียบร้อยแล้ว รับรองว่าในรอบสิบปีนี้น้ำจะไม่ท่วมแน่นอน หลังได้ฟังเรื่องราวดีๆ เหอเซินจึงสั่งให้ลูกน้องตบรางวัลขุนนางดังกล่าวข้างต้น

"หลี่หวง" รองเจ้ากรมยุทธการ (ซึ่งดูแลด้านการขนส่งพัสดุ จดหมาย ฯลฯ ด้วย) รายงานว่าตนได้นำทองแดง 2 ล้านชั่งจากมณฑลยูนนาน (เรียกสั้นๆ ว่า "เตียน") เข้ามาส่งในเมืองหลวง เหอเซินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเอะใจจึงถามว่าทองแดงยูนนานทั้งหมดที่ผลิตได้ในปีนี้มีเท่าไหร่ หลี่หวงตอบว่าเจ็ดล้านชั่ง โดยห้าล้านชั่งถูกนำไปทำเหรียญที่โรงผลิตในท้องที่ ครั้นได้ยินว่าทองแดงส่วนที่เหลือถูกส่งเข้าเมืองหลวงทั้งหมด เหอเซินจึงกล่าวว่าทองแดงยูนนานคุณภาพดีที่สุด มณฑลที่มั่งคั่งอย่าง ฝูเจี้ยน เจ้อเจียง และกว่างตง ยินดีจ่ายเงินซื้อทองแดง (ส่วนที่ถูกส่งเข้าเมืองหลวง) ในราคาแพงกว่าอยู่แล้ว ตนนึกว่าจำนวนทองแดงที่ถูกเข้าเมืองหลวงจะน้อยลงเสียอีก ครั้นถูกจับได้ว่าแอบโกง หลี่หวงจึงรีบคุกเข่าขอความเมตตา เหอเซินไม่ว่าหากใครคิดฟันส่วนต่างหรือแสวงหาผลประโยชน์ ขอเพียงอย่าทำลับหลังตน เขาให้โอกาสหลี่หวงอีกครั้งโดยบอกให้นำส่วนที่ยักยอกไปมาคืน ก่อนชี้ว่าตนกำลังนำพาทุกคนไปสู่ความมั่งคั่งด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุด แล้วทำไมถึงหวังรวยทางลัดกันอยู่อีก

หลังได้อ่านจดหมายลับ แม่ทัพอากุ้ยก็บอก "จางเจีย น่าเยี่ยนเฉิง" (หลานชาย) ว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว  แผนการจะสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคืนนี้ น่าเยี่ยนเฉิงลั่นวาจาว่าตนจะทำงานให้สำเร็จแม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม อากุ้ยจึงเตือนหลานให้ทำงานอย่างระมัดระวังเพราะนี่เป็นภารกิจที่สำคัญ


เหอเซินเปิดโอกาสให้ผู้คนมาหน้าหลายตามาร่วมอวยพรปีใหม่ หมายสืบหาข่าวและความเคลื่อนไหวต่างๆ ในเมืองหลวง (คนเหล่านี้คือหูตาหรือสายข่าวของเหอเซิน) โดยเขาจะแจกอั่งเปาให้คนที่บอกเล่าเรื่องราวที่มีประโยชน์กับตน ทหารยามคนหนึ่งเล่าว่าเมื่อคืนวานประตูเสินอู่ (ประตูด้านทิศเหนือของวังต้องห้าม) ถูกเปิดทิ้งไว้ แม่ค้าเล่าว่าเมื่อวานมีหลวงจีนรูปหนึ่งมาเหมาซื้อเครื่องสำอางตน "เตี๋ยอี" (สาวทิเบต)  เล่าว่าเมื่อเจ็ดวันก่อนมีชาวซีเป่ย (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ) กลุ่มหนึ่งมาเหมาหอคณิกาโดยไม่ยอมออกจากห้อง ทั้งยังไม่ยอมดื่มเหล้าหรือแตะต้องหญิงสาว ชายคนหนึ่งเล่าว่าเมื่อเช้านี้อยู่ๆ ซุ้มประตูขนาดใหญ่บนถนนเหมยซื่อก็พังถล่มลงมาโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกันเหอเซินจึงสั่งตบรางวัลให้ทุกคน ก่อนเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

คืนนั้นน่าเยี่ยนเฉิงนำกลุ่มนักฆ่ามาดักรอเหอเซินบริเวณถนนที่มุ่งหน้าเข้าวัง ครั้นเห็นเกี้ยวของเหอเซิน น่าเยี่ยนเฉิงและพวกจึงลงมือจู่โจมทันที ครั้นพบว่าภายในเกี้ยวว่างเปล่าน่าเยี่ยนเฉิงถึงได้รู้ตัวว่าพวกตนตกหลุมพรางของเหอเซินและกลายเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า ในเวลาเดียวกันนั้นเหอเซินได้บุกไปหาอากุ้ยถึงบ้าน หลังพบว่าเหอเซินยังมีชีวิตอยู่อากุ้ยจึงตัดพ้อว่าสวรรค์ไม่มีตา ที่แท้เหอเซินรู้ทันแผนอากุ้ย เขารู้ว่าว่าอากุ้ยเปิดประตูเสินอู่หมายให้ตนหลงเชื่อว่ามีคนคิดลอบปลงพระชนม์ไท่ซ่างหวง เพื่อจะได้สังหารตนระหว่างเดินทางเข้าวัง  และที่อากุ้ยพังซุ้มประตูบนถนนเหมยซื่อก็เพื่อบีบให้ตนหันไปใช้อีกเส้นทางจะได้ดักสังหารถูก โชคดีที่ตนไหวตัวทันแผนอากุ้ยจึงล้มเหลว

อากุ้ยกล่าวว่าสวรรค์อาจเมตตาเหอเซิน แต่ตนไม่มีทางไว้ชีวิตเหอเซินแน่ ด้วยความที่อายุมากแล้วอากุ้ยจึงหมดแรงหลังต่อสู้กับเหอเซินได้ไม่นาน เขาได้แต่บ่นเสียดายเพราะหากเป็นเมื่อยี่สิบปีก่อนตนคงสับเหอเซินเป็นชิ้นๆ เหอเซินยกย่องผลงานด้านการทหารและนับถือความเก่งกาจของอากุ้ยจึงไม่คิดสังหาร (อากุ้ยมีผลงานโดดเด่นในการขยายดินแดนและปกป้องต้าชิงในสิบการทัพใหญ่ (Ten Great Campaigns)) หลังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ อากุ้ยจึงจุดพลุสัญญาณก่อนเปรยว่าตนและไท่ซ่างหวงจะได้พบกันอีกครั้งในไม่ช้า หลังจากนั้นก็ฆ่าตัวตายทันที ครั้นรู้ว่าไท่ซ่างหวงกำลังมีภัยเหอเซินจึงรีบเดินทางเข้าวัง


ไท่ซ่างหวงรู้สึกหงุดหงิดที่จนป่านนี้ยังไม่เห็นรายงานจาก "ฝูฉางอั" ทั้งที่จัดสรรงบประมาณในการขยายคูคลองไปให้แล้ว เฉาจิ้นซีเตือนว่าวันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าและหิมะเริ่มโปรยปรายแล้ว จากนั้นก็ชวนไท่ซ่างหวงออกไปเดินชมหิมะโดยนำเสื้อคลุมที่อากุ้ยส่งมาถวายเป็นของขวัญมาคลุมให้พระองค์ แต่แล้วอยู่ๆ เสื้อคลุมตัวดังกล่าวก็เกิดไฟลุกไหม้โดยไม่ทราบสาเหตุ โชคดีที่เฉาจิ้นซีช่วยดึงออกให้ทัน ฮ่องเต้เจียชิ่งกำลังจะร่วมอธิษฐานและจุดโคมกับคนในครอบครัวซึ่งประกอบด้วย "หวงกุ้ยเฟย" (ชื่อจริง "หนิ่วฮู่ลู่ หลิงเอ๋อร์" ภายหลังถูกแต่งตั้งเป็นฮองเฮา หรื "จักรพรรดินีเซี่ยวเหอรุ่ย"), "เหมียนหนิง" (พระโรสขดีตฮองเฮาผู้ล่วงลับ ภายหลังถูกสถาปนาเป็น "เต้ากวงตี้" จักรพรรดิองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์ชิง), "เสียนเฟย" (ชื่อจริง "หลิวเจีย ฉิงเอ๋อร์") ตลอดจนเหล่าพระสนมคนอื่นๆ แต่พอรู้ว่าเกิดเรื่องกับไท่ซ่างหวง ฮ่องเต้จึงรีบไปหาพระบิดาที่ตำหนักทันที

ฮ่องเต้รินชาเนยทิเบตลงในถ้วยชาหรู่เหยา (ที่เพิ่งได้มาจากมองโกล) ให้ไท่ซ่างหวง โดยบอกว่าดื่มแล้วจะช่วยให้ผ่อนคลาย ทันใดนั้น เหอเซินก็รีบบึ่งมาเข้าเฝ้าไท่ซ่างหวงด้วยความเป็นห่วง แม้จะมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลางร้ายเพราะไฟลุกไหม้เสื้อคลุมโดยไม่มีสาเหตุ แต่เหอเซินยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นแผนสมคบคิดของคนบางกลุ่ม ก่อนพิสูจน์ให้เห็นว่าสาเหตุที่เสื้อคลุมเกิดไฟลุกไหม้เพราะมีคนแอบโรงผงฟอสฟอรัสขาวลงบนเสื้อคลุม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นแผนลอบปลงพระชนม์ไท่ซ่างหวง

ขณะอยู่ด้วยกันตามลำพัง (โดยไม่มีฮ่องเต้) ในตำหนักจื่อกวง (จื่อกวงเก๋อ) ไท่ซ่างหวงสงสัยว่าทำไมเหอเซินถึงล่วงรู้แผนการของอากุ้ย เหอเซินกล่าวว่าอากุ้ยส่งคนมาลอบสังหารตนขณะเดินทางเข้าวัง ตนจึงบุกไปหาอากุ้ย ครั้นอากุ้ยเห็นว่าตนยังไม่ตายจึงส่งสัญญาณให้ปลงพระชนม์ไท่ซ่างหวง เพียงแต่ตนนึกไม่ถึงว่าอากุ้ยจะเล่นงานพระองค์ด้วยเสื้อคลุม ไท่ซ่างหวงกล่าวว่าอากุ้ยคิดกำจัดเหอเซินมานานแล้ว ในที่สุดเขาก็ลงมือจริงๆ เหอเซินชี้ว่าอากุ้ยเป็นกบฏ ไท่ซ่างหวงปรามว่าไหนๆ อากุ้ยก็ตายไปแล้วจึงไม่ควรพูดถึงเขาในทางไม่ดี จากนั้นก็สั่งให้เฉาจิ้นซีปลดภาพวาดอากุ้ยที่แขวนเด่นเป็นสง่าในตำหนัก เหอเซินต้องการกวาดล้างคนของอากุ้ย แต่ไท่ซ่างหวงไม่คิดเอาความจึงตัดบทด้วยการบอกให้เหอเซินกลับไปฉลองวันส่งท้ายปีเก่ากับครอบครัว ครั้นเหอเซินออกไปแล้วไท่ซ่างหวงจึงเปรยว่า คนฉ้อฉลได้เสวยสุข ส่วนคนจงรักกลับต้องมาจบชีวิตตนเอง ไท่ซ่างหวงรู้ดีว่าทำไมขุนนางที่จงรักภักดีอย่างอากุ้ยจึงไม่อาจยอมรับในการกระทำของตน แต่ในฐานะสหายพระองค์อดน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมอากุ้ยถึงไม่ยอมปล่อยให้คนแก่อย่างตนทำเรื่องที่เห็นแก่ตัวบ้าง (เหอเซินรู้ใจไท่ซ่างหวงและมักชวนไปทำเรื่องสนุกๆ)


เหอเซินเห็นฮ่องเต้ยืนรอฟังข่าวจึงบอกให้พระองค์วางใจเรื่องไท่ซ่างหวง ครั้นฮ่องเต้ถามว่าเขาสงสัยว่าใครเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เหอเซินกล่าวว่าตนยังไม่กล้าคาดเดาแต่จะรวบรวมหลักฐานแล้วลากคอคนผิดมาลงโทษให้จงได้ (เขาจ้องฮ่องเต้ด้วยสายตาแข็งกร้าว) ฮ่องเต้เห็นเหอเซินยืนเหม่อมองท้องฟ้าจึงเดินเข้าไปถามว่า เขารู้เรื่องสัญลักษณ์แห่งจักรวาลที่อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างวังต้องห้ามหรือไม่ เหอเซินตอบว่าวงกลม (สวรรค์) อยู่เหนือสี่เหลี่ยม (โลก) สองสิ่งนี้ต่างอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตัวเอง ทุกสิ่งและทุกคนที่อยู่บนฟ้าดินล้วนต้องทำตามกฎ ฮ่องเต้แย้งว่าไม่ใช่ทุกคน ก่อนเหน็บว่าเหอเซินคือข้อยกเว้น เหอเซินถือเป็นคำชมและขอลากลับไปหาครอบครัวเพราะได้เวลาเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้ว

ณ ตำหนักเฟิ่งเสียน (สถานที่ๆ ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงทำการเซ่นไหว้บรรพกษัตริย์) เหล่าองค์ชายมารวมตัวกันเพื่อรอทำพิธีเซ่นไหว้ เมื่อฮ่องเต้มาถึงหย่งเสวียน (องค์ชายแปด) กับหย่งซิง (องค์ชายสิบเอ็ด) จึงถามถึงไท่ซ่างหวงด้วยความเป็นห่วง หย่งเสวียนคิดฉวยโอกาสกุมอำนาจในวังจึงอ้างว่าเหอเซินทำงานบกพร่อง เขาจะไปเข้าเฝ้าไท่ซ่างหวงที่ตำหนักหยางซินเพื่อขอดูแลกรมวังแทนเหอเซินแต่ฮ่องเต้ห้ามเอาไว้ หย่งซิงเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียดจึงเตือนฮ่องเต้ว่านี่เป็นฤกษ์ยามสำหรับการเซ่นไหว้ หากพ้นช่วงเวลานี้ไปจะไม่ดี ฮ่องเต้จึงทำหน้าที่แทนไท่ซ่างหวง (ตนแรกหย่งเสวียนมีท่าทีอิดออดเพราะอยากไปเข้าเฝ้าไท่ซ่างหวงมากกว่า แต่พอถูกฮ่องเต้ตวาดเสียงแข็งเขาจึงยอมคุกเข่าแต่โดยดี)

เหอเซินแวะไปหา "โต้วโค่ว" ก่อนกลับบ้าน หลิวเฉวียนมาดักรอเพื่อรายงานว่าคนร้าย (ที่ลอบสังหารเหอเซิน) ยอมตายแต่ไม่ยอมจำนน ทุกคนล้วนกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เหอเซินยังไม่ปักใจเชื่อว่าคนของอากุ้ยจะตายทั้งหมดจึงสั่งให้หลิวเฉวียนนำศพทุกคนมาให้ตนดู และหมายมั่นว่าจะกวาดล้างผู้ร่วมอุดมการณ์ของอากุ้ยให้สิ้นซาก โต้วโค่วเป็นหญิงสาวคนสนิทที่เหอเซินชอบและพยายามขอแต่งงานหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ (เธอทำธุรกิจซื้อขายข้อมูลและมักคอยช่วยงานเหอเซิน) หลังรินน้ำชาให้เหอเซินและเห็นว่าเขาปลอดภัยดี (เธอรู้ว่าเขาโดนลอบสังหาร) โต้วโค่วจึงกล่าวว่าในเมื่อเขาร่วมทานอาหารค่ำวันสิ้นปีกับเธอแล้ว ก็ควรกลับบ้านไปทานอาหารค่ำกับสมาชิกในครอบครัว


เหอเซินตัดพ้อที่ถูกไล่กลับบ้านหลังดื่มชาอัลมอนด์ไข่มุกแค่ถ้วยเดียว โต้วโค่วแย้งว่าเธอไม่ได้ไล่แต่ยอมปล่อยเขาไปต่างหาก จากนั้นก็ชี้ว่าข่าวลือเรื่องที่เขาโดนลอบสังหารแพร่สะพัดไปทั่ว ป่านนี้คนในครอบครัวคงเป็นห่วงเขามาก เหอเซินกล่าวว่าตนน่าจะให้อากุ้ยสับตนเป็นสองท่อน ท่อนหนึ่งจะได้กลับบ้าน ส่วนอีกท่อนอยู่ที่นี่ โต้วโค่วห้ามไม่ให้เขาพูดเรื่องไม่เป็นมงคล เหอเซินกล่าวว่าหลังดื่มชาอัลมอนด์แล้วตนจะกลับบ้านแต่โดยดี เขาชี้ว่าแม้คนมากมายอยากเอาชีวิตตนแต่ตนยังตายไม่ได้เพราะยังไม่ได้แต่งงานกับโต้วโค่ว ตนอุตส่าห์ไปหาฤกษ์แต่งงานในปีหน้าแต่กระดาษจดฤกษ์ยามดันถูกอากุ้ยฟันจนขาดสะบั้น ตนอยากขอโต้วโค่วแต่งงานเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ แต่รู้ว่าเธอไม่ทางตอบตกลงจนกว่าตนจะทำตามสัญญา ถึงกระนั้นก็ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับตน ปีหน้าตนจะขอโต้วโค่วแต่งงานอีกครั้งแน่ หลังต่างฝ่ายต่างอวยพรปีใหม่ให้กันแล้วเหอเซินจึงกลับบ้าน

เหล่านายทหารมารวมตัวกันที่จวนเหอเซินด้วยความเป็นห่วง หลังทราบข่าวว่ามีคนพยายามลอบสังหารเขากับไท่ซ่างหวง (เหอเซินสังกัด "กองธงแดง" ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดกองธง)  ครั้นชายคนหนึ่งกล่าวว่ากองกำลังทหารม้าของตนพร้อมบุกเมืองหลวงทุกเมื่อ เหอเซินจึงเตือนชายคนดังกล่าวให้ระวังคำพูด จากนั้นก็บอกให้ทุกคนกลับไปฉลองวันสิ้นปีกับครอบครัว เหอเซินรีบไปที่ห้องอาหารเพื่อร่วมรับประทานอาหารวันสิ้นปีกับคนในครอบครัวหลังล่วงเลยเวลามาพอสมควรแล้ว ทันทีที่ไปถึงเขาก็เรียก "ฝูเอิน" มานั่งตัก (ฝูเอินเป็นหลานของเหอเซิน  และเป็นลูกชายของ "เฟิงเซินอินเต๋อ" (ลูกชายคนโตของเหอเซิน) กับ  "กู้หลุนเหอเสี้ยว" (องค์หญิงสิบ / ธิดาไท่ซ่างหวง) ครั้นเหอเซินบอกให้ทุกคนทานข้าว "ฉางเม่ย" (ภรรยาคนที่สองของเหอเซิน จบการศึกษาจากยุโรป) ก็ขอให้รอเฟิงเซินอินเต๋อก่อน (ณ ตอนนี้เหอเซินมีภรรยาทั้งหมดสามคน ภรรยาคนแรกเสียชีวิตแล้ว)

เมื่อเฟิงเซินอินเต๋อมาถึงเขาก็ทักทายทุกคนยกเว้นบิดา (เขาไม่มองหน้าเหอเซินเลยด้วยซ้ำ) เหอเซินเห็นว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าแล้วจึงเริ่มแจกอั่งเปา ครั้นเห็นว่าหลายชายตัวน้อยช่างจำนรรจา เหอเซินจึงมอบอั่งเปาให้เพิ่ม เฟิงเซินอินเต๋อเห็นดังนั้นจึงสอนลูกว่าอย่าโลภมาก (เขาจงใจพูดประชดบิดา) เหอเซินแย้งว่าก็แค่อั่งเปาเพื่อความเป็นศิริมงคลและบอกให้หลานรับไป  หลังอาหารมื้อค่ำฉางเม่ยนำอั่งเปาซองหนึ่งมาคืนเหอเซิน ที่แท้เฟิงเซินอินเต๋อฝากอั่งเปาซองดังกล่าวมาคืนบิดา (เขายึดมั่นในหลักการและคุณธรรมจึงรับไม่ได้ที่บิดาเป็นขุนนางฉ้อฉล) เหอเซินรู้สึกหนักใจที่ตนกับลูกชายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า ฉางเม่ยเห็นว่าเหอเซินเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน แต่ยังไม่สามารถนอนพักผ่อนเพราะต้องเฝ้ารอรับปีใหม่จึงรินกาแฟให้เขาดื่ม ขณะนั่งอิงแอบชมหิมะโปรยปราย อยู่ๆ เหอเซินก็ลุกพรวดเพราะรู้สึกสังหรณ์ใจจึงรีบควบม้ามุ่งหน้าเข้าวังทันที

พอไปถึงบันไดหน้าพระตำหนักแล้วพบกองเลือดสดๆ บนหิมะ เหอเซินจึงก้มลงดู (ไท่ซ่างหวงกระอักเลือด) ครั้นเห็นฮ่องเต้เดินมาหยุดตรงหน้า เหอเซินจึงถามเสียงเข้มว่า..."ไท่ซ่างหวงอยู่ที่ไหน"

** จบตนที่หนึ่ง **

* เนื้อหาโดย luvasianseries  (ดูอัลบั้มภาพได้ ที่นี่



 


นักแสดงนำ


เฉินจ่านเผิง
รับบท หนิ่วฮู่ลู่ เหเซิน
(นักแสดง / นักร้อง ชาวฮ่องกง)



ถานจวิ้นเยี่ยน
รับบท อ้ายซินเจว๋หลัว หยงเหยี่ยน (จักรพรรดิเจียชิ่ง)
(นักแสดง ชาวฮ่องกง)



หลี่ซือฮั่
รับบท หนิ่วฮู่ลู่ หลิงเอ๋ร์ (จักรพรรดินีเซี่ยวเหอรุ่ย)
(นักแสดง / ผู้ดำเนินรายการ ชาวฮ่องกง)



ถังซืหย่ง
รับบท โต้วโค่ว
(นักแสดง / นักร้อง / นางแบบ ชาวฮ่องกง)



 เหยาจื่อหลิง
รับบท ฉางเม่ย
(นักแสดง / ผู้ดำเนินรายการ ชาวฮ่องกง)



จางกั๋วเฉียง
รับบท อ้ายซินเจว๋หลัว หงลี่ (จักรพรรดิเฉียนหลง)
(นักแสดง / ผู้ดำเนินรายการ ชาวฮ่องกง)



 เฉินซานชง
รับบท ฝูฉางอั
(นักแสดง / นักร้อง ชาวฮ่องกง)



จางอิ่งคัง
รับบท อ้ายซินเจว๋หลัว หย่งหลิน (องค์ชายสิบเจ็ด)
(นักแสดง ชาวฮ่องกง)



 เหอกว่างเพ่ย
รับบท หนิ่วฮู่ลู่ เฟิงเซินอินเต๋
(นักแสดง / นายแบบ ชาวฮ่องกง)



เหเยี่ยนซื
รับบท กู้หลุนเหอเสี้ยว (องค์หญิงสิบ)
(นักแสดง / นักร้อง / นักกล์ฟ ชาวฮ่องกง)



รวมคลิปตัวอย่างจากทีวีบี

*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ / เนื้อหา / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา