วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

เรื่องย่อ ตำนานรักเหนือภพ (Journey of flower)




กำกับ: หลินอวี้เฟิน, เกาหลินเป้า,  เหลียงเซิ่งเฉวียน
เขียนบท: เฟรช กั๋วกั่ว (ผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้), เหราจวิ้น
แนวละคร: แฟนตาซี, ดราม่า, โรแมนติก
จำนวนตอน: 58 (ทีวี) 54 (นิยาย)
ออกอากาศ: จีน - วันที่ 9 มิถุนายน 2558 ทางหูหนานทีวี
                 ไทย - ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 16.30-17.30 น.ทางพีพีทีวี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 - 17 มิถุนายน 2559

เรื่องย่อ




ละคร "ตำนานรักเหนือภพ (Journey of flower)" ดัดแปลงมาจากนวนิยายออนไลน์สุดฮิตของ "เฟรช กั๋วกั่ว" เรื่อง "ฮัวเชียนกู่"   ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกทาง jjwxc.net หนึ่งในเว็บไซต์ด้านวรรณกรรมออนไลน์ใหญ่สุดของจีน โดยเนื้อหาอ้างอิงตำนานของลัทธิเต๋าที่กล่าวถึงวิถีทางสู่การเป็นเซียน และเมื่อนำมาดัดแปลงเป็นละครก็ได้มีการดัดแปลงเนื้อหา โดยผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้ได้มาร่วมเขียนบทละครด้วย

เนื้อหาในละครกล่าวถึงเรื่องราวความรักของเด็กสาวชะตาอาภัพ นามว่า  "ฮัวเชียนกู่" ผู้ไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากการมีชีวิตเรียบง่ายและได้อยู่เคียงข้างชายที่ตนรัก  กับเทพเซียนผู้พิทักษ์หกภพภูมิ "ไป๋จื่อฮั่ว" ผู้สุขุม เยือกเย็น และยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อปกป้องสำนักเซียนฉางหลิว ตลอดจนหกภพภูมิ

"ฮัวเชียนกู่" เป็นเด็กสาวใสซื่อที่นำความตายมาสู่แม่ผู้ให้กำเนิดเธอ ในวันที่เธอเกิด ต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ต่างพากันเหี่ยวเฉาโรยรา เธอจึงถูกตั้งชื่อว่า "ฮัวเชียนกู่" ซึ่งหมายถึงซากบุปผานับพัน นอกจากนี้ เธอยังเกิดมาพร้อมกลิ่นกายประหลาดที่ดึงดูดหมู่มารและปีศาจร้าย ทุกคนในหมู่บ้านจึงต่างพากันรังเกียจและชิงชังเธอเพราะคิดว่าเธอเป็นปีศาจและเป็นตัวกาลกิณี เธอเลยต้องใช้ชีวิตอยู่กับพ่อตามลำพังอย่างหงอยเหงาเป็นเวลาเกือบ 16 ปี




วันหนึ่งเชียนกู่ถูกปีศาจตามไล่ล่าและได้รับความช่วยเหลือจากยอดเซียน "ไป๋จื่อฮั่ว" ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาทำภารกิจบนโลกมนุษย์ก่อนเข้ารับตำแหน่งเจ้าสำนักฉางหลิว หลังพ่อตายเธอขอร้องให้เขาช่วยอยู่เป็นเพื่อนสัก 2-3 วันจนกว่าจะถึงวันเกิดครบรอบ 16 ปี เขาจึงกลายเป็นเพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอ (เธอรู้จักเขาในนาม "โม่ปิง") หลังทำตามที่เธอร้องขอแล้วเขาก็จากไปโดยไม่ร่ำลา  เชียนกู่ จึงมุ่งหน้าขึ้นเขาสู่ซานเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์นักพรตชิงซวีตามคำสั่งเสียของพ่อ โดยได้รับความช่วยเหลือจากประมุขหออี้สิ่วนามว่า "อี้สิ่วจวิน" เขาล่วงรู้ดวงชะตาของเชียนกู่จึงหวังใช้เธอเป็นเครื่องมือในการล้างแค้นจื่อฮั่ว โดยวางแผนทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น

เมื่อเชียนกู่ไปถึงสำนักสู่ซานก็พบว่าทุกคนถูกสังหารหมู่ก่อนที่เธอจะไปถึงได้ไม่นาน แม้แต่นักพรตชิงซวีก็ยังถูกศิษย์ชั่ว "อวิ๋นอี้" ทำร้ายและแย่งชิงโซ่พันฟ้า (หนึ่งในอาวุธเทพ) ไปให้ "ตานชุนชิว" ซึ่งเป็นผู้คุมกฏของพรรคเจ็ดสังหาร แทนที่จะได้เป็นศิษย์สำนักสู่ซาน เชียนกู่กลับต้องรักษาการในฐานะเจ้าสำนัก ทั้งยังต้องปกป้องคัมภีร์ล้ำค่าตามคำสั่งเสียของนักพรตชิงซวี และนั่นก็ทำให้เธอถูกอวิ๋นอี้ปองร้าย โชคดีที่จื่อฮั่วมาช่วยชีวิตเธอไว้ได้ทัน แม้เชียนกู่จะจำไม่ได้ว่าเขาคือพี่โม่ (โม่ปิง) ของเธอ แต่เธอก็รู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างประหลาด ขณะที่จื่อฮั่วพบว่าเวลาอยู่เคียงข้างเชียนกู่พลังภายในของเขาจะอ่อนลงเองเรื่อยๆ โดยที่ตัวเขาไม่อาจควบคุมได้ ทำให้เขากับเชียนกู่ถูกชุนชิวจับขังไว้ในโซ่พันฟ้า ถึงกระนั้นทั้งคู่ก็หลุดรอดออกมาได้อย่างฉิวเฉียดเพราะเลือดของเชียนกู่




จื่อฮั่วพบว่าเชียนกู่คือผู้ที่จะนำภัยมหันต์มาสู่ตนและเป็นคนที่อาจารย์บอกให้เขากำจัด แต่เขากลับสังหารเธอไม่ลงและคิดว่าคงไม่ได้พบกันอีก  ถึงกระนั้นเขาก็หนีเธอไปไม่พ้นเพราะเชียนกู่หมายมั่นว่าจะเป็นศิษย์สำนักฉางหลิวให้ได้ (ประมุขหออี้สิ่วบอกเธอว่าพี่โม่อยู่ที่นั่น) ครั้นพอสำนักฉางหลิวเปิดรับศิษย์ใหม่เธอจึงรีบไปสมัครและผ่านการทดสอบในด่านแรกโดยได้รับความช่วยเหลือจากบัณฑิตหนุ่ม "ตงฟางอวี้ชิง" ซึ่งตามติดเธอนับตั้งแต่วันแรกที่พบกัน แม้ฝีมือเชียนกู่จะอ่อนด้อยกว่าทุกคนแต่เธอกลับมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนผ่านการทดสอบอันหฤโหดมาได้ ทำให้จื่อฮั่วรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเธอถึงอยากเป็นศิษย์ฉางหลิวยิ่งนัก (เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เธอผ่านการทดสอบ แต่ก็ไม่เป็นผล)

ในที่สุดเชียนกู่ก็ได้เป็นศิษย์สำนักฉางหลิวสมใจ ทำให้ความฝันที่อยากมีเพื่อนมากมายกลายเป็นความจริง แถมเพื่อนของเธอแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา เพราะมีทั้งลูกสาวเจ้าสำนัก จักรพรรดิในแดนมนุษย์ ฯลฯ นอกจากนี้ เธอยังสนิทสนมกับประมุขหนุ่มรูปงามในแดนมารอีกด้วย นอกจากจะเป็นศิษย์สำนักฉางหลิวแล้ว เชียนกู่ยังได้เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของจื่อฮั่วทำให้เขาและเธอใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และนั่นก็นำมาซึ่งความอิจฉาริษยา สุดท้ายคนที่เคยเป็นมิตรก็กลับกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ




หลังจากนั้นเชียนกู่ก็ประสบเคราะห์กรรมและถูกกระทำต่างๆ นานา แต่คนที่ทำร้ายเธออย่างแสนสาหัสกลับเป็นคนที่เธอรักอย่างจื่อฮั่ว ถึงกระนั้นเธอก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อเขาจนนำมาซึ่งพิบัติภัยอันใหญ่หลวงต่อหกภพภูมิ

บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรติดตามชมได้ใน "ตำนานรักเหนือภพ (Journey of flower)" ทางช่องพีพีทีวี

ตอนที่ 1



ละครเปิดฉากขึ้นในวันที่ "ฮัวเชียนกู่" ลืมตาดูโลก... ขณะที่นักพรตเต๋า "ชิงซวี" เจ้าสำนักสู่ซานกำลังนั่งบำเพ็ญเพียร เขาเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งลงไปยังโลกมนุษย์ในยามค่ำคืนจึงรีบตามไปดูและพบว่าดาวตกลงที่บ้านหลังหนึ่ง ไม่นานก็มีเสียงทารกน้อยร้องไห้จ้า พ่อของเด็กทารกซึ่งยืนลุ้นอยู่ทางด้านนอกได้ยินเสียงลูกร้องก็รู้สึกดีใจ เขารีบวิ่งเข้าไปดูภรรยาและลูกทางด้านในแต่กลับพบว่าภรรยาเสียชีวิตขณะคลอดลูก แถมทารกน้อยยังมีกลิ่นกายประหลาด ชิงซวีเห็นว่ากลิ่นกายของทารกน้อยทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉา ซ้ำยังดึงดูดหมู่มารและเหล่าปีศาจร้ายจึงร่ายมนต์คุ้มกันและช่วยขับไล่ปีศาจให้ พลางนึกสงสัยว่าทารกน้อยผู้นี้เป็นใครกันแน่ 

วันรุ่งขึ้นนักพรตชิงซวีมอบเสื้อคลุมวิเศษที่สามารถปกปิดกลิ่นกายและป้องกันปีศาจให้ทารกน้อย โดยบอกพ่อเด็กว่าเสื้อคลุมที่ตนมอบให้จะปกป้องลูกสาวของเขาจากสิ่งชั่วร้ายได้เพียง 16 ปีเท่านั้น หากเด็กอายุครบ 16 ปีเมื่อไหร่ให้ส่งไปฝึกวิชากับตนที่เขาสู่ซานเพื่อที่เด็กจะได้มีวิชาไว้ป้องกันตัว พ่อของเด็กขอให้นักพรตชิงซวีช่วยตั้งชื่อให้ลูกสาวของตน นักพรตชิงซวีเห็นว่าหลังทารกออกจากครรภ์มารดา ต้นไม้และดอกไม้ต่างพากันเหี่ยวเฉา จึงตั้งชื่อทารกน้อยว่า "ฮัวเชียนกู่" (ซึ่งหมายถึง ซากบุปผานับพัน - ฮัว แปลว่า ดอกไม้ / เชียน แปลว่า พัน / กู่ แปลว่า ซากหรือกระดูก) 


เชียนกู่เล่าให้คนดูฟังว่า เธอเกิดที่หมู่บ้านฮัวเหลียน (หมู่บ้านดอกบัว) เธอชอบที่นั่นเพราะมันงดงามดุจสวนสวรรค์ แต่คนที่นั่นต่างรังเกียจและเกลียดชังเธอเพราะเชื่อว่าเธอเป็นดาวอับโชคหรือตัวกาลกิณี เธอกับพ่อจึงถูกโดดเดี่ยวให้อยู่ที่บ้านชายป่ากันตามลำพังโดยไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย อีกไม่กี่วันเธอก็จะมีอายุครบ 16 ปีแล้ว สิ่งที่เธอปรารถนามากที่สุดคือการมีเพื่อนเยอะๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นได้แค่เพียงฝัน เพราะไม่ว่าเธอไปที่ไหนก็จะมีแต่คนขับไล่ไสส่ง บ้างก็นำตาข่ายมาล้อมจับเธอเพราะคิดว่าเธอเป็นปีศาจ เธอจึงนึกสงสัยว่าตนจะนำโชคร้ายมาสู่คนรอบข้างอย่างที่ถูกกล่าวหาจริงหรือ ถึงกระนั้นเธอก็ยังปลอบใจตัวเองว่าตราบใดที่ยังไม่สิ้นหวัง ต้องมีสักวันที่เธอจะมีเพื่อนข้างกาย

ส่วน "ไป๋จื่อฮั่ว" บอกคนดูว่า ยิ่งมีพลังอำนาจมากเท่าไหร่ ก็ต้องแบกภาระรับผิดชอบที่มากพอกัน... ตนมาจากสำนักฉางหลิว ตั้งมั่นอยู่กับการบำเพ็ญบารมี ความปรารถนาชั่วชีวิตของตนคือการอภิบาลความเที่ยงธรรม คุ้มครองสำนักฉางหลิวตลอดชั่วกาลนาน และรักษาความสงบสุขให้กับหกภพภูมิ



ณ สำนักเซียนฉางหลิว "เหยี่ยนเต้า" กล่าวกับศิษย์ทั้งสาม (จื่อฮั่ว หมัวเหยียน และเซิงเซียวโม่) ว่า จื่อฮั่วและ "หมัวเหยียน" คือผู้ที่มีวิชาแก่กล้าที่สุดในสำนักฉางหลิว แม้หมัวเหยียนจะเป็นคนซื่อตรงแต่ยังคงมีอคติอยู่บ้าง ส่วนจื่อฮั่วนั้นแม้เวลาจะผ่านไปนาน 16 ปี แต่เขายังไม่ยอมปริปากบอกอาจารย์อย่างตนว่าเกิดอะไรขึ้นในหมู่ยอดเซียนทั้งห้า (จื่อฮั่วเป็นหนึ่งในนั้น) ในเมื่อเป็นเช่นนี้ตนก็ทำได้เพียงมอบตำแหน่งเจ้าสำนักให้กับจื่อฮั่ว จื่อฮั่วแย้งว่าสิ่งเดียวที่ตนปรารถนาคือการบำเพ็ญบารมี ตนไม่รู้วิธีบริหารหรือหลักการปกครองจึงไม่อาจแบกรับหน้าที่สำคัญเยี่ยงนี้ได้

เหยี่ยนเต้าชี้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของสำนักฉางหลิวไม่สู้ดีนัก ประกอบกับพรรคเจ็ดสังหารเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว จื่อฮั่วจึงต้องคอยยังยั้งไม่ให้พรรคเจ็ดสังหารรวบรวมอาวุธเทพทั้งสิบมาไว้ในครอบครองได้อีกครั้ง มิเช่นนั้นจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ เพื่อปกป้องผู้คนและผดุงความเป็นธรรมในดินแดนมนุษย์ เขาจึงจำเป็นต้องแบกรับหน้าที่อันสำคัญนี้ เหยี่ยนเต้ารู้ว่าตอนนี้พรรคเจ็ดสังหารได้เคลื่อนพลเข้าไปใกล้เขตเขาสู่ซานแล้ว จึงมอบหมายภารกิจสุดท้ายให้จื่อฮั่วเพื่อเป็นการทดสอบความสามารถและฝึกฝนก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยสั่งให้จื่อฮั่วลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อสืบความเคลื่อนไหวของพรรคเจ็ดสังหารและกำชับให้เขาทำตามกฏของสำนักที่ห้ามใช้เวทมนต์บนโลกมนุษย์ในระหว่างการทดสอบและฝึกฝน



พอรู้ว่าจื่อฮั่วจะรับตำแหน่งเจ้าสำนักฉางหลิว "ถานฟ่าน" (หนึ่งในยอดเซียนทั้งห้า) ก็รู้สึกผิดหวัง  เขาตำหนิจื่อฮั่วที่ไม่นึกถึงความรู้สึกของตนและ "เซี่ยจื่อซวิน" (มารกลับใจ เป็นหนึ่งในยอดเซียนทั้งห้า) เมื่อก่อนยอดเซียนทั้งห้าอย่างพวกตนเคยลงไปท่องโลกอย่างอิสระ และร่วมผดุงคุณธรรมบนโลกมนุษย์อย่างมีความสุขด้วยกัน แต่แล้วอยู่ๆ "อู๋โก้ว" ก็ถอนตัว ส่วน "ตงหัว" หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แถมตอนนี้จื่อฮั่วยังจะทิ้งพวกตนไปรับตำแหน่งเจ้าสำนักฉางหลิวอีกคน จื่อฮั่วกล่าวว่าตนไม่อาจขัดคำสั่งอาจารย์ได้ จื่อซวิ่นจึงทวงถามเรื่องที่จื่อฮั่วเคยบอกว่า เขาเพียงต้องการท่องโลกและคอยปกป้องผู้บริสุทธิ์ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจื่อฮั่วถึงยอมรับตำแหน่งเจ้าสำนัก แต่จื่อฮั่วไม่ยอมให้คำตอบใดๆ ทั้งยังเหาะหนีไปอย่างไม่ใยดี ทำให้จื่อซวิ่นถึงกับน้ำตาร่วง


 

"อี้สิ่วจวิน" (ประมุขหออี้สิ่ว) เห็นแสงคล้ายดาวตกก็รู้ได้ทันทีว่าจื่อฮั่วกำลังเดินทางไปยังโลกมนุษย์ เขาอาฆาตแค้นยอดเซียนทั้งห้ามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อของเขาถูกหนึ่งในห้าเซียนฆ่าตาย เขาเฝ้ารอโอกาสที่จะได้แก้แค้นมานานถึง 16 ปีและตอนนี้โอกาสใกล้มาถึงแล้ว (ตอนเด็กๆ เขาเคยลั่นวาจาต่อหน้ายอดเซียนทั้งห้าว่าจะทำให้ชีวิตของทุกคนเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าตาย) เขารู้ว่าจื่อฮั่วมีวรยุทธสูงส่งและเป็นหนึ่งในใต้หล้าจึงไม่อาจสังหารจื่อฮั่วด้วยน้ำมือตนเองได้  เลยคิดยืมมือคนอื่นแทน (และคนๆ นั้นก็มีดวงชะตาที่จะนำหายนะมาสู่จื่อฮั่ว)  



เชียนกู่วิ่งหนีปีศาจในป่ายามค่ำคืนตามลำพังโดยไม่ทันคิดเรื่องเหน็ดเหนื่อยหรือหวาดกลัว เพราะต้องรีบไปตามหมอจาง (ในหมู่บ้านฮัวเหลียน) มารักษาพ่อที่กำลังใกล้ตาย แต่พอไปถึงบ้านหมอจางกลับพบว่าหมอจางถูกฆ่าตายแล้ว แถมปีศาจ (สัตว์ประหลาด) ตัวใหญ่ยักษ์ยังตามเข้ามาในหมู่บ้านและพยายามจับเธอกินเป็นอาหาร  โชคดีที่จื่อฮั่วเหาะผ่านมาเลยเห็นปีศาจเข้าพอดี เขาช่วยชีวิตเชียนกู่เอาไว้ได้ทันแต่ไม่อาจใช้พลังหรือร่ายมนต์ปราบปีศาจได้ จึงได้แต่พาเชียนกู่หลบหนีกลับมาที่บ้าน ตอนแรกเขาเฝ้าระวังปีศาจให้เธอที่หน้าบ้าน ครั้นพอเห็นว่าบ้านเชียนกู่อยู่ในวงเวทย์คุ้มกันปีศาจของสำนักสู่ซาน เขาจึงเข้าไปในบ้านเพื่อช่วยตรวจดูอาการและทำให้พ่อของเชียนกู่ฟื้นคืนสติ จากนั้นก็แนะนำตัวโดยบอกว่าตนชื่อ "โม่ปิง" 

หลังจากนั้นไม่นาน เหล่าชาวบ้านที่หมู่บ้านฮัวเหลียนต่างบุกมาที่บ้านของเชียนกู่ด้วยความโกรธแค้น เพราะคิดว่าเชียนกู่ทำให้หมอจางตาย พวกเขาต้องการแก้แค้นแทนหมอจางจึงพากันเผาบ้านเชียนกู่ หวังให้เธอตายในกองเพลิง จื่อฮั่วทำได้เพียงช่วยดับไฟแต่ไฟโหมแรงเกินกว่าเขาจะรับมือไหว เชียนกู่เห็นดังนั้นจึงบอกให้จื่อฮั่วรีบหนีเอาตัวรอด ทันใดนั้น จื่อซวินซึ่งตามจื่อฮั่วลงมายังโลกมนุษย์ก็ช่วยร่ายมนต์ดับไฟให้ เหล่าชาวบ้านเห็นดังนั้นจึงพากันหวาดกลัวและวิ่งหนีไป จื่อฮั่วกล่าวขอบคุณจื่อซวินที่ช่วยเหลือตนและสองพ่อลูก  แต่จื่อซวินแกล้งทำเป็นเฉไฉโดยบอกว่าเธอก็แค่ชอบสอดเรื่องของคนอื่น



พ่อเชียนกู่รู้ว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มากจึงบอกเชียนกู่ว่าอย่าโกรธชาวบ้านเหล่านั้น พวกเขาแค่รู้สึกหวาดกลัวและไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป จากนั้นก็กำชับให้เชียนกู่ไปหานักพรตชิงซวีที่เขาสู่ซานเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ (พ่อเรียกเชียนกู่ว่า "เสี่ยวกู่" หรือกู่น้อย) เชียนกู่เห็นพ่อใกล้สิ้นลมจึงร้องขอความช่วยเหลือจาก 'พี่โม่' (จื่อฮั่ว) จื่อฮั่วไม่อาจทำผิดกฏสำนักจึงได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังจื่อซวิน จื่อซวินยืนกรานว่าเธอไม่มีวันช่วยคนอื่นแทนจื่อฮั่ว เธออยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วจื่อฮั่วซึ่งไม่เคยนิ่งดูดายเมื่อเห็นผู้อื่นเดือดร้อน จะเลือกตำแหน่งเจ้าสำนัก (ไม่ใช้พลังและเวทมนต์) หรือเลือกช่วยชีวิตคนกันแน่ จื่อฮั่วพยายามต่อสู้กับความรู้สึกของตนเอง เขาอยากช่วยชีวิตพ่อของเชียนกู่ใจจะขาด แต่ถ้าช่วยหนึ่งชีวิตที่อยู่ตรงหน้า ก็จะพลาดโอกาสในการปกป้องสำนักฉางหลิวและผู้คนจำนวนมหาศาลให้รอดพ้นเงื้อมือมาร ในที่สุดพ่อของเชียนกู่ก็สิ้นใจตายตรงหน้าจื่อฮั่ว


หลังฝังศพพ่อแล้วเชียนกู่ก็ได้แต่นั่งซึม จื่อฮั่วสงสัยว่าทำไมชาวบ้านได้ถึงได้จงเกลียดจงชังเชียนกู่นัก เชียนกู่จึงเล่าให้ฟังว่าเป็นเพราะแม่ของเธอตายขณะคลอดเธอ ส่วนเลือดของเธอไม่เพียงทำให้ดอกไม้เหี่ยวเฉาแต่ยังดึงดูดเหล่าปีศาจอีกด้วย ชาวบ้านทุกคนเลยคิดว่าเธอเป็นปีศาจ ด้วยเหตุนี้เธอกับพ่อจึงไม่ย่างกรายเข้าไปในตัวหมู่บ้านอีกเลย เพราะเธอเป็นตัวซวยหากใครเข้าใกล้เธอจะโชคร้ายและประสบเคราะห์กรรม ทุกคนในหมู่บ้านจึงเกลียดชังและพากันขับไล่ไสส่งเธอ แม้จะเจอเรื่องพวกนี้บ่อยครั้งจนชิน แต่บางครั้งเธอก็อดเศร้าใจไม่ได้และอยากร้องไห้เพื่อระบายความอัดอั้นออกมา ปัญหาก็คือเธอไม่มีน้ำตามาตั้งแต่เกิด ถึงอยากร้องไห้แค่ไหนเธอก็ร้องไม่ออก 

จื่อฮั่วถามต่อว่าเธอเกลียดชาวบ้านเหล่านั้นไหม เชียนกู่ตอบว่าเธอเองก็คิดเหมือนพ่อว่าทุกคนเพียงแค่หวาดกลัวว่าตนเองและครอบครัวจะมีภัย  ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ผิดเลยสักนิด คนที่ผิดคือตัวเธอ ความจริงแล้วเธอไม่น่าเกิดมาเลยด้วยซ้ำ  จื่อฮั่วอยากรู้ว่าพ้นวันนี้ไปแล้วเชียนกู่ซึ่งเหลือตัวคนเดียวในโลกคิดที่จะทำอะไรต่อไป พอเชียนกู่ตอบว่าเธอจะไปหานักพรตชิงซวีที่เขาสู่ซาน จื่อฮั่วก็มอบเงินจำนวนหนึ่งพลางเตือนให้เธอเดินทางอย่างระมัดระวัง ก่อนหันหลังเดินจากไปทันที



เชียนกู่ของร้องให้จื่อฮั่วอยู่เป็นเพื่อนเธอสัก 2-3 วัน โดยบอกว่าอีกสามวันจะครบรอบวันเกิดเธอ เธอไม่เคยมีเพื่อนแม้แต่คนเดียว ที่ผ่านมาเธอฉลองวันเกิดกับพ่อแต่ตอนนี้พ่อจากไปแล้ว จื่อฮั่วรู้สึกผิดต่อเชียนกู่จึงตอบตกลง เขาไม่เพียงอยู่เป็นเพื่อนแต่ยังช่วยเธอซ่อมบ้านที่ถูกไฟไหม้ ทั้งยังทำดาบไม้ให้เป็นของขวัญวันเกิด (เป็นของขวัญชิ้นแรกในชีวิตเชียนกู่)  และช่วยฝึกเพลงกระบี่ให้เพื่อที่เธอจะได้ใช้ปกป้องตัวเองระหว่างเดินทาง จื่อฮั่วรู้สึกเห็นใจเชียนกู่ที่เกิดมาอาภัพซ้ำยังไร้ที่พึ่งพิง เขาเองก็ไม่รู้ว่าระหว่างที่เชียนกู่เดินทางไปยังเขาสู่ซานจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จึงได้แต่ช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดที่มี (หากช่วยมากกว่านี้จะผิดกฏ) ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คงต้องแล้วแต่โชคชะตา



จื่อฮั่วยื่นซาลาเปาให้เชียนกู่ทานฉลองวันเกิด เชียนกู่ทานซาลาเปาวันเกิดอย่างมีความสุข ในที่สุดเธอก็มีเพื่อนเป็นครั้งแรกในชีวิต แถมเขายังอยู่เป็นเพื่อนเธอในวันเกิดอีกด้วย คืนนั้นเชียนกู่ถามจื่อฮั่วว่าหากเธอกลับจากสู่ซานแล้วจะได้เจอเขาอีกหรือไม่ จื่อฮั่วตอบว่าหากเป็นพรหมลิขิตก็คงได้พบกัน คืนนั้น เชียนกู่นอนกอดดาบไม้อย่างมีความสุข เธอไม่รู้ว่าพี่โม่ของเธอ (จื่อฮั่ว) กำลังจะจากไปโดยไม่บอกลา ก่อนไปจื่อฮั่วยืนครุ่นคิดที่หน้าบ้านว่า ทุกคนต่างมีหนทางที่ต้องก้าวเดิน หนทางของตนคือการแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ในสำนักฉางหลิว จากกันวันนี้แล้วตนกับเชียนกู่คงไม่ได้พบกันตลอดกาล


เมื่อเชียนกู่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วไม่พบพี่โม่ เธอก็ทั้งเสียใจและรู้สึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่บอกลา ถึงกระนั้นเธอก็ต้องก้าวเดินบนหนทางของตัวเอง เธอจึงเก็บข้าวของแล้วออกเดินทางไปยังเขาสู่ซานทันที ส่วนจื่อฮั่วกลับไปยังสำนักฉางหลิวเพื่อรับตำแหน่งเจ้าสำนักคนใหม่ หลังเข้ารับตำแหน่งแล้วเขาจะต้องละซึ่งกิเลสโดยตัดขาดจากความรัก โลภ โกรธ หลง ทั้งยังต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งในการปกป้องสำนักและพิทักษ์หกภพภูมิ


ยิ่งเวลาผ่านไปใบหน้าของพี่โม่ในความทรงจำของเชียนกู่ยิ่งเลือนลางจนเธอจำหน้าเขาแทบไม่ได้ ทำให้เชียนกู่รู้สึกแปลกใจมาก และที่น่าแปลกไปว่านั้นก็คือเธอไม่สามารถเดินเข้าไปในอาณาเขตของสำนักสู่ซานได้ เชียนกู่พยายามวิ่งฝ่าเข้าไปแต่ก็โดนพลังลึกลับผลักจนร่างกระเด็น แทนที่จะรู้สึกเจ็บเธอกลับรู้สึกหิว พอหันไปเห็นหัวผักกาดเธอก็รู้สึกดีใจ ปรากฏว่าในบริเวณนั้นมีผักกาดหลายหัว (ลักษณะเหมือนมีคนนำมาปักเตรียมไว้ให้) เธอจึงนำมาตุนไว้เป็นเสบียง หลังจากนั้นก็ลงไปอาบน้ำในลำธาร อยู่ๆ ก็มีบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งมาตักน้ำที่ริมลำธารโดยไม่ทันมองว่าเบื้องหน้ามีสาวน้อยแก้ผ้าอาบน้ำอยู่ เมื่อเชียนกู่หันมาเห็นเข้า ชายคนดังกล่าวก็เงยหน้าขึ้นมามองพอดี เชียนกู่ตกใจสุดขีด ส่วนชายหนุ่มถึงกับตกตะลึง พอตั้งสติได้เขาก็รีบวิ่งหนีไป





หลังขึ้นจากน้ำเชียนกู่ก็เอาหมวกสาน (ซึ่งมีรูโบ๋ตรงกลาง) บังหน้าด้วยความอับอาย ครั้นพอไม่เห็นใครเธอก็รู้สึกโล่งใจ แต่แล้วอยู่ๆ ชายคนดังกล่าวก็วิ่งตามมาขอโทษพร้อมทั้งแนะนำตัวว่าตนชื่อ "ตงฟางอวี้ชิง" เขาบอกเธอว่าตนไม่ได้ตั้งใจแอบดู ทำให้เชียนกู่ยิ่งอายหนักเข้าไปใหญ่ พอเชียนกู่เดินหนีเขาก็รีบคว้าหมวกเธอไว้และขอร้องให้เธอยกโทษให้ ในตอนนั้นความรู้สึกรำคาญเริ่มเข้ามาแทนที่ความอาย เชียนกู่จึงตัดบทด้วยการบอกว่าในเมื่อเขาไม่ได้ตั้งใจเธอก็จะยกโทษให้ เขาจึงควรเลิกตื๊อเธอได้แล้ว พูดจบเชียนกู่ก็รีบเดินหนีไป

ตงฟางขวางเชียนกู่เอาไว้แล้วเตือนว่าบริเวณนี้เป็นป่าเปลี่ยวที่เต็มไปด้วยอันตรายและมีโจรผู้ร้ายชุกชุมเธอจึงต้องระวังตัวให้มากๆ เชียนกู่ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่าเธอรู้แล้วและขอบคุณเขาที่เตือน แต่ตงฟางยังคงขวางเชียนกู่เอาไว้ทำให้เธอชักเริ่มหงุดหงิด เขากล่าวว่าหลังตนใช้เวลาครุ่นคิด พินิจพิจารณาและเฝ้ารอมานาน ในที่สุดตนก็พบวิธีชดใช้ความผิดแล้ว เขาลั่นวาจาว่าหากตนได้เป็นจอหงวนเมื่อไหร่จะมารับเชียนกู่ไปเป็นภรรยา เชียนกู่ได้ยินแล้วถึงกับพูดไม่ออกจึงได้แต่วิ่งหนี แต่ตงฟางยังคงวิ่งตามอย่างไม่ลดละพลางร้องเรียกเธอตลอดทาง


หลังวิ่งหนีตงฟางจนเหนื่อย เชียนกู่ก็มานั่งกินหัวผักกาดอย่างสบายใจเพราะนึกว่าหนีพ้นแล้ว แต่ตงฟางก็หาเธอพบจนได้ พอเขาถามว่าเธอจะขึ้นเขาสู่ซานหรือ เชียนกู่ก็ลืมความรำคาญและถามกลับว่าเขารู้วิธีขึ้นเขาหรือไม่ ตงฟางกล่าวว่าทางขึ้นเขาสู่ซานถูกมนต์คุ้มภัยของลัทธิเต๋าปิดผนึกเอาไว้ หากไม่ใช่คนของสำนักสู่ซานไม่มีทางผ่านเข้าไปได้ เชียนกู่ชักเริ่มกังวลจึงถามว่าเธอไม่มีทางขึ้นเขาได้จริงหรือ ตงฟางแนะนำให้เธอไปที่หออี้สิ่วในเมืองเหยาเกอ เพราะที่นั่นล่วงรู้ความลับทุกอย่าง หากเธอนำของที่สมน้ำสมเนื้อไปแลกเปลี่ยนก็จะได้คำตอบที่ต้องการ เชียนกู่ได้ยินดังนั้นจึงรีบไปที่หออี้สิ่วทันที



เมื่อเชียนกู่ไปถึงหออี้สิ่วก็พบว่ามีชาวบ้านนำของกำนัลมาเข้าคิวรอเป็นจำนวนมาก (ส่วนเชียนกู่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงหัวผักกาด)  สาวไร้คิ้ว "ลี่ว์เชี่ยว" (สาวใช้และผู้ช่วยของประมุขหออี้สิ่ว) ใช้วิธีจับติ้วเสี่ยงทายว่าใครจะได้เข้าไปข้างใน ผลปรากฏว่าผู้โชคดีประจำวันนี้คือคนที่นำหัวผักกาดมาเป็นของกำนัล ลี่ว์เชี่ยวจึงบอกให้เชียนกู่เข้าไปทางด้านใน ถึงแม้จะยังงงๆ และไม่เชื่อหูแต่เชียนกู่ก็รู้สึกดีใจมาก ขณะที่เธอกำลังจะเดินเข้าไปทางด้านใน ลูกสาวเจ้าสำนักเผิงไหลนามว่า "หนีม่านเทียน" ก็ขนสมบัติล้ำค่าเต็มรถม้ามาขอเข้าพบประมุขหออี้สิ่ว ลี่ว์เชี่ยวแย้งว่าวันนี้นายของตนรับเฉพาะหัวผักกาดและบอกให้ม่านเทียนกลับไปเสีย แต่ม่านเทียนกลับบุกเข้าไปทางด้านใน (ลี่ว์เชี่ยวปล่อยให้เธอเข้าไปแต่โดยดี) หลังจากนั้นไม่นานม่านเทียนก็ถูกยอดฝีมือชุดดำที่อยู่ด้านในซัดพลังภายในใส่จนกระเด็นออกมานอกหอต่อหน้าต่อตาเชียนกู่ เธอจึงขู่ว่าจะให้พ่อมาถล่มที่นี่

หลังจากนั้น ลี่ว์เชี่ยวก็บอกให้เชียนกู่เข้าไปทางด้านใน ทำให้เชียนกู่นึกสงสัยว่าแค่ผักกาดสามสี่หัวก็เข้าพบประมุขหออี้สิ่วได้แล้วหรือ ลี่ว์เชี่ยวบอกเพียงว่านี่เป็นกฏของหออี้สิ่ว จากนั้นก็ซัดพลังส่งเธอเข้าไปทางด้านใน เชียนกู่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนเพราะในหอว่างเปล่าไร้ผู้คน  พอเห็นชายชุดดำวิ่งผ่านหน้าแว็บๆ ด้วยความเร็วแบบไฮสปีด เธอจึงวิ่งตามไปจนพบหอสูงระฟ้า เมื่อเข้าไปทางด้านในเธอก็ได้พบห้องๆ หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยลูกแก้วดวงจิตที่ติดอยู่ปลายระฆัง (ภายในลูกแก้วมีลิ้นมนุษย์ห้อยอยู่) เชียนกู่เห็นดังนั้นก็ร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ แต่ที่ทำให้เธอตกใจราวกับเห็นผีก็คือชายสวมหน้ากากที่นั่งทำท่าจุ๊ปากอยู่บนบัลลังก์ (ตอนที่เธอเดินเข้ามาในห้อง ไม่มีใครนั่งอยู่บนนั้น)


พอรู้ว่าตนเองบุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามเชียนกู่ก็ขอโทษและรีบเดินออกจากห้อง แต่แล้วอยู่ๆ ประตูกลับปิดล็อคต่อหน้าต่อตาเธอ ประมุขหออี้สิ่วถือมีดสั้นเดินเข้าหาเชียนกู่จากนั้นก็เจาะเลือดกลางหน้าผากเธอไปหยดหนึ่งแล้วนำไปเก็บไว้ในขวด โดยบอกว่าเป็นของแลกเปลี่ยนสำหรับการบุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามของตน เชียนกู่ได้ยินดังนั้นจึงรีบขอตัว ชายคนดังกล่าวแย้งว่าตนเพิ่งรับของจากเชียนกู่ แต่ทำไมเชียนกู่ถึงรีบขอตัวโดยไม่ถามอะไรสักคำ พอรู้ว่าชายที่อยู่ตรงหน้าคือประมุขหออี้สิ่ว เชียนกู่จึงบอกว่าเธอต้องการขึ้นเขาสู่ซาน ประมุขหออี้สิ่วจุ๊ปากบอกให้เธอเงียบๆ เพื่อฟังความเห็นจากลูกแก้วดวงจิต จากนั้นก็กล่าวว่าไม่ว่าเธอจะขึ้นเขาสู่ซานเพื่ออะไร แต่การไปในครั้งนี้จะไม่สมหวัง เขาถามว่าหากการขึ้นเขาสู่ซานครั้งนี้เป็นการเสียแรงเปล่าเธอจะยังไปอีกไหม เชียนกู่ยืนกรานว่าถึงยังไงเธอก็จะไปเพราะนี่คือความปรารถนาของพ่อเธอ


ประมุขหออี้สิ่วได้ยินดังนั้นจึงมอบจี้หยาดน้ำฟ้าให้เธอ โดยบอกว่าจี้ดังกล่าวทำมาจากหยาดน้ำตาของนกเฟิงหวง* และสิ่งที่อยู่ข้างในคือเลือดหนึ่งหยดของเธอ ของสิ่งนี้จะช่วยให้เธอฝ่ามนต์คุ้มภัยไปยังเขาสู่ซานได้ เชียนกู่ถามย้ำว่าของสิ่งนี้จะช่วยให้เธอขึ้นเขาสู่ซานได้จริงๆ หรือ ประมุขหออี้สิ่วกล่าวอย่างเป็นปริศนาว่าของวิเศษจากหออี้สิ่วทำอะไรได้มากกว่านั้น  พูดจบเขาก็อนุญาตให้เธอออกจากห้องได้

* นกเฟิงหวง คือ "ฟีนิกซ์" บ้างก็เรียก วิหคเพลิง หรือ หงส์ไฟ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ การเกิดใหม่ และชีวิตหลังความตาย น้ำตาของนกฟีนิกซ์มีพลังในการรักษาบาดแผลได้ บางตำนานเล่าว่านกชนิดนี้สามารถชุบชีวิตคนตายและฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้)  

เชียนกู่มีท่าทีลังเลและขอถามคำถามอีกข้อ โดยบอกว่าเธอมีเพื่อนอยู่หนึ่งคนจึงอยากรู้ว่าจะได้เจอเพื่อนคนนี้อีกไหม ประมุขหออี้สิ่วแย้งว่าคนผู้นั้นน่าจะเป็นคนรักมากกว่าเพื่อน แต่เชียนกู่ยืนยันว่าไม่ใช่ นอกจากพ่อของเธอแล้วเขาเป็นคนเดียวในโลกนี้ที่ดีต่อเธอ เธอจึงอยากพบเขาอีกครั้งเพื่อกล่าวคำขอบคุณ ประมุขหออี้สิ่วกล่าวว่าตนรู้คำตอบในเรื่องนี้ แต่ตนมีกฏเหล็กอยู่หนึ่งข้อคือทุกคำตอบของตนจะต้องมีค่าตอบแทน เชียนกู่จึงถามว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ ประมุขหออี้สิ่วกล่าวว่าเดิมทีตนต้องการความลับหนึ่งอย่างของเชียนกู่ แต่ตอนนี้ตนเปลี่ยนใจแล้ว วันนี้ให้ถือว่าช่วยกันไปก่อนแล้วตนจะทวงค่าตอบแทนคืนในภายหลัง เชียนกู่ได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวขอบคุณ ประมุขหออี้สิ่วจึงแย้งว่าเธอยังไม่รู้เลยว่าตนจะเรียกร้องอะไร เขาบอกเชียนกู่ว่าถ้าอยากเจอเพื่อนให้ไปที่สำนักฉางหลิว เชียนกู่จึงตั้งใจว่าหลังฝึกวิชาที่เขาสู่ซานแล้วเธอจะไปตามหาพี่โม่ที่สำนักฉางหลิวทันที


ปรากฏว่าในตอนนั้นพรรคเจ็ดสังหาร ได้นำกำลังบุกไปสังหารทุกคนที่สำนักสู่ซานก่อนที่เชียนกู่จะเดินทางไปถึง เมื่อจื่อฮั่ว หมัวเหยียน และเซิงเซียวโม่ เห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าวก็รู้ได้ทันทีว่าพรรคเจ็ดสังหารต้องการชิงโซ่พันฟ้า (ซึ่งเป็นหนึ่งในของวิเศษหรืออาวุธเทพ 10 อย่าง) เซิงเซียวโม่เห็นภาพเชียนกู่กำลังมุ่งหน้าไปที่สำนักสู่ซานจึงสงสัยว่าเธอเป็นใคร เขาถามจื่อฮั่วว่าควรส่งลูกศิษย์ไปช่วยสำนักสู่ซานดีไหม จื่อฮั่วกล่าวว่าถึงส่งไปตอนนี้ก็สายเกินการณ์แล้ว ดังนั้นตนจะไปรีบที่นั่นก่อน เมื่อเชียนกู่ไปถึงสำนักสู่ซานแล้วเห็นนักพรตเต๋านอนตายเกลื่อนก็รู้สึกตกใจ

ตอนที่ 2



นักพรตชิงซวีนึกไม่ถึงว่าคนที่ชักศึกเข้าบ้าน ตลอดจนทรยศพี่น้องร่วมสำนักและอาจารย์อย่างตนจะเป็นศิษย์รักนามว่า "อวิ๋นอี้" โดยอวิ๋นอี้ได้เปิดทางให้มารพรรคเจ็ดสังหารบุกถล่มสำนักสู่ซาน จากนั้นก็ตรงเข้าทำร้ายนักพรตชิงซวีเพื่อชิงโซ่พันฟ้าแล้วนำไปมอบให้กับ "ตานชุนชิว" เพื่อแลกกับข้อตกลงบางอย่าง นอกจากนี้ เขายังต้องการคัมภีร์หกภพภูมิที่นักพรตชิงซวีเก็บรักษาเอาไว้ด้วย

เมื่อเชียนกู่พบนักพรตชิงซวีซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอก็แนะนำตัวว่าตนคือฮัวเชียนกู่ หรือเสี่ยวกู่ (กู่น้อย) เดินทางมาที่นี่ตามคำแนะนำของนักพรตชิงซวีที่ให้มาฝากตัวเป็นศิษย์เมื่ออายุครบ 16 ปี นักพรตชิงซวีรู้ตัวว่าคงไม่รอดแน่จึงสั่งให้เชียนกู่เดินทางไปยังสำนักเซียนฉางหลิวเพื่อบอกประมุขไป๋จื่อฮั่วว่าโซ่พันฟ้าได้ถูกขโมยไปแล้วและเตือนให้พวกเขาระวังตัว หลังจากนั้น นักพรตชิงซวีก็มอบขนนกให้เชียนกู่พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เธอเป็นเจ้าสำนักสู่ซาน ด้วยเห็นว่าในตอนนี้เธอเป็นคนเดียวบนเขาสู่ซานที่ยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็สั่งเสียว่าเมื่อถึงเวลาให้มอบขนนกให้ศิษย์ที่อาวุโสที่สุดของตนนามว่า "อวิ๋นอิ่น" และให้บอกอวิ๋นอิ่นว่าคนที่ฆ่าตนคืออวิ๋นอี้ โดยอวิ๋นอี้ได้สมคบกับมารพรรคเจ็ดสังหารหักหลังสำนักสู่ซาน นักพรตชิงซวียังมอบคัมภีร์หกภพภูมิและเคล็ดวิชาเพลงดาบสู่ซานให้เชียนกู่ โดยกำชับว่าต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี และห้ามปล่อยให้หลุดมือไปโดยเด็ดขาด หลังสั่งเสียจบแล้วนักพรตชิงซวีก็สิ้นใจ



พอรู้ว่าของที่ตนต้องการอยู่กับเชียนกู่ อวิ๋นอี้ก็เข้ามาข่มขู่หวังให้เธอยอมมอบคัมภีร์หกภพภูมิให้ตนแต่โดยดี เชียนกู่รีบเก็บของสำคัญใส่ห่อผ้าแล้วกอดเอาไว้แน่นก่อนวิ่งหนีไป พลางร้องขอความช่วยเหลือ อวิ๋นอี้ตามมาขวางเอาไว้แล้วสั่งให้เชียนกู่มอบของให้กับตน แต่เชียนกู่ยอมแลกด้วยชีวิตจึงบอกให้อวิ๋นอี้ข้ามศพเธอไปก่อน อวิ๋นอี้ตรงเข้าทำร้ายเชียนกู่ด้วยการบีบคอ ขณะที่เธอใกล้หมดสติเธอเหลือบไปเห็นชายชุดขาวคนหนึ่งเหินลงมาจากฟ้าและเขาคนนั้นก็คือจื่อฮั่ว พอหันไปเห็นจื่อฮั่ว อวิ๋นอี้ก็รีบพาเชียนกู่ขี่กระบี่หนีไป เชียน กู่พยายามดิ้นรนขัดขืนและทุบตีอวิ๋นอี้ ทำให้อวิ๋นอี้เสียทั้งสมาธิและการทรงตัวจนขี่กระบี่หนีไม่สะดวก เขาจึงผลักเชียนกู่ออกจากกระบี่ด้วยความรำคาญทำให้เชียนกู่ร่วงตกลงจากฟ้า จื่อฮั่วเห็นดังนั้นก็รีบมารับตัวเธอเอาไว้แล้วพาเหาะไปด้วยกัน (ใช้วิชาขี่กระบี่)  แม้เชียน กู่จะจำจื่อฮั่วไม่ได้แต่เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยเมื่อได้อยู่ในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง


ชุนชิวคิดสังหารจื่อฮั่วด้วยโซ่พันฟ้า* จื่อฮั่วเห็นดังนั้นจึงใช้พลังภายในต้านทานแต่กลับพบว่าพลังของตนอ่อนลงเรื่อยๆ จนเขาต้องพาเชียนกู่ลงมายังพื้นเบื้องล่างทำให้ถูกโซ่พันฟ้าพันธนาการ (ขัง) พร้อมเชียนกู่ หลังปราบจื่อฮั่วได้แล้วชุนชิวก็สั่งให้ลูกสมุนปิดล้อมเขาสู่ซาน และสั่งให้ "ควั่งเยี่ยเทียน" รีบไปรายงานจอมมารเพื่อถามความเห็นว่าจะให้ตนจัดการอย่างไรต่อไปดี จื่อฮั่วพยายามหาทางช่วยเหลือเชียนกู่ด้วยการใช้ดาบและพลังของตนทะลวงโซ่พันฟ้า แต่กลับทำให้โซ่พันฟ้าบีบรัดพื้นที่ให้มีขนาดเล็กลงเร็วขึ้น

* โซ่พันฟ้า (ซวนเทียนเลี่ยน)  เป็นหนึ่งในอาวุธเทพสิบอย่างที่มีอานุภาพร้ายแรงและแข็งแรงมาก ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด แม้จะเรียกว่าโซ่แต่ลักษณะการทำงานคล้ายที่คุมขัง โดยโซ่จะล้อมเป็นวงแล้วค่อยๆ บีบรัดหรือกระชับวงล้อมเข้าไปทีละนิดๆ ก่อนบดขยี้ทุกสิ่งที่ติดอยู่ทางด้านใน  (ตัวโซ่มีใบมีดหมุนวนคล้ายเครื่องปั่น) 




เชียนกู่รู้สึกผิดที่ทำให้จื่อฮั่วเดือดร้อนจึงเอ่ยปากขอโทษ จากนั้นก็ถามว่าเขาคือไป๋จื่อฮั่วใช่ไหม พอรู้ว่าเซียนหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคือเจ้าสำนักฉางหลิว เชียนกู่ก็รีบถ่ายทอดคำพูดของนักพรตชิงซวีโดยเล่า (ฟ้อง) ด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ว่า อวิ๋นอี้สมคบกับเหล่ามารพรรคเจ็ดสังหารทรยศสำนักสู่ซานและขโมยโซ่พันฟ้าไปแล้ว (เธอลืมไปว่าจื่อฮั่วเพิ่งช่วยเธอจากอวิ๋นอี้ แถมตอนนี้ทั้งเธอและจื่อฮั่วต่างก็ถูกชุนชิวซึ่งเป็นสาวกพรรคเจ็ดสังหารจับขังในโซ่พันฟ้าเรียบร้อยแล้ว) ถึงกระนั้นเชียนกู่ยังคงมองโลกในแง่ดี เธอนำก้อนหินมาขุดดินพลางบอกจื่อฮั่วว่าในเมื่อหนีขึ้นฟ้าไม่ได้ ตนก็จะลองขุดอุโมงค์เผื่อว่าจะหนีลงดินได้ ในตอนนั้นจื่อฮั่วได้แต่มองมือของตนพลางนึกสงสัยว่าทำไมตอนนี้พลังภายในของตนจึงยิ่งอ่อนลงกว่าก่อนหน้านี้มาก

คืนนั้น อวิ๋นอี้และชุนชิวยังคงนั่งเฝ้าจื่อฮั่วกับเชียนกู่อยู่บนเขาสู่ซานแบบไม่ยอมละสายตา ส่วนเชียนกู่ยังคงขุดดินอย่างไม่ลดละจนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ เธอบอกจื่อฮั่วให้อดทนรออีกสักนิด วันพรุ่งนี้พวกตนต้องออกจากที่นี่ได้แน่ ในตอนนั้นเชียนกู่ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บมือ ทั้งหิว อยู่ๆ เธอก็นึกอยากกินซาลาเปาขึ้นมา เธอจึงถามจื่อฮั่วหน้าตาเฉยว่ามีซาลาเปาไหม  (ซึ่งแน่นอนว่าเซียนอย่างไป๋จื่อฮั่วย่อมไม่พกซาลาเปาติดตัวมาด้วย) พอไม่ได้กินซาลาเปาเชียนกู่ก็เริ่มนึกถึงความตาย เธอบอกจื่อฮั่วว่าถึงแม้ต้องตายเธอก็ไม่เสียดายชีวิตเพราะเธอไม่มีอะไรให้ห่วงหา  ที่ผ่านมาทั้งพ่อและแม่ต่างต้องมาตายเพราะเธอ พอเธอขึ้นเขาสู่ซานไปหานักพรตชิงซวี  ทุกคนบนเขารวมทั้งนักพรตชิงซวีก็ถูกสังหารหมู่ แถมตอนนี้เธอยังลากจื่อฮั่วมารับเคราะห์ด้วยกันอีก ถึงกระนั้น คนที่มักนำโชคร้ายมาให้คนอื่นอย่างเธอก็ยังแอบหวังมาโดยตลอดว่าสักวันมีชีวิตที่ดี


เมื่อถูกถามว่าเธอมีเพื่อนไหม เชียนกู่ตอบว่าในโลกนี้เธอมีเพื่อนเพียงคนเดียวชื่อโม่ปิง แต่ตอนนี้เธอจำหน้าเขาไม่ได้แล้ว จื่อฮั่วได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจเพราะศิษย์ของสำนักฉางหลิวที่ลงมาฝึกและสังเกตการณ์บนโลกมนุษย์ก่อนเข้ารับตำแหน่งประมุข จะต้องถูกมนุษย์ทุกคนลืมเลือนโดยสิ้นเชิงหลังภารกิจเสร็จสิ้นลง แต่เขากลับยังอยู่ในความทรงจำของเชียนกู่ทั้งๆ ที่เจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง (หลังพูดถึงพี่โม่ เชียนกู่ก็นำดาบไม้ออกมาดูด้วยความคิดถึง)

ลี่ว์เชี่ยนรายงานประมุขหออี้สิ่วว่าตอนนี้เชียนกู่กับจื่อฮั่วติดอยู่ในโซ่พันฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธเทพ แถมชุนชิวยังนำกำลังปิดล้อมเขาสู่ซานอย่างแน่นหนาเธอจึงเกรงว่าทั้งคู่จะตายในโซ่พันฟ้า ประมุขหออี้สิ่วกล่าวว่าหากปล่อยให้จื่อฮั่วตายในโซ่พันฟ้าก็เท่ากับว่าตนใจดีเกินไป ตราบใดที่มี 'เด็กคนนั้น' ติดอยู่ที่นั่นด้วยจื่อฮั่วจะยังไม่ถึงจุดจบ เขาชี้ว่านี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเพราะตนยังไม่ได้ลงมือเลย


เช้าวันรุ่งขึ้น จื่อฮั่วเห็นเชียนกู่นอนหนาวสั่นและละเมอถึงพี่โม่ จึงเอื้อมมือไปแตะหน้าผากเธอดูว่ามีไข้หรือไม่ เขาจะใช้พลังภายในช่วยให้เธอผ่อนคลาย แต่กลับพบว่าเมื่อพลังของเขาสัมผัสร่างกายเชียนกู่แม้เพียงแผ่วเบา พลังภายในของเขาจะอ่อนลงทันที ครั้นพอเชียนกู่ตื่น จื่อฮั่วก็บอกเธอว่าหากวันนี้พวกตนยังหนีออกไปไม่ได้คงต้องตายอยู่ในนี้ แทนที่จะนั่งรอความตายจื่อฮั่วยอมเสี่ยงด้วยการใช้พลังภายในทะลวงโซ่พันฟ้าหวังให้เกิดรูรั่ว ทั้งๆ ที่รู้ว่ายิ่งใช้พลังมากเท่าไหร่โซ่พันฟ้าก็ยิ่งบีบล้อมเข้ามาใกล้เร็วขึ้น เมื่อโซ่พันฟ้ากระชับวงล้อมเข้ามาใกล้ตัว ทั้งคู่จึงลงไปหลบอยู่ในหลุม

แม้ความตายจะคืบคลานเข้ามาหาแต่เชียนกู่กลับไม่รู้สึกหวาดกลัว แถมเธอยังรู้สึกภาคภูมิใจที่หลุมของตนสามารถใช้เป็นที่หลบภัยได้ เธอนึกสงสัยว่าถ้าปากหลุมถูกปิดจะเป็นอย่างไรจึงลองชูมือขึ้น ทำให้มือโดนเศษสิ่งของและพลังใบมีดของโซ่พันฟ้าบาดมือ  (แบบถากๆ) จนเลือดออก เมื่อเลือดของเชียนกู่กระเด็นโดนโซ่พันฟ้าก็ทำให้เกิดรูรั่ว เชียนกู่เพิ่งรู้ว่าเลือดของเธอไม่เพียงทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉาแต่ยังปลดพันธนาการของโซ่พันฟ้าได้ด้วย จื่อฮั่วเห็นดังนั้นจึงใช้พลังภายในซัดเชียนกู่ออกจากโซ่พันฟ้า ชุนชิวสั่งให้คนของตนตามจับเชียนกู่ทันที พอเห็นจื่อฮั่วหนีออกมาจากโซ่พันฟ้าเขาและอวิ๋นอี้ก็รีบเข้าไปขวางแต่ไม่สามารถรับมือจื่อฮั่วได้ ทำให้ได้รับบาดเจ็บไปตามๆ กัน


จื่อฮั่วจะเข้าไปจัดการชุนชิวและอวิ๋นอี้ แต่พอได้ยินเสียงร้องของเชียนกู่ซึ่งกำลังถูกหมู่มารไล่ล่าเขาก็รีบตามไปช่วยเธอทันที (มีพลังลึกลับบางอย่างคอยปกป้องเชียนกู่ก่อนจื่อฮั่วจะมาถึง) จื่อฮั่วบอกให้เชียนกู่รอตนอยู่ริมน้ำจากนั้นก็กลับไปสะสางเรื่องที่คั่งค้างและทวงโซ่พันฟ้าคืน เขาไม่ต้องการให้มือตนเองเปื้อนเลือดจึงบอกให้ชุนชิวสำเร็จโทษตัวเองโทษฐานที่นำกำลังมาถล่มสำนักสู่ซาน หากชุนชิวยอมทำตามที่ตนบอก เขาจะไว้ชีวิตคนอื่นๆ ในพรรคเจ็ดสังหาร แต่ชุนชิวไม่ยอมจำนนและลั่นวาจาว่าจะขอตายพร้อมจื่อฮั่ว พูดจบเขาก็พุ่งเข้าหาและซัดพลังภายในใส่จื่อฮั่วทั้งๆ ที่รู้ว่าฝีมือจื่อฮั่วนั้นเป็นหนึ่งในหกภพภูมิ ทำให้โดนจื่อฮั่วซัดพลังใส่จนเจ็บหนักกว่าเดิม




เมื่อจอมมาร "ซาเชียนม่อ" มาถึง (เขามีหงส์ไฟเป็นพาหนะ) ก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นเซียนซึ่งตั้งมั่นในธรรมอย่างจื่อฮั่วคิดลงมือสังหารสมุนของตน จื่อฮั่วฟ้องว่าสมุนของซาเชียนม่อฆ่านักพรตชิงซวีและสังหารหมู่ลูกศิษย์ของสำนักสู่ซานจึงสมควรตาย ซาเชียนม่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธจึงคาดคั้นให้ชุนชิวพูดความจริงกับตน ชุนชิวกล่าวว่าตนไม่ได้ฆ่านักพรตชิงซวี  อวิ๋นอี้ต่างหากที่เป็นคนทำ จากนั้นก็ร้องขอชีวิต (อวิ๋นอี้ได้ยินดังนั้นจึงรีบหนีไป) พอรู้ว่าคนของตนเป็นฝ่ายผิด ซาเชียนม่อก็บอกจื่อฮั่วว่าวันนี้ตนจะคืนโซ่พันฟ้าให้แต่โดยดีและขอให้เรื่องยุติลงเพียงเท่านี้ จื่อฮั่วแย้งว่าผู้คนนับร้อยบนเขาสู่ซานต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถแล้วจะปล่อยให้เรื่องยุติลงอย่างง่ายดายเยี่ยงนี้หรือ ซาเชียนม่อจึงถามว่าจื่อฮั่วต้องการให้เรื่องจบลงอย่างไร จื่อฮั่วขอให้ซาเชียนม่อมอบตัวชุนชิวและอวิ๋นอี้มาให้ตน ซาเชียนม่อกล่าวว่าตนไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอวิ๋นอี้ แต่ชีวิตของชุนชิวเป็นของตน นอกจากตนแล้วไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องชุนชิว

ซาเชียนม่อทยอยสังหารสมุนของตนต่อหน้าจื่อฮั่วเพื่อแลกกับชีวิตของชุนชิว เมื่อเห็นว่าจื่อฮั่วยังไม่พอใจซาเชียนม่อจึงใช้พลังภายในดึงร่างควั่งเยี่ยเทียนขึ้นมาแล้วถามจื่อฮั่วว่า ต้องให้ตนฆ่าควั่งเยี่ยเทียนจื่อฮั่วจึงจะพอใจใช่ไหม จื่อฮั่วเห็นดังนั้นจึงรีบห้ามทำให้ควั่งเยี่ยเทียนรอดตายหวุดหวิด หลังจากนั้นซาเชียนม่อก็บีบบังคับให้ชุนชิวคืนโซ่พันฟ้าให้จื่อฮั่ว เมื่อได้โซ่พันฟ้ากลับคืนมาแล้วจื่อฮั่วก็บอกให้ซาเชียนม่อควบคุมสมุนของตัวเองให้ดี มิเช่นนั้นคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และถ้าหากมีครั้งต่อไปก็จงอย่าได้ประณามตนที่บุกไปถล่มพรรคเจ็ดสังหารจนราบเป็นหน้ากอง ซาเชียนม่อยิ้มแล้วกล่าวเพียงว่าตนจะรอวันนั้น

หลังได้โซ่พันฟ้าแล้วจื่อฮั่วก็กลับมารับเชียนกู่ พอเจอหน้าจื่อฮั่ว เชียนกู่ก็ร้องโอดโอยว่าเธอหิวจนไส้กิ่วเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว จื่อฮั่วจึงพาเชียนกู่เหาะ (ขี่กระบี่) ลงจากเขาทำให้เชียนกู่รู้สึกสนุกและเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่งดงามจนลืมความหิวไปชั่วขณะ ครั้นพอเชียนกู่แตะตัวจื่อฮั่วพลังของเขาก็อ่อนลงจนทำให้เสียหลักและเกือบร่วงตกจากกระบี่ จื่อฮั่วจึงยิ่งรู้สึกสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่


ชุนชิวขอรับโทษและร้องขอชีวิตจากจอมมารซาเชียนม่อโดยบอกว่าตนสำนึกผิดแล้ว ซาเชียนม่อถามชุนชิวว่าเขาทำผิดเรื่องอะไร ชุนชิว ตอบว่าตนทำผิดที่ชิงอาวุธเทพไม่สำเร็จ  ซาเชียนม่อได้ยินดังนั้นจึงซัดพลังภายในใส่ชุนชิวด้วยความโกรธ ก่อนชี้ว่าชุนชิวผิดที่สังหารนักพรตชิงซวีหมายแย่งชิงอาวุธเทพ ชุนชิวอ้างว่าอาวุธเทพทั้งสิบถูกแยกเก็บรักษาตามสำนักต่างๆ มานานหลายปี ตนจึงอยากรวบรวมอาวุธเทพเหล่านั้นมาให้ซาเชียนม่อ เพื่อที่ซาเชียนม่อจะได้ครอบครองพลังวิเศษจากอาวุธเทพทั้งสิบและขึ้นเป็นประมุขแห่งหกภพภูมิ ซาเชียนม่อซัดพลังใส่ชุนชิวอีกครั้งก่อนกล่าวว่า ถึงแม้ไม่มีตัวช่วยแต่ถ้าตนต้องการเมื่อไหร่ก็สามารถเป็นใหญ่ในหกภพภูมิได้อยู่ดี

ชุนชิวแย้งว่าถึงแม้ในตอนนี้กำลังของสำนักเซียนฉางหลิวจะสู้พลังมารของพรรคเจ็ดสังหารไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรประมาทพลังของจื่อฮั่ว หากต้องการกำจัดสำนักฉางหลิว (ซึ่งคอยพิทักษ์หกภพภูมิ) สิ่งแรกที่ควรทำคือกำจัดจื่อฮั่วก่อน ถึงแม้ตนจะมีความผิดที่ขัดคำสั่งแต่ที่ตนทำไปทั้งหมดก็เพื่อท่านจอมมาร ซาเชียนม่อบอกชุนชิวว่าไม่ต้องห่วงเรื่องของตน ถ้าอยากทำอะไรตนจะลงมือด้วยตัวเอง เพียงแต่ตอนนี้ตนไม่มีอารมณ์มาใส่ใจในเรื่องนี้ จากนั้นก็ย้ำเตือนชุนชิวว่าถ้ายังหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ตนอีก ตนจะไม่ไว้ชีวิตเขาเหมือนคราวนี้แน่ ชุนชิวขอให้ซาเชียนม่อไว้ใจตนและขอให้ตนช่วยแบ่งเบาในเรื่องนี้ ซาเชียนม่อจึงกล่าวว่าหากตนไม่ไว้ใจชุนชิวคงไม่มอบหมายภารกิจสำคัญทั้งหมดให้ชุนชิวจัดการ ถึงกระนั้นเขาก็ย้ำเตือนชุนชิวว่าห้ามฝ่าฝืนคำสั่งตนอีกโดยเด็ดขาด เพราะตนเคยบอกชุนชิวตั้งแต่ต้นแล้วว่า ห้ามทำสิ่งต่างๆ ตามอำเภอใจ หากยังไม่เชื่อที่ตนพูด ต่อให้ชุนชิวไม่ถูกจื่อฮั่วสังหาร ตนก็จะจับเขาแยกร่างด้วยตนเอง


จื่อฮั่วพาเชียนกู่ผู้หิวโหยมานั่งทานอาหารที่โรงเตี๊ยม หลังซื้อของที่เธอจำเป็นต้องใช้ในระหว่างการเดินทางมาให้แล้วเขาก็ขอตัวทันทีโดยบอกว่าตนมีธุระ เชียนกู่ต้องการตามหาพี่โม่จึงคุกเข่าขอร้องจื่อฮั่วให้รับเธอเป็นศิษย์ของสำนักฉางหลิว (เธอทำตามคำชี้แนะของประมุขหออี้สิ่ว) จื่อฮั่วกล่าวว่าคนที่จะมาเป็นศิษย์ของสำนักฉางหลิวต้องมีคุณสมบัติโดดเด่นและมีความสามารถสูง แต่เชียนกู่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมาก พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปทันที

เชียนกู่ไม่ยอมแพ้และพยายามขอร้องให้เขารับเธอเป็นศิษย์โดยบอกว่าเธอไม่มีที่ไป  จื่อฮั่วจึงบอกว่าสำนักฉางหลิวมีกฏระเบียบที่เคร่งครัด โดยจะเปิดรับศิษย์ใหม่ทุกๆ 5 ปี  อีก 3 ปีจึงจะเปิดรับศิษย์ใหม่ครั้งต่อไป หากเธอมีฝีมือและผ่านการทดสอบในอีก 3 ปีข้างหน้า เธอจะได้ขึ้นภูเขาเซียนฉางหลิว จื่อฮั่วยังบอกด้วยว่าตนจะช่วยกระจายข่าวเรื่องสำนักสู่ซาน และจะให้ศิษย์สำนักสู่ซานทุกคนที่อยู่นอกสำนักกลับไปยังเขาสู่ซานเพื่อช่วยกันฟื้นฟูสำนัก  ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องเป็นกังวล พูดจบเขาก็เดินจากไปอย่างไม่ใยดีอีกตามเคย ถึงกระนั้นเชียนกู่ก็ยังไม่ยอมแพ้และลั่นวาจาว่า ถึงนานแค่ไหนตนก็จะรอ สักวันตนจะต้องเป็นศิษย์ของสำนักฉางหลิวอย่างแน่นอน


เมื่อจื่อฮั่วกลับมายังสำนักฉางหลิวก็พบว่าเจ้าสำนักต่างๆ มารอเขาในห้องโถงแล้ว ทุกคนต่างเป็นกังวลเรื่องที่พรรคเจ็ดสังหารบุกสำนักสู่ซานเพื่อชิงโซ่พันฟ้า และพากันประณามจอมมารซาเชียนม่อว่าใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตและชักเหิมเกริม พวกเขาเชื่อว่าพรรคเจ็ดสังหารต้องการกวาดล้างทุกสำนัก และชี้ว่านับตั้งแต่ซาเชียนม่อได้ขึ้นเป็นประมุขของพรรคเจ็ดสังหาร พลังมารของเขาก็แก่กล้าขึ้นมาก และดูเหมือนว่าในตอนนี้เขาได้พุ่งเป้ามาที่อาวุธเทพทั้งสิบ ดังนั้น บรรดาสำนักที่มีหน้าที่ปกปักรักษาอาวุธเทพจะต้องอยู่กันอย่างไม่สงบแน่ ทุกสำนักจึงควรจับมือกันรับมือซาเชียนม่อ

จื่อฮั่วกล่าวว่าการเผชิญหน้ากับเหล่ามารพรรคเจ็ดสังหารไม่ใช่ทางออกที่ดี ที่ตนเชิญทุกคนมาในวันนี้เพราะต้องการหารือเรื่องการโยกย้ายสถานที่เก็บรักษาอาวุธเทพ เมื่อถูกถามว่าเขามีแผนในเรื่องนี้อย่างไร จื่อฮั่วกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ตนต้องใช้เวลาไตร่ตรองให้รอบคอบ หากตัดสินใจได้เมื่อไหร่จะแจ้งให้แต่ละสำนักทราบโดยตรง เมื่อถึงเวลานั้นตนหวังว่าหัวหน้าสำนักทุกคนจะปกป้องความลับเหล่านี้ได้ ปรากฏว่าหลายสำนัก (ที่ครอบครองอาวุธเทพ) ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้เพราะไม่ต้องการให้อาวุธเทพที่สำนักของพวกตนดูแลรักษามาหลายพันปีจนกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักตนหลุดไปอยู่ในมือของสำนักอื่น จื่อฮั่วรู้สึกหนักใจเมื่อเห็นว่าแม้ในยามหน้าหน้าสิ่วหน้าขวาน สำนักต่างๆ ก็ยังยึดติดและขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงคิดว่าคงต้องหาวิธีใหม่มารับมือพรรคเจ็ดสังหารแทน



หลังการประชุมหมัวเหยียน (ซึ่งเป็นศิษย์พี่) ตำหนิจื่อฮั่วที่ลงเขาสู่ซานไปตามลำพังจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขาก็ไม่มีใครสามารถต่อกรกับพรรคเจ็ดสังหารได้ เซิงเซียวโม่แย้งว่าถึงกระนั้นจื่อฮั่วก็ชิงโซ่พันฟ้ากลับคืนมาได้ หมัวเหยียนถามจื่อฮั่วว่าเขาจะเก็บรักษาโซ่พันฟ้าอย่างไร จื่อฮั่วบอกว่าหลังตนปิดผนึกโซ่พันฟ้าใหม่แล้วตนจะส่งมอบให้สำนักที่คู่ควรดูแล เซิงเซียวโม่และหมัวเหยียนต่างเป็นกังวัลเรื่องที่จื่อฮั่วจะกุมความลับเรื่องสถานที่เก็บรักษาอาวุธเทพ เพราะถ้าหากมีเขาคนเดียวที่รู้ว่าอาวุธเทพถูกเก็บไว้ที่ใดบ้าง เขาจะตกเป็นเป้าของพรรคเจ็ดสังหารทันที จื่อฮั่วกล่าวว่าดูจากรูปการณ์ในวันนี้แล้วคงไม่อาจหวังให้สำนักต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องอาวุธเทพทั้งสิบได้

เซิงเซียวโม่ชี้ว่าฝีมือของจอมมารซาเชียนม่อไม่เป็นรองจื่อฮั่ว (เขาเรียกจื่อฮั่วว่าศิษย์พี่) หากพรรคเจ็ดสังหารบุกมาที่สำนักฉางหลิว ก็ไม่แน่ว่าพวกตนจะเป็นฝ่ายชนะ จื่อฮั่วกล่าวว่าทางเดียวที่จะปราบซาเชียนม่อได้ก็คือตนต้องรีบสำเร็จวิชาเวทย์สือจ้งเทียน (สือ แปลว่า 10 / จ้งเทียน แปลว่า สวรรค์) หมัวเหยียนไม่เห็นด้วยเพราะการฝึกวิชาดังกล่าวเป็นเรื่องที่อันตรายมาก จื่อฮั่วเองก็รู้เรื่องนี้ดีแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ จึงรีบตัดบทด้วยการเดินหนีไป (หมัวเหยียนเป็นคนขี้กังวลและหวาดระแวง ส่วนเซิงเซียวโม่เป็นคนที่มองอะไรทะลุปรุโปร่ง)



เชียนกู่รู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าบัณฑิตหนุ่มตงฟางอวี้ชิงมานั่งรอเธอที่ปากทางขึ้นเขาสู่ซานถึงสองวันหนึ่งคืน จึงถามว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ ตงฟางอ้างว่าตนยังไม่รู้ชื่อและที่อยู่ของเชียนกู่ (วันหน้าจะได้ไปสู่ขอ) เชียนกู่ทำหน้าเศร้าก่อนกล่าวว่าเธอไม่มีบ้านให้กลับไปอีกแล้ว และเตือนให้เขาอยู่ห่างๆ เธอเพราะเธอเป็นตัวซวย ตงฟางกล่าวว่าตนไม่กลัวตายและยืนยันว่าตนทำให้เชียนกู่มัวหมองจึงต้องรับผิดชอบ เชียนกู่จึงบอกให้เขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไร เธอรีบเดินหนีแต่ตงฟางวิ่งตามมาขวางเอาไว้และถามว่าเธอมีพี่น้องหรือญาติไหม (รู้บ้านญาติก็ยังดี) เชียนกู่ชี้หน้าตงฟางพลางจ้องหน้าเขม็งและพูดเสียงเข้มว่า "เจ้าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบข้า เราจบกับกันเพียงเท่านี้" ถึงกระนั้นตงฟางก็ยังคงวิ่งตามและพยายามถามชื่อเธอ


จื่อฮั่วพยายามฝึกวิชาสือจ้งเทียน  เขานึกถึงคำกล่าวของเหยี่ยนเต้า (อาจารย์) ที่บอกว่า วิชาสือจ้งเทียนสำเร็จยากยิ่งกว่าการขึ้นสวรรค์จริงๆ เสียอีก หากต้องการสำเร็จวิชาดังกล่าวจะต้องยึดหลักสงบนิ่งและโอนอ่อน ระหว่างที่จื่อฮั่วกำลังฝึกวิชา เซิงเซียวโม่เห็นว่าหินพลังชีพของจื่อฮั่วเปลียนเป็นสีเพลิงสว่างจ้าซึ่งเป็นลางบอกเหตุว่าจื่อฮั่วกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรีบวิ่งไปหาจื่อฮั่วด้วยความเป็นห่วง จื่อฮั่วกล่าวว่าเมื่อสักครู่ตนเข้าฌานแล้วเกิดหลุดเข้าไปติดอยู่ในห้วงนิมิต  โชคดีที่ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว เมื่อเซิงเซียวโม่นำหินพลังชีพมาให้ดู จื่อฮั่วก็เริ่มสงสัยว่าดาวบาปเคราะห์อาจปรากฏขึ้นในดวงชะตาของตนแล้ว

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เหยี่ยนเต้าเคยเตือนจื่อฮั่วต่อหน้าหมัวเหยียนและเซิงเซียวโม่ว่า ชะตาชีวิตจื่อฮั่วยังมีเคราะห์หนักที่ต้องเผชิญอีกหนึ่งอย่าง หากเขาผ่านพ้นเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปไม่ได้ดวงชะตาจะถึงฆาต อีกไม่นานก็จะถึงคราวเคราะห์แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นจื่อฮั่วจะประสบแต่เรื่องร้ายๆ  เคราะห์กรรมของเขาไม่ได้เกิดจากเหตุเภทภัยหรือความโชคร้ายแต่เป็น 'คน' ส่วนจะพ้นวิบากกรรมไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา พูดจบเหยี่ยนเต้าก็มอบกระบี่ไร้ใจให้จื่อฮั่วเพื่อที่เขาจะได้นำไปกำจัดผู้ที่จะนำเคราะห์กรรมมาให้ แม้จะขัดต่ออุดมการณ์แต่จื่อฮั่วก็รับปากว่าจะทำตามที่เหยี่ยนเต้าแนะนำ ในตอนนั้นเซิงเซียวโม่ถามเหยี่ยนเต้าว่าแล้วพวกตนจะรู้ได้อย่างไรว่าจื่อฮั่วถึงคราวเคราะห์แล้ว เหยี่ยนเต้ากล่าวว่าเมื่อถึงเวลาหินพลังชีพของจื่อฮั่วจะส่งสัญญาณเตือน จากนั้นก็กำชับให้หมัวเหยียนและเซิงเซียวโม่คอยจับตาดูหินพลังชีพของจื่อฮั่วเอาไว้ให้ดี

ด้วยเหตุนี้ เซิงเซียวโม่จึงรู้สึกตกใจและเป็นห่วงมากเมื่อเห็นลางบอกเหตุจากหินพลังชีพของจื่อฮั่ว เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าการที่จื่อฮั่วฝึกวิชาสือจ้งเทียนไม่เคยสำเร็จ อาจเกี่ยวข้องกับการที่จื่อฮั่วจะต้องประสบเคราะห์กรรม ซึ่งจื่อฮั่วเองก็เห็นด้วย เมื่อถูกถามว่าเขาคิดที่จะทำอย่างไรต่อไป จื่อฮั่วจึงกล่าวว่าตนจะทำตามคำแนะนำของอาจารย์และรีบลงจากเขาทันที




เมื่อเชียนกู่พบวัดร้างในยามค่ำคืน เธอจึงเดินเข้าไปสำรวจทางด้านในหวังใช้เป็นที่พักแรมแต่แล้วกลับพบว่าภายในมีเสื่อผืนหมอนใบพร้อมกองฟืนเสร็จสรรพ พอได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากทางด้านนอกเธอก็รีบไปแอบใต้โต๊ะบูชาเพราะคิดว่ามีคนมาจับจองที่นี่อยู่ก่อนแล้ว ครั้นพอแง้มผ้าปูโต๊ะดูและพบว่าจื่อฮั่วกำลังเดินตรงเข้ามาทางด้านในเธอก็ทั้งรู้สึกแปลกใจและดีใจ  (เขาใช้หินพลังชีพนำทางมาหาคนที่จะทำให้เขาประสบเคราะห์กรรม) จื่อฮั่วเห็นว่าหินพลังชีพส่งเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิมเขาจึงเริ่มลงมือทันที อยู่ๆ สร้อยคอของเชียนกู่ (จี้ที่อี้สิ่วจวินให้มา) ก็เปล่งแสงสว่างจ้า เชียนกู่จึงกระโดดออกจากที่ซ่อนด้วยความตกใจ พอรู้ว่าคนที่จะนำเคราะห์กรรมมาให้ตนคือเชียนกู่ จื่อฮั่วก็ถึงกับอึ้งและชั่งใจว่าจะลงมือต่อดีหรือไม่ (ในตอนนั้นเชียนกู่ไม่รู้ตัวว่าตนเองยืนอยู่ตรงหน้าพลังเวทย์แห่งกระบี่ที่จื่อฮั่วร่ายออกมา) 




จื่อฮั่วเพิ่งเข้าใจว่าทำไมเวลาเข้าใกล้เชียนกู่พลังภายในของตนถึงอ่อนลงเรื่อยๆ เชียนกู่เห็นจื่อฮั่วยืนชูสองนิ้วในท่าปล่อยพลังต่อหน้าตนเองเลยนึกว่าจื่อฮั่วกำลังจะใช้พลังเวทย์ปราบปีศาจ เธอเลยรีบวิ่งไปหลบหลังจื่อฮั่วด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้น ตงฟางก็วิ่งเข้ามาทางด้านใน เชียนกู่สงสัยว่าทำไมตงฟางถึงรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ ตงฟางตอบว่าในรัศมีหลายร้อยลี้มีวัดร้างแห่งนี้เพียงที่เดียวที่สามารถพักแรมได้ ตนจึงมารอที่นี่พร้อมทั้งเตรียมฟืนและที่นอนเอาไว้ให้เชียนกู่ ครั้นพอเห็นจื่อฮั่ว ตงฟางก็รีบแนะนำตัว ก่อนถามเชียนกู่ว่าชายผู้นี้เป็นใคร เชียนกู่จึงแนะนำว่าชายผู้นี้คือท่านเซียนชื่อไป๋จื่อฮั่ว เชียนกู่พยายามไล่ตงฟางไปให้พ้นหน้า แต่ตงฟางกลับอ้างว่าเชียนกู่เป็นภรรยาของตน จื่อฮั่วได้ยินตงฟางเรียกเชียนกู่ว่า "เมียจ๋า" ก็รู้สึกแปลกใจ

เชียนกู่รีบอธิบายว่าตนไม่ใช่ภรรยาของตงฟาง ตงฟางจึงบอกว่านั่นเป็นเพราะพวกตนยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงาน เนื่องจากไม่มีญาติผู้ใหญ่มาร่วมอวยพร  เขาถามว่าเชียนกู่กับจื่อฮั่วเป็นเพื่อนกันหรือ เมื่อจื่อฮั่วพยักหน้า ตงฟางก็ขอให้จื่อฮั่วช่วยเป็นสักขีพยานในการไหว้ฟ้าดิน เพราะถ้าหากมีเซียนมาร่วมอวยพรพวกตนจะโชคดีและได้ครองคู่กัน 3 ชาติ เชียนกู่กระทืบเท้าตงฟางที่พูดพล่อยๆ จื่อฮั่วปรายตา มองเชียนกู่แล้วบอกว่าตนแค่มาทำหน้าที่ไล่ปีศาจ ถ้าอยากแต่งงานก็ไปหาเถ้าแก่มาจัดการกันเอาเอง พูดจบเขาก็ขี่ดาบหนีไปทันที เชียนกู่รีบวิ่งตามไปเรียกแต่ก็ไม่เป็นผล เธอเลยกลับมาเอาเรื่องตงฟางที่ทำให้จื่อฮั่วโกรธจนหนีไป ตงฟางแย้งว่าเซียนที่ไหนจะใจแคบขนาดนั้น เขากล่าวว่าเชียนกู่ไม่ธรรมดาที่รู้จักยอดเซียนผู้สูงส่งและโด่งดังอย่างจื่อฮั่ว เชียนกู่กล่าวว่าเธอเพิ่งเจอจื่อฮั่วไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีเขาอยู่เคียงข้างเธอจะรู้สึกปลอดภัย ตงฟางกล่าวว่าถึงจื่อฮั่วจะไปแล้วแต่เชียนกู่ก็ยังมีตน


เชียนกู่รู้สึกรำคาญที่ตงฟางเอาแต่เรียกตนว่า "เมียจ๋า!" เลยห้ามไม่ให้เขาเรียกเธอเช่นนี้อีก ตงฟางแย้งว่านั่นเป็นเพราะตนไม่รู้ชื่อเธอ เชียนกู่จึงบอกชื่อตนแบบชัดๆ เน้นๆ ว่า "ชื่อของข้าคือ ฮัวเชียนกู่... ฮัว-เชียน-กู่" ตงฟางชั่งใจว่าจะเรียกเธออย่างไรดีระหว่าง "เสี่ยวฮัว" กับ "เสี่ยวกู่"  แต่สุดท้ายเขาก็เรียกเธอว่า "กู่โถว"  เชียนกู่ไม่สนว่าเขาจะเรียกเธออย่างไร ขอเพียงอย่าเรียกเมียจ๋าเป็นพอ เชียนกู่สงสัยว่าทำไมตงฟางถึงยังไม่ไปจากที่นี่จึงถามว่าเขาจะนอนค้างที่นี่กับเธอหรือ ตงฟางกล่าวว่าชายหญิงไม่ควรอยู่ตามลำพัง ตนเคยทำให้เชียนกู่มัวหมองมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้น ตนจะไม่ทำเช่นนั้นอีก คืนนี้ตนจะออกไปคอยปกป้องเชียนกู่นอกวัดร้าง ก่อนไปทำหน้าที่เฝ้ายามเขาบอกให้เชียนกู่กินผลไม้ที่ตนเพิ่งไปเก็บมา และช่วยยังจุดไฟสร้างความอบอุ่นให้เชียนกู่อีกด้วย


 


หลังรู้ว่าเชียนกู่คือเคราะห์กรรมที่เขาต้องกำจัด จื่อฮั่วก็คิดไม่ตกว่าควรตัดสินใจอย่างไรดี ครั้นพอนึกถึงคำแนะนำของอาจารย์ที่บอกให้ฆ่าเธอทิ้งเสีย จื่อฮั่วก็กลับไปที่วัดร้างอีกครั้งหมายกำจัดเชียนกู่

* เนื้อหาโดย luvasianseries


นักแสดงนำ

 

ฮั่วเจี้ยนหัว (วอลเลซ ฮั่ว)
รับบท  ไป๋จื่อฮั่ว / โม่ปิง
(นักร้อง / นักแสดง ชาวไต้หวัน)


 

จ้าวลี่อิง
รับบท ฮัวเชียนกู่
(นักแสดง ชาวจีน)



 

จางตานเฟิง
รับบท ตงฟางอวี้ชิง / ประมุขหออี้สิ่ว 
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หม่าเข่อ (มาร์ค) 
รับบท จอมมารซาเชียนม่อ
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เจี่ยงซิน
รับบท เซี่ยจื่อซวิน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หลี่ฉุน
รับบท หนีม่านเทียน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

สวีไห่เฉียว
รับบท เมิ่งเสวียนหลาง
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เป้าเทียนฉี
รับบท ชิงสุ่ย
(นักแสดง ชาวจีน)


  

 อันเยวี่ยซี
รับบท ถังเป่า
(นักแสดง ชาวจีน)


 

ต่งชุนฮุย
รับบท ลั่วสืออี
(นักแสดง ชาวจีน)


 

เจียงหมิงหยาง
รับบท ซั่วเฟิง
(นักแสดง ชาวจีน)



 


เจี่ยงอีหมิง
รับบท หมัวเหยียน
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หยางซั่ว
รับบท ถานฟ่าน (1 ใน 5 เซียน)
(นักแสดง ชาวจีน)


 

 หร่วนเหว่ยจิง
รับบท ตานชุนชิว
(นักแสดง ชาวจีน)


 

หวังซิวเจ๋อ
รับบท ควั่งเยี่ยเทียน
(นักแสดง ชาวจีน)



 

เจิ้งเย่เฉิง
รับบท หนานเสียนเยว่
(นักแสดง ชาวจีน)



 

เกาไห่
รับบท อวิ๋นอิ่น
(นักแสดง ชาวจีน - คู่แฝดเกาเจียง)


 

เกาเจียง (เกาอีชิง)
รับบท อวิ๋นอี้
(นักแสดง / นักร้อง ชาวจีน - คู่แฝดเกาไห่)





หลี่เฉิง
รับบท ลี่ว์เชี่ยว
(นักแสดง / นางแบบ ชาวจีน)



คลิปตัวอย่างและเพลงประกอบละคร



คลิปเบื้องหลัง



*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิภาพ / เนื้อหา / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา