วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เรื่องย่อ ฉางอันสิบสองชั่วยาม (The Longest Day in Chang'an)




กำกับ: เฉาตุ้น
เขียนบท: เจ่าจื้อสตูดิโอ
แนวละคร: ย้อนยุค, สืบสวน
จำนวนตอน: 48
ออกอากาศ: จีน - 27 มิถุนายน 2562 ทางโยวคู่ (Youku)
                   ไทย - ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.20 น. ทางช่อง MONO29 ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2563 - 25 ธันวาคม 2563 (ดูครบทุกตอนทาง  MONOMAX)





เรื่องย่อ



ละคร "ฉางอันสิบสองชั่วยาม" (The Longest Day in Chang'an) ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง "长安十二时辰" ของนักเขียนชื่อดัง "หม่าโป๋ยง" (ชื่อจริง "หม่าลี่") เรื่องราวกล่าวถึงปฏิบัติการตามไล่ล่าผู้ก่อการร้ายและผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังที่ต้องการเปลี่ยนเทศกาลโคมไฟอันสว่างไสวในเมืองฉางอันให้กลายเป็นทะเลเพลิง ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ปกป้องเมืองฉางอัน คือ นักโทษประหาร "จางเสี่ยวจิ้ง" และบัณฑิตหนุ่มผู้บำเพ็ญเต๋านาม "หลี่ปี้" ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้กุมบังเหียนหน่วยงานเฉพาะกิจอย่าง  “จิ้งอันซือ” (กองกำลังพิทักษ์นครา) โดยทั้งคู่มีเวลายับยั้งแผนร้ายเพียงไม่กี่ชั่วยาม (ละครกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 12 ชั่วยาม หรือ 24 ชั่วโมง โดยไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่ยามแรกไปจนถึงยามสุดท้าย)  

* ฉางอัน คือ ราชธานีของราชวงศ์ถัง ปัจจุบันคือเมืองซีอานในมณฑลส่านซี   

เนื้อหาตอนที่หนึ่ง

รัชศกเทียนเป่า ปีที่สาม เดือนอ้าย วันที่สิบสี่ เทศกาลซ่างหยวน  




ละครเปิดฉากด้วยภาพบรรยากาศยามเช้าภายใน 'ตลาดตะวันตก' ของเมืองฉางอัน (เป็นตลาดที่บริหารจัดการโดยทางการ) หญิงงามนางหนึ่งนั่งบรรเลงผีผาพลางร้องลำนำกวี "ชิงผิงเล่อ" (อีหมิงอี้หลัวเยว่) ของ "หลี่ไป๋" (กวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง) บนชั้นสองของอาคาร เหล่าคนงานของร้านรวงต่างๆ บ้างเตรียมเปิดร้าน บ้างพากันประดับโคมไฟต้อนรับเทศกาลซ่างหยวน แต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดไฟลุกไหม้โคมไฟลูกหนึ่งเสมือนเป็นลาง ทำให้โคมไฟลูกดังกล่าวร่วงตกลงมาในสภาพไฟลุกท่วม แม้คนงานจะช่วยกันดับก่อนที่โคมจะมอดไหม้แต่โคมไฟที่สวยงามก็ได้รับความเสียหายจนเหลือแต่โครงไม้ เจ้าหน้าที่วัยชราคนหนึ่งซึ่งมีพวงกุญแจห้อยที่เอวเดินแบกธงผ่านซากโคมไฟ เขามุ่งหน้าไปยังประตูตลาดตะวันตกเพื่อเตรียมเปิดประตูตลาด  ในตอนนั้นกองพลหลี่ว์เปิน (ของรัชทายาท) นำโดย "ชุยชี่" ได้แฝงตัวอยู่ในตลาดตะวันตกเรียบร้อยแล้ว ชุยชี่ประจำอยู่บริเวณแผงขายอาหารใกล้ประตูตลาด โดยสวมรอยเป็นพ่อค้าขายหูปิ่ง (ขนมแป้งอบ) แทนเจ้าของแผงตัวจริง (เจ้าของจะทวงแผงคืนแต่โดนลากตัวไปเสียก่อน) ทหารกองพลหลี่ว์เปินอีกนายหนึ่ง (ซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าเช่นกัน) เดินไปบอกชุยชี่ให้วางใจ เขามั่นใจเก้าในสิบส่วนว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผนอย่างแน่นอน 

ขุนนางคนหนึ่งอัญเชิญราชโองการขึ้นไปบนหอรักษาการณ์เหนือประตูตลาดตะวันตก เขาประกาศเปิดตลาดตะวันตกในโอกาสเทศกาลซ่างหยวนประจำรัชศกเทียนเป่า ปีที่สาม อย่างเป็นทางการ (เป็นวันพิเศษสุดในรอบปี) จากนั้นก็อ่านราชโองการของ "เซิ่งเหริน" (หมายถึง "ฮ่องเต้") ต่อหน้าคาราวานพ่อค้าจากต่างแดนที่ขนสินค้าและอูฐมารวมตัวกันบริเวณถนนใหญ่นอกประตูตลาดตะวันตก ราชโองการระบุว่า นับแต่บัดนี้ (ซึ่งเริ่มเข้ายามซื่อ) ไปจนถึงยามซื่อ*วันพรุ่งนี้ กฎยามวิกาล (เคอร์ฟิว) ของเมืองฉางอันจะถูกยกเว้นชั่วคราว พ่อค้าทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดภาษาไหนสามารถสัญจรทั่วเมืองฉางอันได้โดยอิสระเป็นเวลา 12 ชั่วยาม (24 ชั่วโมง) 

* ซ่างหยวน เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดในเมืองฉางอัน ตรงกับวันที่สิบห้าเดือนแรกของปฏิทินจันทรคติ ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้ในละคร แต่งานโคมซ่างหยวนเริ่มต้นตั้งแต่คืนนี้และจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามคืน

* ยามซื่อ (巳) คือ 09.00 – 10.59 น.






ปลายยามซื่อ ณ จิ้งอันซือ (กองพิทักษ์นครา) ในกวงเต๋อฟาง* (ซึ่งอยู่ฟากตะวันตกของเมืองฉางอัน และอยู่ข้างๆ ตลาดตะวันตก) หญิงรับใช้นาม "ถานฉี" ได้รับมอบหมายให้ไปที่เรือนจำในเขตอำเภอฉางอัน* หลังจากนั้นนักโทษประหาร "จางเสี่ยวจิ้ง" (อดีตหัวหน้า "ปู้เหลียงเหริน*" ประจำอำเภอว่านเหนียน)  ซึ่งพบรูที่ผนังคุกโดยบังเอิญหลังสังเกตเห็นปลวกเดินหายไปหลังขอแขวนตะเกียง ก็ถูกลากออกมาจากคุก ถานฉีเห็นว่าจางเสี่ยวจิ้งตัวเหม็นจึงจับเขาอาบ (สาด) น้ำล้างคราบไคลและสิ่งอัปมงคลแบบลวกๆ เพราะไม่มีเวลา ทั้งยังให้เขาเคี้ยวโข่วถาน*เพื่อดับกลิ่นปาก ก่อนพาเขาออกจากคุกในสภาพที่ขาทั้งสองข้างยังถูกตรึงด้วยโซ่ตรวนและมีเพียงผืนหนังเก่าๆ คลุมกาย ครั้นไปถึงที่หมายถานฉีก็ชี้ให้จางเสี่ยวจิ้งดูหอสังเกตการณ์ที่อยู่ใกล้ๆ พลางบอกว่าวันนี้พวกตนจะใช้หอดังกล่าวคอยจับตาดูเขา  หลังถูกนำตัวมายังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้หอสังเกตการณ์ จางเสี่ยวจิ้งก็ดื่มด่ำกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นสิ่งแรก ถานฉีเห็นแล้วรู้สึกแปลกใจ เพราะถ้าเป็น 'คนที่มาก่อนหน้าเขา' คงถามเป็นอย่างแรกว่าที่นี่ที่ไหน  จางเสี่ยวจิ้งคายโข่วถานทิ้งก่อนกล่าวว่า "หอมดี" สำหรับนักโทษรอประหารที่ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมานานอย่างเขาแล้ว ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าล้วนเกินคาดและน่ายินดี ถานฉีเปรยว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักเก่งแต่ปาก เธอหวังว่าเขาจะไม่เป็นเช่นนั้น

ครั้นถานฉีร้องบอกผู้เป็นนายที่อยู่ภายในเรือนไม้กลางสวนว่าเธอพาคนมาแล้ว จางเสี่ยวจิ้งก็ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินพลางแย้งว่าเธอพามาผิดคน  เขากล่าวว่าตนคือจางเสี่ยวจิ้ง เป็นนักโทษที่มีความผิดมหันต์ กรมอาญาและศาลต้าหลี่ได้มอบโทษตายให้ตน ตนจึงต้องตายสถานเดียว ชายหนุ่มที่อยู่ในเรือนพูดขึ้นว่าตนสามารถช่วยให้จางเสี่ยวจิ้งพ้นโทษตายได้ แต่จางเสี่ยวจิ้งไม่เชื่อเพราะนอกจากเซิ่งเหริน (ฮ่องเต้) แล้วไม่ใครช่วยตนให้รอดพ้นความตายได้ เขาเดาว่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านในคงเป็น 'คนแซ่หลี่' ถานฉีรีบออกตัวว่าระหว่างนำตัวจางเสี่ยวจิ้งออกจากคุกพวกตนไม่เคยเอ่ยถึงผู้เป็นนายแม้แต่น้อย ที่แท้จางเสี่ยวจิ้งรู้แต่แรกว่าตนถูกนำตัวมาที่ใด ทั้งยังเดาออกว่าใครอยากพบตน เขาชี้ชัดว่าที่นี่เคยเป็นที่ตั้งอารามจิ่งหลง (วัดของลัทธิเต๋า) อยู่ในกวงเต๋อฟางนอกตลาดตะวันตก ด้านซ้ายคืออารามจิ่งหลงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ส่วนด้านขวาคือที่ว่าการจิงจ้าว สวนแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานและไม่ปรากฏบนแผนที่ ลือกันว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของไท่จื่อ (รัชทายาท)

 หมายเหตุ


ผังเมืองฉางอันของจริง (1  ตลาดตะวันตก 2 กวงเต๋อฟาง 3.  จิ้งอันซือ)

* จิ้งอันซือ คือ หน่วยงานด้านข่าวกรองและความมั่นคงภายในของเมืองฉางอัน
(เปรียบดังเอฟบีไอในปัจจุบัน) 

* ฟาง คือ ย่านหรือชุมชนหนึ่งในเมืองฉางอัน ทั้งนี้ ฉางอันแบ่งผังเมืองออกเป็นรูปตาราง ตารางที่ว่าแบ่งออกเป็น 108  บล็อก (สี่เหลี่ยม)  แต่ละบล็อกเรียกว่า "ฟาง" ทุกฟางจะมีกำแพงล้อมรอบและมีประตูเปิดปิดเป็นเวลา

* เมืองฉางอัน แบ่งออกเป็นฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกเป็นเขตปกครองของอำเภอว่านเหนียน (เป็นที่ตั้งวังหลวงและถิ่นอาศัยของเชื้อพระวงศ์ ชนชั้นสูง รวมทั้งตลาดตะวันออกที่เน้นขายสินค้าหรูหราราคาแพงให้ชนชั้นสูง) ส่วนฝั่งตะวันตกเป็นเขตปกครองของอำเภอฉางอัน (เป็นที่ตั้งของตลาดตะวันตกซึ่งขายสินค้าให้คนทั่วไป เต็มไปด้วยสินค้าจากทั่วทุกมุมโลกและพ่อค้าจากต่างแดน) 

* ปู้เหลียงเหริน คือ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่มือปราบในสมัยราชวงศ์ถัง มีหน้าที่สืบหาและตามจับกุมคนร้าย

* โข่วถาน คือ หมากฝรั่งระงับกลิ่นปากยุคโบราณ ในที่นี้ไม่ได้ทำจากใบมินต์เพราะเป็นสิ่งที่จางเสี่ยวจิ้งไม่เคยลิ้มลองมาก่อน เชื่อว่าน่าจะทำจากพืชที่เรียกว่า "ลิ้นไก่หอม" หรือ "ดอกกานพลู" ซึ่งเป็นสิ่งที่ขุนนางในราชสำนักของราชวงศ์ถังนิยมใช้ดับกลิ่นปาก


 


ในที่สุด "หลี่ปี้" ซึ่งดำรงตำแหน่ง "ซือเฉิง*" แห่งจิ้งอันซือก็ยอมเผยตัว เขาเปิดประตูแล้วเดินออกมาทางด้านนอกก่อนยอมรับกับจางเสี่ยวจิ้งว่าตนแซ่หลี่จริง แต่เป็นแซ่หลี่ของราชวงศ์สุย (ราชวงศ์ก่อนหน้า) ไม่ใช่แซ่หลี่ของราชวงศ์ถัง (คนละตระกูลกับฮ่องเต้ราชวงศ์ถังซึ่งแซ่หลี่เช่นกัน)  หลี่ปี้ยังบอกอย่างทระนงตนว่าตระกูลตนเป็นขุนนางมาหกชั่วอายุคน ตอนเจ็ดขวบตนได้ผูกมิตรกับ "จางจิ่วหลิง" (ขุนนางใหญ่ฝ่ายบัณฑิตซึ่งอายุมากกว่าราวสี่สิบปี)  เก้าขวบได้พบและเป็นสหายของไท่จื่อ (รัชทายาท) อาจารย์ตนคือ "เหอเจียน*" ส่วนแม่ทัพ "หวังจงซื่อ" (ซึ่งอาวุโสกว่า) คือคนที่ตนนับถือเป็นสหาย ตนบำเพ็ญเต๋ากับอาจารย์ "เย่ฝ่าซาน" มานานสิบปี เซิ่งเหริน (ฮ่องเต้) จึงมักเรียกตนไปเข้าเฝ้าเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางเต๋า 

จางเสี่ยวจิ้งไม่ยินดียินร้ายเมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคบหาแต่คนเก่ง คนดัง และผู้สูงศักดิ์ เขาเดาว่าราชสำนักเพิ่งตั้งกรมกองใหม่ให้เด็กหนุ่มอย่างหลี่ปี้ดูแล (แม้ยังหนุ่มยังแน่น แต่หลี่ปี้ต้องแบกความรับผิดชอบมากมายจึงมักขมวดคิ้ว) เลยถามว่าตั้งมาห้าเดือนแล้วใช่ไหม (ก่อตั้งหลังเขาติดคุก) หลี่ปี้กล่าวว่าเพิ่งตั้งได้สี่เดือน ก่อนยืนยันคำเดิมว่าตนมีวิธีช่วยให้จางเสี่ยวจิ้งรอดพ้นโทษตาย พ้นคืนนี้ไปแล้วจางเสี่ยวจิ้งจะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ สามารถดูแลคนที่ห่วงใย เพียงแต่ต้องทำภารกิจให้ลุล่วงก่อน จางเสี่ยวจิ้งเดาออกว่าเป็นภารกิจเดียวกับที่หลี่ปี้ใช้ให้ "ชุยลิ่วหลาง" ทำ แต่เขาไม่เข้าใจว่าในเมื่อหลี่ปี้มอบหมายงานให้คนอื่นแล้ว ทำไมถึงยังเรียกใช้ตน และคำตอบที่ได้รับคือชุยลิ่วหลางตายแล้ว

หมายเหตุ

* ซือเฉิง เปรียบได้กับตำแหน่งเลขาธิการ หรือรองผู้อำนวยการในปัจจุบัน (ถึงกระนั้นหลี่ปี้ก็มีอำนาจเต็มในการสั่งการ)

* หลี่ปี้ (ชื่อรอง "ฉางหยวน") เป็นบัณฑิตไต้จ้าว (บัณฑิตที่มีความชำนาญเฉพาะทาง) ด้วยความที่เป็นผู้บำเพ็ญเต๋าเขาจึงถือแส้ปัด และปักปิ่นโดยเสียบจากด้านหลังให้ปลายแหลมทะลุมาทางด้านหน้า แทนที่จะเสียบปิ่นทางด้านข้างเหมือนคนทั่วไป (ความจริงแล้วเขาเป็นเพียงขุนนางระดับล่าง แต่ได้รับความไว้วางใจจากรัชทายาท และฮ่องเต้)

* ชื่อบุคคลทั้งหมดที่หลี่ปี้อ้างถึงล้วนมีตัวตนจริง รวมทั้งตัวหลี่ปี้เองด้วย 

* สีของ 'ชุดขุนนาง' สมัยราชวงศ์ถัง บ่งบอกถึงลำดับขั้นดังนี้ (เรียงจากระดับสูงไปหาต่ำ) สีม่วง คือ ขุนนางระดับสูงตั้งแต่ขั้นสามขึ้นไป สีแดง คือ ขุนนางขั้นห้าขึ้นไป สีเขียวเข้ม คือ ขุนนางขั้นหก สีเขียวอ่อน คือ ขุนนางขั้นเจ็ด สีน้ำเงินเข้ม คือ ขุนนางขั้นแปด สีน้ำเงินอ่อน คือ ขุนนางขั้นเก้า


 


ณ ห้องเก็บและชันสูตรศพ เจ้าหน้าที่นำขนมหูปิ่งที่อยู่ในตัวชุยลิ่วหลางมาให้ชุยชี่ (ชุยชี่เป็นน้องชายชุยลิ่วหลาง และเป็นผู้บัญชาการกองพลหลี่ว์เปินที่สวมรอยเป็นพ่อค้าขายหูปิ่งในตลาดตะวันตกก่อนหน้านี้) ชุยชี่ซึ่งเนื้อตัวเปียกโชก (หลังกระโดดน้ำตามคนร้ายแต่คว้าน้ำเหลว) วางขนมหูปิ่งลงในหมวกทหารด้วยอาการโศกเศร้า เมื่อหลี่ปี้พาจางเสี่ยวจิ้งเข้ามาในห้อง ชุยชี่จึงขอรับโทษโดยกล่าวว่าตนทำงานผิดพลาดเป็นเหตุให้รองผู้บัญชาการ "หวงซาน" และชุยลิ่วหลางเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ หลี่ปี้ไม่ลงโทษและไม่ตำหนิชุยชี่ เขาเพียงบอกให้ชุยชี่ออกไปรอรับคำสั่งและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะล้มป่วย (วันนี้ห้ามป่วยโดยเด็ดขาด) ทั้งยังรับปากว่าจะเป็นธุระจัดการงานศพชุยลิ่วหลางให้

เมื่อชุยชี่ออกไปแล้ว (หลังลื่นล้ม) จางเสี่ยวจิ้งก็เดินมาดูศพชุยลิ่วหลาง พลางเปรยว่าน้องชายเป็นทหาร ส่วนพี่ชายเป็นอาชญากร ช่างน่าสนใจจริงๆ (ชุยลิ่วหลางเป็นนายหน้าและพ่อค้าผ้าในตลาดตะวันตก ความผิดที่เขาก่อมีโทษถึงตาย แต่หลี่ปี้เห็นว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะสมเลยเลือกใช้เขา) หลี่ปี้กล่าวว่าชุยชี่รับใช้กองทัพที่หลงโย่วมานาน เพิ่งถูกย้ายมาประจำการในเมืองฉางอันได้ไม่ถึงครึ่งปี (ยังไม่รู้จักเมืองฉางอันดีนัก) เป็นคนโผงผางซื่อตรงไม่รอบจัดเหมือนพี่ชาย พูดจบหลี่ปี้ก็เข้าเรื่อง เขากล่าวว่าตนมีภารกิจหนึ่งให้จางเสี่ยวจิ้งทำ หากทำสำเร็จจางเสี่ยวจิ้งจะรอดชีวิต แต่ถ้าทำไม่สำเร็จจะมีชะตากรรมเดียวกับชุยลิ่วหลาง หรือไม่ก็ต้องกลับไปรอความตายในคุก แม้รู้ว่าเป็นงานที่ทั้งยากและเสี่ยงเห็นได้จากการที่ชุยลิ่วหลางถูกสังหารแบบโหดเหี้ยม (ถูกดึงลิ้นออกมาตัด) ขณะที่นายทหารอย่างหวงซานก็ถูกสังหารโหดไม่แพ้กัน (ถูกรัดคอจนคอหัก) แต่นี่เป็นโอกาสเดียวที่จะมีชีวิตรอด จางเสี่ยวจิ้งอยากคว้าโอกาสนี้เอาไว้ เพียงแต่เขาไม่มั่นใจว่าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะทำได้จริงอย่างที่พูดหรือแค่หลอกใช้ตน ถานฉีขู่ว่าจางเสี่ยวจิ้งรู้ข้อมูลมากเกินไป ถึงแม้ปฏิเสธก็ต้องตายอยู่ดี จางเสี่ยวจิ้งนำคำพูดที่ถานฉีบอกกับตนก่อนหน้านี้มายอกย้อน โดยกล่าวว่า 'ผู้ชายส่วนใหญ่มักเก่งแต่ปาก ตนหวังว่าเขา (หลี่ปี้) จะไม่เป็นเช่นนั้น'


ครั้นจางเสี่ยวจิ้งยอมรับข้อเสนอ หลี่ปี้จึงพาเขาเดินไปที่ตำหนักใหญ่ของจิ้งอันซือ พลางอธิบายว่า "จิ้ง" (靖) คือ สยบความวุ่นวาย ส่วน "อัน" (安) คือ สี่ทิศไร้เภทภัย จิ้งอันซือเป็นหน่วยสืบราชการลับที่ราชสำนักเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ มีหน้าที่ป้องกันเหตุร้ายในฉางอัน  ผู้บัญชาการของจิ้งอันซือคือ เหอเจียน เขาเป็นขุนนางขั้นสามตำแหน่ง "มี่ซูเจียน*" เป็นผู้กุมความลับทั้งหมดของต้าถัง จิ้งอันซือมีสถานะพิเศษในราชสำนัก ข้อมูลลับและข้อมูลสำคัญทั้งหมดของ 'ซานเสิ่งลิ่วปู้*'  (สามสำนัก หกกรม), 'อี้ไถ*' (หนึ่งหน่วยงาน) และ 'จิ่วซื่ออู่เจียน' (เก้าศาล ห้ากองงาน) ล้วนอยู่ที่นี่  หลี่ปี้แนะนำ  "สวีปิน" ให้จางเสี่ยวจิ้งรู้จัก (หลี่ปี้เรียกสวีปินว่า "สวีจู่ซื่อ") และถามสวีปินว่ารู้จักจางเสี่ยวจิ้งไหม จางเสี่ยวจิ้งไม่นึกฝันว่าจะได้พบสวีปินที่นี่ เขาจ้องมองสวีปินแบบไม่วางตาแต่แล้วก็มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยเมื่อสวีปินตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า ชายผู้นี้คือ จางเสี่ยวจิ้ง เป็นอดีตหัวหน้าปู้เหลียงเหรินในอำเภอว่านเหนียน (ฉางอันฝั่งตะวันออก) ตนเคยได้ยินกิตติศัพท์แต่ไม่เคยพบกันมาก่อน 

หลี่ปี้ชี้ว่าสวีปินใช้เทคนิคสืบค้นคลังเอกสาร (ต้าอั้นตู๋ซู่*) ค้นหาผู้คนในฉางอันที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานของตน และเขาได้เลือกชุยลิ่วหลางกับจางเสี่ยวจิ้ง สาเหตุที่เลือกจางเสี่ยวจิ้งเป็นเพราะเขาคุ้นเคยกับวิถีของทั้งคนดีและคนเลว รู้จักและเข้าถึงคนทุกประเภท (ทุกชนชั้น ทุกวงการ ทุกเชื้อชาติ) แทรกซึมไปได้ทุกที่ในเมืองฉางอัน รู้หลายภาษา มีคนที่ต้องดูแลรับผิดชอบ และอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป สวีปินบอกหลี่ปี้ว่าสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาเช่าปลอมและการเปลี่ยนแปลงแก้ไขฮู่จี๋ (ทะเบียนบ้าน) ในรอบปีที่ผ่านมาของอำเภอฉางอัน ถ้าได้เจ้าหน้าที่สิบนายมาช่วยตนจะรู้ผลภายใน 2 เค่อ (ประมาณครึ่งชั่วโมง) หลี่ปี้ได้ยินดังนั้นจึงอนุมัติทันที 

หมายเหตุ

* มี่ซูเจียน คือ ตำแหน่งราชเลขานุการผู้สนองพระบัญชา 

* ซานเสิ่งลิ่วปู้ (สามสำนักหกกรม) คือ ระบบบริหารราชการส่วนกลางของราชวงศ์ถัง สามสำนัก (ซานเสิ่ง) ได้แก่ 1. เหมินเซี่ยเสิ่ง (สำนักราชเลขาธิการ) 2. ซ่างซูเสิ่ง (สำนักเอกอัครมหาเสนาบดี)  3. จงซูเสิ่ง (สำนักเลขานุการใหญ่) ส่วนหกกรม (ลิ่วปู้) ได้แก่ 1. กงปู้ (กรมโยธาธิการ) 2. ปิงปู้ (กรมกลาโหม) 3. ลี่ปู้ (กรมขุนนาง) 4. สิงปู้ (กรมอาญา) 5. หลี่ปู้ (กรมพิธีการ) 6. ฮู่ปู้ (กรมคลัง - ดูแลเรื่องสำมะโนประชากร ที่ดิน การจัดเก็บภาษี และการคลัง)

* อี้ไถ (หนึ่งหน่วยงาน) หมายถึง สำนักตรวจการ 

* "ต้าอั้นตู๋ซู่" เป็นกลวิธีสืบค้นข้อมูลจากคลังเอกสารที่ "สวีปิน" ซึ่งมีความจำเป็นเลิศคิดค้นขึ้น (เปรียบได้กับ "บิ๊กดาต้า" ในปัจจุบัน วิธีการนี้ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์) เขาเชื่อว่ามีหลายสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องออกไปสืบหาหรือพยายามไขปริศนา เพราะความจริงซ่อนอยู่ในเอกสารที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ อยู่ที่ว่าจะหาเจอหรือไม่ 




ขณะที่สวีปินและทีมงานกำลังสืบค้นคลังข้อมูล หลี่ปี้บอกจางเสี่ยวจิ้งว่าสวีปินหลงใหลการสืบหาความจริงด้วยต้าอั้นตู๋ซู่ เพื่อให้ได้ทำงานท่ามกลางคลังข้อมูล เขาจึงเลือกที่จะเป็นจู่ซื่อ (ขุนนางระดับล่าง) ขั้นแปด หลังจากนั้นหลี่ปี้ก็อธิบายว่าจิ้งอันซือมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 35 คน ตนคัดเลือกมาจากสำนักและกรมกองต่างๆ ด้วยตนเอง ทุกคนล้วนทำงานอย่างตั้งใจและรอบคอบเหมือนสวีปิน (หนึ่งในนั้นคือ "ผางหลิง"  ผู้เชี่ยวชาญจากซือเทียนไถ* ซึ่งทำหน้าที่ประกาศเวลา) จางเสี่ยวจิ้งเห็นว่าคนของหลี่ปี้มาจากสารพัดหน่วยงานจึงถามตามตรงว่าเขาเชื่อใจคนเหล่านี้หรือ (ภาพตัดไปที่สวีปินแบบมีนัย) หลี่ปี้ตอบหนักแน่นว่าตนไว้ใจคนของตน เขาถามผางหลิงว่าตอนนี้เป็นยามใด (หลี่ปี้เรียกผางหลิงว่า "ผางป๋อซื่อ*") ผางหลิงจ้องมองนาฬิกาน้ำก่อนประกาศว่า "ซื่อเจิ้ง* ต้าฮวงลั่ว*" จากนั้นก็พรรณนาความหมายของคำว่า "ต้าฮวงลั่ว" ตามที่ได้มีการบันทึกไว้ในตำราว่า "ทุกสิ่งเจริญรุ่งเรือง แต่พลันตกต่ำ สถานการณ์เช่นนี้เรียกว่า...ฮวงลั่ว" ("ต้า" แปลว่า "ใหญ่)  

หมายเหตุ

* ซือเทียนไถ คือ หน่วยงานที่คอยสังเกตการณ์และบันทึกปรากฏการณ์ทางด้านดาราศาสตร์ ลมฟ้าอากาศ ตลอดจนรับผิดชอบเรื่องการกำหนดปฏิทิน
* ป๋อซื่อ คือ ชื่อตำแหน่งในสมัยโบราณของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง 
* ซื่อเจิ้ง คือ ปลายยามซื่อ (ช่วง 10 โมงกว่าถึงก่อน 11 โมง) 
* ต้าฮวงลั่ว ในละครคือศัพท์เฉพาะที่บ่งบอกถึง "ยามซื่อ" (巳) (09.00-10.59 น.) แต่ความจริงแล้วเป็น "ชื่อปี" ที่ปรากฏใน "เอ๋อร์หย่า" (พจนานุกรมจีนโบราณประมาณยุคจ้านกว๋อหรือไม่ก็ราชวงศ์ฮั่น) กล่าวคือ เมื่อไท่ซุ่ย (ดวงดาวในวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์โบราณของจีน) โคจรมายังตำแหน่ง "ซื่อ" (巳) ซึ่งเป็น 1 ใน 12 อักษรบนแผนภูมิปฐพี รอบปีนั้นจะเรียกว่า "ต้าฮวงลั่ว" (ตรงกับปีมะเส็ง ราศีกันย์) 




หลังจากนั้นหลี่ปี้ก็พาจางเสี่ยวจิ้งไปยังห้องที่มีแบบจำลองผังเมืองฉางอัน ครั้นได้ยินหลี่ปี้กล่าวยกย่องเชิดชูเมืองฉางอันว่า "รุ่งเรืองเฟื่องฟู รุ่งโรจน์หมื่นปี ไม่มีเมืองใดยิ่งใหญ่กว่าฉางอัน" จางเสี่ยวจิ้งจึงเหน็บว่าไม่ได้ยินที่ผางหลิงพูดหรือ เขาเดินดูแบบจำลองผังเมืองฉางอันพลางทวนคำพูดของผางหลิง ก่อนบอกว่าความเจริญรุ่งเรืองที่อยู่ตรงหน้าหลี่ปี้อาจไม่ยั่งยืน หลี่ปี้แย้งว่าอนาคตของต้าถังมีตนคอยดูแล จางเสี่ยวจิ้งแค่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็พอ จางเสี่ยวจิ้งเห็นแบบจำลองผังเมืองฉางอันถูกสร้างขึ้นโดยละเอียด (จำลองทุกสิ่งและแสดงทุกรายละเอียดในเมือง ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมือง กำแพงฟางทั้ง 108 ฟาง อาคาร ร้านค้า บ้านเรือน หน่วยงานรัฐ หอสังเกตการณ์ ประตูเมือง คูคลอง ถนน ฯลฯ) จึงเกรงว่าสิ่งนี้จะนำภัยมาสู่ฉางอันหากตกอยู่ในมือคนร้ายหรือศัตรู

หลี่ปี้บอกให้จางเสี่ยวจิ้งวางใจเพราะจิ้งอันซือมีระบบป้องกันภัยแน่นหนา เขากล่าวว่าในเมืองฉางอันทั้ง 108 ฟางจะมีหอสังเกตการณ์ทุกๆ 300 ก้าว พลเฝ้าระวังที่อยู่บนแต่ละหอล้วนเป็นพลธนูและพลหน้าไม้ที่กรำศึกมาอย่างโชกโชน สายตาคมกริบ ทุกความเคลื่อนไหวที่อยู่เบื้องล่างไม่อาจรอดพ้นสายตา หากพบความผิดปกติพลเฝ้าระวังที่อยู่บนหอจะส่งรหัสลับมายังจิ้งอันซือทันที ขณะที่จิ้งอันซือเองก็สามารถแจ้งข่าวสารหรือถ่ายทอดคำสั่งผ่านหอสังเกตการณ์ไปยังจุดต่างๆ ในเมืองหรือทั่วทั้งเมืองได้ในชั่วพริบตา นอกจากนี้ พลเฝ้าระวังที่มีธนูและหน้าไม้เป็นอาวุธประจำกายยังสามารถจัดการเป้าหมายที่อยู่ในระยะ 230 ก้าว เขาเตือนว่าไม่ว่าจางเสี่ยวจิ้งจะอยู่ ณ จุดใดในเมืองฉางอัน ตนสามารถรู้ได้ทันที ดังนั้นจงอย่าคิดหนี จางเสี่ยวจิ้งย้อนว่าหลี่ปี้พูดเองมิใช่หรือว่าจะมอบอิสรภาพให้ตนหลังงานสำเร็จ เช่นนั้นแล้วตนจะหนีทำไม 



แม้สีหน้าเรียบเฉยแต่ลึกๆ แล้วหลี่ปี้รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ความจริงแล้วเขาไม่มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้และกำลังหลอกใช้จางเสี่ยวจิ้ง (ซึ่งจางเสี่ยวจิ้งเองก็น่าจะดูออก) เขาพยายามรักษากิริยาและยังคงวางท่า (เช่นเดียวกับถานฉี และ "เหยาหรู่เหนิง" ที่ต่างเก็บอาการเช่นกัน) ก่อนกลบเกลื่อนด้วยการขู่จางเสี่ยวจิ้งว่า หากทำงานไม่สำเร็จจะถูกส่งกลับไปรอความตายดังเดิม จางเสี่ยวจิ้งสงสัยว่างานที่ตนต้องทำให้สำเร็จคืออะไร หลี่ปี้ถามกลับว่ารู้จักพลหมาป่าไหม จากนั้นก็เล่าว่า รัชศกเทียนเป่าปีที่สอง (ปีที่แล้วในละคร) ต้นเดือนเก้า มีสารลับแจ้งว่าหัวหน้าพลหมาป่าและสมุนซึ่งเป็นชาวทูเจวี๋ย* หายตัวไปจากแดนประจิม* เชื่อว่าน่าจะวางแผนก่อเหตุร้ายบางอย่าง (ภาพตัดไปที่ "เฉาโพ่เหยียน" และเหล่าสมุน ซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้า กำลังรอประตูตลาดตะวันตกเปิดเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน) เพื่อรับมือและหยุดยั้งแผนชั่วของพลหมาป่าราชสำนักจึงก่อตั้งจิ้งอันซือ  หลังสืบหาเบาะแสเกือบสี่เดือนในที่สุดพวกตนก็พบความเคลื่อนไหวในตลาดตะวันตก มีใครบางคนเสนอค่าจ้างเป็นเงินก้อนโตให้ผู้ที่สามารถนำพาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่สวมรอยเป็นพ่อค้าชาวซูเท่อจำนวน 16 คนในการผ่านด่านตรวจที่ประตูตลาดตะวันตก เวลาผ่านด่านคือวันนี้ ยาม 'ซื่อเจิ้ง' (ตั้งแต่ 10.00-10.59)  เนื่องจากชุยลิ่วหลางเป็นนายหน้าที่มีชื่อเสียงในตลาดตะวันตก ตนจึงเลือกใช้เขา

หมายเหตุ

ชาวทูเจวี๋ย คือ ชนเผ่าเติร์กในแดนทุ่งหญ้าและตอนบนของทะเลทรายทากลามากัน (ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์) เชี่ยวชาญด้านการรบและการขี่ม้า นับถือหมาป่า 
* แดนประจิม (ซีอวี้) คือ พื้นที่นอกด่านทางทิศตะวันตก 
* ซูเท่อ (Sogdia) คือ ชนเผ่าโบราณที่อยู่ทางทิศตะวันตกของจีน (เชื้อสายอิหร่าน) เป็นหนึ่งในพ่อค้าหลักบนเส้นทางสายไหม


หลี่ปี้พาจางเสี่ยวจิ้งมายังแบบจำลองพื้นที่บริเวณตลาดตะวันตก พลางเล่าว่าเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน (หนึ่งชั่วโมงก่อน) หลังประตูตลาดตะวันตกเปิด ชุยลิ่วหลางได้พา "เฉาโพ่เหยียน" (หัวหน้าพลหมาป่า) และพวกเข้ามาในตลาดตะวันตก (ทั้งหมดอยู่ในสายตาของพลเฝ้าระวังบนหอสังเกตการณ์ หลี่ปี้จึงรู้ความเคลื่อนไหวของชุยลิ่วหลางและพลหมาป่าแบบเรียลไทม์) แผนเดิมคือให้ชุยลิ่วหลางพาพลหมาป่าไปทางทิศใต้ของตลาดตะวันตก กองพลหลี่ว์เปินสี่หน่วยจะลอบตามไปจนถึงแหล่งกบดาน จากนั้นจึงทำการล้อมจับและถามถึงสาเหตุในการแทรกซึมเข้าเมืองฉางอัน นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน จางเสี่ยวจิ้งสงสัยว่าในเมื่อหลี่ปี้ทำได้แม้กระทั่งเคลื่อนย้ายกำลังพลขององค์รัชทายาท เพราะเหตุใดจึงไม่อาจปกป้องชีวิตชุยลิ่วหลาง (เขาเรียกหลี่ปี้ว่า "เสินถง" ซึ่งหมายถึงเด็กที่เก่งขั้นเทพ หรือ "เด็กอัจฉริยะ") หลี่ปี้ชี้ว่าเดิมทีทุกอย่างเป็นไปตามแผน... 



ภาพตัดไปที่ชุยชี่และลูกน้องซึ่งเปลี่ยนมาสวมชุดเกราะทหาร (ก่อนหน้านี้แต่งตัวเป็นพ่อค้า) ชุยชี่แจ้งผู้ใต้บังคับบัญชาว่าพวกตนจะไปบุกโกดังปิ่งลิ่ว ใครรู้จักที่นั่นให้ออกไปสืบข่าวก่อน (ชุยชี่ไม่รู้จักเพราะเพิ่งย้ายมาฉางอันได้ไม่นาน) หวงซานซึ่งเป็นคนฉางอันอาสาออกไปดูลาดเลาล่วงหน้า เมื่อไปถึงหน้าโกดังเขาก็ลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของพลหมาป่าและชุยลิ่วหลางจากภาพสะท้อนบนดาบ หลังจากนั้นจึงกลับมารายงานชุยชี่ที่นำกำลังเดินเท้าตามมาเงียบๆ ชุยชี่สั่งกำลังพลโอบล้อมโกดังปิ่งลิ่ว จากนั้นก็รอสัญญาณ จากชุยลิ่วหลางที่เพิ่งเข้าไปข้างในได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ (ไม่ถึง 15 นาที) ครั้นสถานการณ์เงียบผิดปกติชุยชี่จึงนำกำลังบุกเข้าไป เดิมทีเขาคิดที่จะจับเป็นแต่พลหมาป่าสู้ตายเลยแทบไม่มีใครเหลือรอด  คนเดียวที่หนีไปได้คือหัวหน้าพลหมาป่าเฉาโพ่เหยียน (ซึ่งลอบสังหารหวงซานด้วยมือเปล่า ในขณะที่หวงซานกำลังมองหาชุยลิ่วหลาง) ครั้นพบว่าภายในโกดังมีทางน้ำใต้ดินที่สามารถใช้เป็นเส้นทางหลบหนี ชุยชี่จึงกระโดดลงน้ำหมายตามไปจับเฉาโพ่เหยียนโดยลืมไปว่าตนสวมชุดเกราะอันหนักอึ้ง


ขณะที่หลี่ปี้กำลังไล่เลียงเหตุการณ์ให้จางเสี่ยวจิ้งฟัง ชุยชี่ (ซึ่งเปลี่ยนชุดแล้ว) ก็เดินกลับเข้ามาในห้อง จางเสี่ยวจิ้งปรายตามองชุยชี่ พลางเหน็บว่าเสื้อเกราะที่เขาใส่อยู่นั้นทั้งหนาและหนักจะว่ายน้ำได้อย่างไร หลี่ปี้กล่าวต่อว่าเจ้าของโกดังปิ่งลิ่วลอบขุดคูน้ำใต้ดินอย่างผิดกฎหมาย คูน้ำที่ว่าจึงไม่ปรากฏในบันทึกของทางการ ที่สำคัญคูน้ำลับดังกล่าวดันเชื่อมต่อกับคูน้ำก่วงทงซึ่งไหลออกนอกตลาดตะวันตกแล้วไปบรรจบกับคูน้ำต่างๆ ที่พาดผ่านกว่า 30 ฟาง เรียกได้ว่าครอบคลุมพื้นที่เกินครึ่งเมือง ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าเฉาโพ่เหยียนจะขึ้นฝั่ง ณ จุดใดในเมืองฉางอัน ภารกิจของจางเสี่ยวจิ้งคือการตามจับเฉาโพ่เหยียนนั่นเอง จางเสี่ยวจิ้งเหน็บว่าเข้าเมือง 16 (คน) ตาย 15 จิ้งอันซือเปลืองแรงไปตั้งมากเพื่อให้ตนตามจับคนๆ เดียวงั้นหรือ หลี่ปี้ชี้ว่าคืนนี้จะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลโคมซ่างหยวน ผู้คนจำนวนมหาศาลในเมืองฉางอันจะพากันออกมาชมโคม (เมืองฉางอันในตอนนั้นมีประชากรนับล้านคน เป็นเมืองใหญ่สุดในโลก ณ เวลานั้น) หากพวกตนเคลื่อนกำลังทหารจำนวนมากเกินไปจะเกิดความโกลาหลและอาจทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย การตามจับอย่างลับๆ จึงเป็นทางเลือกเดียว หากเฉาโพ่เหยียนก่อเหตุคืนนี้และมีชาวเมืองฉางอันที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ล้มตาย ตนคงยากจะพ้นผิด 



จางเสี่ยวจิ้งสงสัยว่าหลี่ปี้ทำเพื่อชาวเมืองจริงหรือ หลี่ปี้ยังไม่ทันตอบก็มีเสียงใครบางคนร้องเรียก..."ท่านพ่อ!"  ที่แท้ "เหอจื๋อเจิ้ง" (หรือ "เหอเจียน") ซึ่งอยู่ในสภาพเมามายขี่ม้าเข้ามาในจิ้งอันซือ โดยมี "เหอฝู" (บุตรบุญธรรม) ถือป๋องแป๋งวิ่งตามพลางร้องเรียก 'ท่านพ่อๆ' ไม่ขาดปาก หลี่ปี้รีบเข้าไปคารวะผู้เป็นอาจารย์  เหอจื๋อเจิ้งจ้องมองแบบจำลองหอฮัวเอ้อร์ (เป็นอาคารสูงที่ตั้งอยู่ในวัง)  พลางร่ายบทกวีไท่เหอที่ตนแต่งขึ้น (บทกวีนี้มีอยู่จริง) แต่ร่ายได้เพียงสองวรรค (เป็นวรรคที่สดุดีความยิ่งใหญ่ของต้าถังและฮ่องเต้) ก็เมาจนร่วงจากหลังม้าและตกลงบนแบบจำลองหอฮัวเอ้อร์จนพังยับ ขณะนอนหงายเงิบเหอจื๋อเจิ้งได้แต่ร้องคร่ำครวญว่า "บรรลัยแล้วๆ" 

"เหอจื๋อเจิ้ง" (หรือ "เหอเจียน") เป็นตัวละครที่อ้างอิงจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์นาม "เฮ่อจือจาง" ซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายบัณฑิต กวีเอก และนักเขียนอักษรพู่กัน ทั้งยังเป็น 'หนึ่งในแปดเซียนเมรัย' ของราชวงศ์ถัง เนื่องจากชอบร่ำสุราเป็นชีวิตจิตใจ ("เหอเจียน" เป็นคำเรียกขานอย่างเป็นทางการ เหอ คือ แซ่ ส่วน เจียน คือ ชื่อตำแหน่งในสมัยโบราณ)




"เจียวสุย*" เห็นร่างคนลอยอยู่ในคูน้ำจึงใช้ไม้เขี่ยแล้วดึงตัวขึ้นมาบนฝั่ง ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวคือเฉาโพ่เหยียน ทันทีที่รู้สึกตัวเขาก็มีอาการหวาดระแวงแต่ไม่นานก็รู้ว่าเจียวสุยเป็นตาเฒ่าขี้เมาที่ไร้พิษสง เจียวสุยเห็นลักษณะการแต่งกายของเฉาโพ่เหยียนจึงคิดว่าเป็นพ่อค้าต่างแดนที่โดนปล้น เฉาโพ่เหยียนซึ่งเนื้อตัวสั่นเทาและเปียกโชกเปรยว่าพรรคพวกตนตายหมดแล้ว เจียวสุยเกรงว่าเฉาโพ่เหยียนจะหนาวตายเสียก่อนจึงรินสุราใส่ถ้วยเหล้าที่ทำจากเปลือกหอยงวงช้างให้ดื่ม (ถ้วยชนิดนี้มีจริงในยุคนั้น) เฉาโพ่เหยียนเหลือบเห็นป้ายทองรูปปลาห้อยอยู่ที่เอวของเจียวสุยจึงถามว่าสิ่งนี้คืออะไร เจียวสุยตอบตามตรงว่าแผ่นป้ายปลาทองสำหรับผ่านเข้าวังหลวง เฉาโพ่เหยียนได้ยินแล้วหูผึ่ง เขารู้ว่าผู้ครอบครองแผ่นป้ายดังกล่าวจะต้องเป็นขุนนางใหญ่จึงถามเจียวสุยว่าเป็นขุนนางหรือ เจียวสุยได้แต่ทอดถอนใจ (เขาไม่ได้เป็นขุนนาง) 

หลังเจียวสุยรินเหล้าให้อีกถ้วย เฉาโพ่เหยียนจึงถามชื่อแซ่เจียวสุย เจียวสุยลุกขึ้นตอบอย่างองอาจว่า "เจียวสุยแห่งฉางอัน" เฉาโพ่เหยียนได้ยินดังนั้นจึงเทเหล้าลงบนพื้น (เป็นการเคารพเจ้าที่/วิญญาณ) เจียวสุยนึกว่าเฉาโพ่เหยียนเทเหล้าให้พรรคพวกที่ตายไปจึงกล่าวว่า "น่าเวทนาจริงๆ" เฉาโพ่เหยียนแสยะยิ้มพลางกล่าวว่า "ไม่น่าเวทนาสักนิด ข้าส่งท่านต่างหาก" จากนั้นก็กล่าวว่า "ซ่างหยวนเจี๋ยอันคัง" (เป็นคำอวยพรประจำเทศกาลซ่างหยวน หมายถึง ให้อยู่ดีมีสุข สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์) หลังสังหารเจียวสุยอย่างโหดเหี้ยมแล้ว เฉาโพ่เหยียนก็ชิงป้ายทองไป

* เจียวสุย เป็นนักกวี (มีตัวตนจริง) และยังเป็นหนึ่งใน 'แปดเซียนเมรัย' ของราชวงศ์ถังอีกด้วย (เป็นหนึ่งในสหายร่ำสุราของเหอจื๋อเจิ้ง) แต่เขาเป็นคนเดียวที่ไม่มียศศักดิ์เพราะไม่ได้รับใช้ราชสำนัก ถึงกระนั้นเขาก็ได้รับพระราชทานป้ายปลาทองเป็นกรณีพิเศษจึงสามารถเข้าวังได้ (เจียวสุยคอแข็งที่สุดในบรรดาแปดเซียนเมรัย เวลาดื่มมักพูดมาก)





จางเสี่ยวจิ้งซึ่งยังคงมีเพียงแผ่นหนังเก่าๆ คลุมกาย ก้มหน้าคุกเข่าต่อหน้าเหอจื๋อเจิ้ง เหอจื๋อเจิ้งซึ่งทรงตัวแทบไม่อยู่แม้มีไม้เท้ายันกาย ทรุดตัวลงไปถามจางเสี่ยวจิ้งว่าเขาเป็นใคร ครั้นเห็นจางเสี่ยวจิ้งยังคงก้มหน้านิ่ง เหอฝูจึงเขย่าป๋องแป๋งเรียก หลี่ปี้ชิงตัดบทด้วยการไล่ผู้เป็นอาจารย์ไปพักผ่อนให้สร่างเมาแบบอ้อมๆ เหอจื๋อเจิ้งชี้ว่าตนดูไม่ออกว่าจางเสี่ยวจิ้งเป็นใคร เพราะจางเสี่ยวจิ้งไม่ได้สวมเครื่องแบบหรือเสื้อผ้าที่บ่งบอกสถานะ (ชุดขุนนางสมัยราชวงศ์ถังจะใช้สีแสดงระดับขั้น เช่น เหอจื๋อเจิ้งสวมชุดสีม่วงแสดงว่าเป็นขุนนางใหญ่ขั้นสามขึ้นไป) จางเสี่ยวจิ้งได้ยินเหอจื๋อเจิ้งร้องว่า "บรรลัยแล้ว" ก่อนหน้านี้ จึงถามว่าอะไรกันที่บรรลัย เหอจื๋อเจิ้งแค่นหัวเราะแล้วลุกหนีพลางร้องถามหลี่ปี้ว่าจับหมาป่าได้หรือไม่ หลี่ปี้น้อมส่งผู้เป็นอาจารย์แต่ไม่ยอมปริปาก จางเสี่ยวจิ้งดูออกว่าหลี่ปี้ต้องการปกปิดฐานะของตน หลี่ปี้กลบเกลื่อนด้วยการบอกให้จางเสี่ยวจิ้งทำแต่เรื่องที่ควรทำ หากทำไม่ได้ให้ยอมรับแต่โดยดี พูดจบหลี่ปี้ก็เดินจากไปอย่างหัวเสีย ครั้นจางเสี่ยวจิ้งร้องบอกว่า "อูฐ" หลี่ปี้จึงหยุดเดินแล้วหันกลับไปหาจางเสี่ยวจิ้งทันที


ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้า ตอนที่ชุยลิ่วหลางพาพลหมาป่า 16 นาย (ซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าชาวซูเท่อ) ไปที่โกดังปิ่งลิ่ว... กองพลหลี่ว์เปินต้องการปิดล้อมโกดังจึงเข้าเคลียร์พื้นที่ ด้วยความที่อูฐทุกตัวซึ่งเดินผ่านไปมาและถูกผูกไว้ในละแวกนั้นล้วนมีกระดิ่งห้อยคอ เหล่าทหารของกองพลหลี่ว์เปินจึงจับกระดิ่งไว้แล้วเคลื่อนย้ายอูฐออกจากพื้นที่ทันที ในตอนนั้นชุยลิ่วหลางถูกเฉาโพ่เหยียนบีบให้เขียนรายละเอียดต่างๆ ลงบนแผนที่ฉางอัน ครั้นบรรยากาศด้านนอกเงียบผิดปกติเฉาโพ่เหยียนก็รู้สึกเอะใจ เขาถามชุยลิ่วหลางว่าได้ยินเสียงอะไรไหม ชุยลิ่วหลางกล่าวว่าตนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เขารู้ว่าตนกำลังตกที่นั่งลำบากเพราะปกติแล้วด้านนอกจะต้องมีเสียงกระดิ่งของอูฐดังเป็นระยะ จึงพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและชิงพูดขึ้นว่ามีคนมาที่นี่ เฉาโพ่เหยียนสงสัยว่าชุยลิ่วหลางอาจเป็นสายของทางการแต่ชุยลิ่วหลางปฏิเสธ แม้ชุยลิ่วหลางจะทำตัวเป็นปกติแต่เฉาโพ่เหยียนรู้ทันจึงร้องบอกเหล่าสมุนให้เตรียมรับมือ ขณะถูกลากตัวขึ้นไปที่ชั้นสองชุยลิ่วหลางร้องว่าหากตนเปิดเผยข้อมูลเท่ากับเป็นการก่อกบฎและมีโทษตายสถานเดียว 



จางเสี่ยวจิ้งอยากรู้ว่าใครเป็นคนออกคำสั่งโง่ๆ ให้เคลื่อนย้ายอูฐออกจากบริเวณโดยรอบโกดัง (ชุยชี่นึกไม่ถึงว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเคลื่อนย้ายอูฐจะทำให้พี่ชายตนถูกฆ่าตาย) หลี่ปี้ยอมรับตามตรงว่าเป็นคำสั่งตน จากนั้นก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการบอกให้สวีปินลงบันทึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความสะเพร่าของตน เขาประกาศว่าจะเยียวยาครอบครัวชุยลิ่วหลางเป็นเงินก้อนโตพร้อมมอบบ้านให้อีกหนึ่งหลัง เหยาหรู่เหนิงแย้งว่าจิ้งอันซือไม่มีงบดังกล่าว หลี่ปี้ชี้ว่าตนจะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการเยียวยาเอง จางเสี่ยวจิ้งได้ยินดังนั้นจึงเหน็บว่า "ฉลาด... แต่การเป็นคนฉลาดใช่ว่าจะควบคุมได้ทุกสิ่ง" ซึ่งหลี่ปี้เองก็เห็นด้วยกับคำพูดของจางเสี่ยวจิ้ง


ระหว่างเดินไปยังห้องเก็บศพ จางเสี่ยวจิ้งสอบถามชุยชี่ว่า ชุยลิ่วหลางเคยค้าของเถื่อนชนิดใด และเคยทำอะไรผิดกฎหมายมาบ้าง ชุยชี่ตอบอย่างเสียไม่ได้ว่าพี่ชายตนเคยลักลอบค้าผ้าไหม เครื่องประดับ ทั้งยังลอบค้าม้า ค้ามนุษย์ และเคยจ้างวานพวกโส่วจัวหลาง (กลุ่มนักฆ่า) ให้ลอบสังหารคน ทั้งหมดที่ว่ามานี้พี่ชายล้วนทำเพื่อตน เขายอมทำเรื่องผิดกฎหมายเพื่อหาเงินมาซื้อตำแหน่งในทัพหลงโย่วให้ตน และทำเพื่อย้ายตนมาที่ฉางอัน เขาเล่าว่าปีที่สิบห้ารัชศกก่อน พี่ชายอยากให้ตนรับใช้กองทัพแต่พวกตนเป็นชาวนาที่หลบหนีจากถิ่นฐานเลยไม่อาจสมัครเป็นทหารได้ ด้วยเหตุนี้พี่ชายตนจึงลักลอบค้าไข่มุกซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามเพื่อหาเงินมาซื้อตำแหน่งให้ตน เขาห่อไข่มุกด้วยไส้แพะแล้วกลืนลงท้อง หลังทำเช่นนี้นับสิบๆ ครั้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด พี่ชายตนก็กินได้แต่ของเหลว ครั้นจางเสี่ยวจิ้งเข้าไปในห้องเก็บศพก็พิจารณาสภาพศพของชุยลิ่วหลางโดยละเอียด ก่อนใช้มีดกรีดท้องแล้วดึงบางอย่างออกมา (หลังถูกเฉาโพ่เหยียนจับได้ ชุยลิ่วหลางรีบกลืนแผนที่ลงท้องก่อนถูกสังหาร จางเสี่ยวจิ้งรู้ว่าก่อนหน้านี้ชุยลิ่วหลางมักซ่อนสินค้าต้องห้ามไว้ในท้องจึงลองคลำหาสิ่งแปลกปลอม ก่อนผ่าท้องแล้วนำแผนที่ออกมา



สวีปินตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังสองปีของสามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในที่สุดก็รู้ว่าใครคือเจ้าของโกดังปิ่งลิ่ว เขาจึงรายงานหลี่ปี้ว่ารู้ที่อยู่เจ้าของโกดังแล้ว กองพลหลี่ว์เปินกำลังรีบรุดไปที่นั่นและจะนำตัวเจ้าของโกดังปิ่งลิ่วมาที่จิ้งอันซือภายในหนึ่งเค่อ (ภายใน 15 นาที) เขายังบอกด้วยว่าชุยชี่ได้สั่งให้ลูกน้องนำภาพวาดของเฉาโพ่เหยียนไปสืบหาตามจุดต่างๆ  ส่วนพลเฝ้าระวังและสายของพวกตนล้วนประจำตามจุดต่างๆ แล้ว หลี่ปี้กล่าวอย่างวางใจว่าในเมื่อวางกับดักเสร็จแล้วก็แค่เฝ้ารอ แต่ทว่าเฉาโพ่เหยียนรู้ทันเลยเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผม (เลิกปลอมตัวเป็นพ่อค้าชาวซูเท่อแล้วหันมาแต่งตัวแบบชาวต้าถัง) ก่อนแวะไปที่ร้านตัดผมเพื่อโกนหนวดเครา ในเวลาเดียวกันนั้นกองพลหลี่ว์เปินได้บุกไปที่บ้านเจ้าของโกดัง แต่กลับพบว่าภายในบ้านมีฝุ่นเกาะ แถมข้าวของยังร่วงเกลื่อนพื้น

สวีปินรายงานหลี่ปี้ว่าเจ้าของโกดังปิ่งลิ่วคือ "หลี่ลู่โก่ว" อาศัยอยู่ในตลาดตะวันตก เมื่อครึ่งปีก่อนใช้เงินก้อนโตซื้อที่ดินร้างและได้ทำการบูรณะโกดังปิ่งลิ่ว หลังจากนั้นจึงจ่ายภาษีทุกเดือน แต่ข้อมูลของกรมโยธาระบุว่าเมื่อสามเดือนก่อนโกดังปิ่งลิ่ว (ซึ่งเปิดทำการแล้ว) ยังมีการขนส่งวัสดุก่อสร้างอยู่เลย คาดว่าทางน้ำใต้ดินที่เฉาโพ่เหยียนใช้เป็นเส้นทางหลบหนีน่าจะถูกขุดขึ้นในเวลานั้น ที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนเป่า ปีที่สอง (ปีที่แล้ว)  ชื่อของหลี่ลู่โก่วปรากฏอยู่ในรายชื่อคนเร่ร่อนที่มาขออาหาร ณ อารามจิ่งหลง หลังจากนั้นสี่เดือนเขากลับกลายเป็นเจ้าของโกดังปิ่งลิ่ว เวลาสั้นๆ เพียงสี่เดือนเขามีเงินมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ในเวลาเดียวกันนั้นกองพลหลี่ว์เปินพบว่าหลี่ลู่โก่วและคนในครอบครัวถูกสังหารหมู่ (รวมห้าชีวิต) ไม่นานหอสังเกตการณ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ได้รับแจ้งเหตุดังกล่าว จึงส่งสัญญาณรหัสไปยังจิ้งอันซือทันที




เฉาโพ่เหยียนได้ยินเสียงกลองดังขึ้นเป็นระยะจึงสงสัยว่าเสียงกลองที่ว่าคืออะไร ช่างตัดผมแซ่จี้ (จี้ซือฟู่) เปรยว่าวันนี้เสียงกลองดังเป็นสิบครั้งแล้ว เมื่อไม่นานมานี้มีการตั้งกองงานใหม่ พวกเขาใช้หอสังเกตการณ์คอยเฝ้าระวังอัคคีภัย เสียงกลองเมื่อสักครู่คือสัญญาณบอกเหตุของพวกเขา นับตั้งแต่เปิดตลาดตะวันตก (กว่าหนึ่งชั่วโมงก่อน) เสียงกลองดังถี่มากทั้งที่ไม่มีเหตุร้าย ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจกำลังตามจับหัวขโมย เสียงกลองนั่นทำให้ตนรู้สึกวางใจ มันเหมือนมีใครคอยปกป้องราษฎรอย่างพวกตน... หลังได้รับแจ้งข่าว "ลู่ซาน" (พลส่งสารประจำหอสังเกตการณ์ของจิ้งอันซือ) จึงรีบวิ่งไปรายงานข่าวด่วนแก่หลี่ปี้ ครั้นรู้ว่าหลี่ลู่โก่วและคนในครอบครัวรวมห้าชีวิตถูกสังหารโหดมานานกว่าสิบวัน ทุกศพล้วนคอหักและถูกกล้อนผมกลางกระหม่อม หลี่ปี้จึงเชื่อว่าเป็นฝีมือของพลหมาป่า 

สวีปินฟันธงว่านอกจาก 16 คนที่เพิ่งเข้าเมืองฉางอันแล้ว ยังมีพลหมาป่าคนอื่น (ที่เข้ามาก่อนหน้า) แทรกซึมอยู่ในเมืองฉางอัน หลี่ปี้เชื่อว่าฆาตกรที่ฆ่าล้างครัวหลี่ลู่โก่วไม่ได้มีคนเดียวเพราะสามารถสังหารห้าชีวิตโดยที่เพื่อนบ้านไม่รู้ เขาถามสวีปินว่าเมื่อครึ่งปีก่อนหลี่ลู่โก่วได้เงินก้อนโตมาจากใคร แต่สวีปินไม่พบเส้นทางการเงินดังกล่าว เขากล่าวว่าทุกวันนี้ตลาดตะวันตกเต็มไปด้วยเงินมืด (เงินที่มาจากธุรกิจใต้ดินหรือการคอร์รัปชั่น) ซึ่งมีพวกขาใหญ่ชักใยอยู่เบื้องหลังจึงไม่ทิ้งเบาะแสใดๆ ให้ติดตาม อีกด้านหนึ่ง จางเสี่ยวจิ้งค่อยๆ ล้างคราบเลือดบนกระดาษที่นำออกมาจากช่องท้องของชุยลิ่วหลางอย่างระวังและพบว่าเป็นแผนที่เมืองฉางอัน เขาจึงนำไปให้ชุยชี่และบอกว่าพลหมาป่าคิดก่อการใหญ่


ช่างจี้ยอมรับว่าเดิมทีตนตั้งใจจะปิดร้านแต่ไม่อาจปฏิเสธเงินของเฉาโพ่เหยียน เฉาโพ่เหยียนสงสัยว่าจะรีบปิดร้านทำไมในเมื่อยังเช้าอยู่ ช่างจี้ได้ยินดังนั้นจึงรู้ว่าเฉาโพ่เหยียนเพิ่งเคยมาฉางอัน เขาเล่าว่าเทศกาลโคมซ่างหยวนปีนี้ต่างจากทุกปีเพราะจะมีเรื่องใหญ่ เฉาโพ่เหยียนได้ยินแล้วชักเริ่มระแวง ช่างจี้ชี้ว่าปีนี้จะมีโคมต้าเซียน (โคมไท่ซ่างเสวียนหยวนต้าเซียน) ซึ่งเป็นหอโคมขนาดยักษ์ที่ช่างฝีมือชื่อ "เหมาซุ่น" สร้างถวายเซิ่งเหริน (ฮ่องเต้) ที่หน้าหอฉินเจิ้งอู่เปิ่นทางตอนใต้ของพระราชวังซิงชิ่ง ทุกอย่างแลดูลึกลับและใช้งบประมาณมหาศาล แม้แต่เซิ่งเหรินยังไม่รู้เลยว่าหอโคมต้าเซียนมีรูปร่างเช่นไร ทุกคนจะรู้ต่อเมื่อมีการจุดไฟในคืนนี้ ด้วยเหตุนี้คนทั้งเมืองเลยตั้งตารอ เฉาโพ่เหยียนสงสัยว่าโคมจะถูกจุดเมื่อใด ช่างจี้กล่าวว่าโคมทั่วไปจะถูกจุดต้นยามโหย่ว* ส่วนโคมต้าเซียนจะจุดปลายยามโฉ่ว*  เซิ่งเหรินและเหล่าขุนนางทั้งหมดจะมาร่วมเฉลิมฉลองและชมโคมดังกล่าว 

ช่างจี้กล่าวว่าตนต้องรีบไปจับจองทำเลแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าหากไปช้ากองกำลังราชองครักษ์ "หลงอู่" จะปิดทางเสียก่อน เดิมทีตนไม่คิดที่จะไปเพราะอาจเกิดเหตุวุ่นวายได้ทุกเมื่อ เนื่องจากคืนนี้จะมีคลื่นมหาชนแห่มาร่วมชมโคมเป็นจำนวนมาก เขาเล่าว่าเทศกาลโคมซ่างหยวนเมื่อสองปีก่อนได้เกิดเหตุวุ่นวายจนเหยียบกันชุลมุน แม้กองกำลังหลงอู่จะพยายามเข้าระงับเหตุ แต่เนื่องจากมีจำนวนนิด (เมื่อเทียบกับคนจำนวนมหาศาลที่มาชมโคม) จึงคุมเหตุการณ์ไม่อยู่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บนับร้อย

ไท่ซ่างเสวียนหยวนต้าเซียน เป็นคำเรียกขานนักปรัชญาเต๋านาม "เล่าจื๊อ" (เหลาจื่อ) อย่างเคารพยกย่อง
* ยามโหย่ว (酉) คือ 17.00-18.59 น. / ยามโฉ่ว () คือ 01.00-02.59 น.




 

ครั้นเห็นแผนที่ฉางอัน (ที่อยู่ในท้องชุยลิ่วหลาง) หลี่ปี้จึงถามชุยชี่ว่า หากได้รับคำสั่งให้บุกยึดที่ทำการกองกำลังราชองครักษ์หลงอู่เขาจะใช้กำลังพลเท่าใด ชุยชี่กล่าวว่าคืนนี้กองกำลังหลงอู่จะประจำการที่พระราชวังซิงชิ่งใกล้หอฉินเจิ้งอู่เปิ่น ที่ทำการของพวกเขาจึงอาจไม่มีใคร ถึงกระนั้นก็ต้องใช้กำลังพล 50 นาย แต่ถ้าให้บุกค่ายทหารของกองกำลัง "โยว่เซียว" ซึ่งล้วนเป็นลูกขุนนางระดับกลาง-สูงและมักขาดการฝึกซ้อมจะใช้กำลังพลเพียง 20 นาย ครั้นหลี่ปี้ถามต่อว่าหากบุกเขตพระราชฐานชั้นในต้องใช้กำลังพลเท่าไหร่ ชุยชี่จึงสงสัยว่าหลี่ปี้คิดการใดกันแน่ 

หลี่ปี้กล่าวด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่าวันนี้พลหมาป่าเข้าเมืองฉางอันซ้ำยังมีแผนที่ในมือ จางเสี่ยวจิ้งแย้งว่าพลหมาป่ามีแผนที่เพียงบางส่วน และชี้ว่าส่วนที่ถูกทำเครื่องหมายไว้เป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นที่ทำการกองกำลังราชองครักษ์หลงอู่ ค่ายเป้าฉีของกองกำลังโยว่เซียว ป้อมกำแพงวัง และจวนเสนาขวา  ล้วนไม่ได้มีไว้เพื่อพลหมาป่าแต่ทำขึ้นเพื่อจิ้งอันซือ จางเสี่ยวจิ้งกล่าวว่าชุยลิ่วหลางใคร่ครวญดีแล้ว แม้ต้องตายแต่เขาต้องการให้หลี่ปี้ได้เห็นแผนที่ หมายเตือนว่ามีพลหมาป่ามากกว่าที่เห็น และมีแผนก่อการร้ายใหญ่กว่าที่คิดในเมืองฉางอัน

** จบตอนที่หนึ่ง **

* เนื้อหาโดย luvasianseries / ดูอัลบั้มภาพได้ ที่นี่


 



รายชื่อนักแสดง


นักแสดงนำ

 

เหลยเจียอิน
รับบท จางเสี่ยวจิ้ง
(นักแสดง ชาวจีน)


 

อี้หยางเชียนสี่
รับบท หลี่ปี้ (ชื่อรอง "ฉางหยวน")
(นักแสดง / นักร้อง ชาวจีน)

อื่นๆ

        

(ซ้าย) โจวอีเหวย รับบท หลงโป (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) ไจมอน ฮอนซู (Djimon Hounsou) รับบท เก๋อเหล่า (นักแสดง / นายแบบ สาธารณรัฐเบนิน)


       

(ซ้าย) หลูฟางเซิง รับบท เหยาหรู่เหนิง (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) หานถงเซิง รับบท เหอจื๋อเจิ้ง (นักแสดง ชาวจีน) 


        

(ซ้าย) เร่ออีจา รับบท ถานฉี (นักแสดง / นางแบบ ชาวจีน)
(ขวา) อวี๋อ๋ายเหล่ย รับบท หยวนจ้าย (นักแสดง ชาวจีน)


        

(ซ้าย) จ้าวเว่ย รับบท สวีปิน (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) ไช่ลู่ รับบท ชุยชี่ (นักแสดง ชาวจีน)


       

(ซ้าย) อู๋เสี่ยวเลี่ยง รับบท เฉาโพ่เหยียน (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) เผิงกวนอิง รับบท ฉินเจิง (นักแสดง ชาวจีน)


        

(ซ้าย) เฝิงเจียอี๋ รับบท เซิ่งเหริน (ฮ่องเต้ราชวงศ์ถัง) (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) สวีลู่ รับบท เหยียนอวี่ฮ่วน (นักแสดง ชาวจีน)


        

(ซ้าย) โจวลู่ลา รับบท หลี่อวี๋ (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) เก่อจ้าวเอิน รับบท หย่งหวัง (นักแสดง / นักร้อง ชาวไต้หวัน)


        

(ซ้าย) หลี่ว์เหลียง รับบท กัวลี่ซื่อ (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) อิ่นจู้เซิ่ง รับบท หลินจิ่วหลาง (นักแสดง ชาวจีน)


        

(ซ้าย) จูฮุย รับบท จี๋เวิน (นักแสดง / ผู้กำกับ ชาวจีน)
(ขวา) หลี่หยวน รับบท อวี๋ฉาง (นักแสดง / นางแบบ ชาวจีน)


        

(ซ้าย) หวังเฮ่อรุ่น รับบท เหวินหร่าน (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) อ้ายหรู รับบท หวังอวิ้นซิ่ว (นักแสดง ชาวจีน)


        

(ซ้าย) เกาเย่ รับบท หลี่เซียงเซียง (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) เจิ้งเหว่ย รับบท เสียวอี่ (นักแสดง ชาวจีน)


        

(ซ้าย) หวังซือซือ รับบท ติงถงเอ๋อร์ (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) ฉวี่ซานซาน รับบท สวี่เฮ่อจื่อ (นักแสดง ชาวจีน)


         

(ซ้าย) ซ่งหานอวี่ รับบท สวี่เกอ (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) หยางจี้ รับบท เหวินอู๋จี้ (นักแสดง ชาวจีน)


      

(ซ้าย) อีลี่ตัวซือ (Eldos Faruk) รับบท อีซือ (นักแสดง ชาวจีน - เป็นชาวเมืองอูหลู่มู่ฉี ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ )
(ขวา) หานชิง รับบท เหอฝู (นักแสดง ชาวจีน)


     

(ซ้าย) ซ่งอวิ่นฮ่าว รับบท เฉิงเซิน (นักแสดง ชาวจีน)
(ขวา) กงเหล่ย รับบท จ้าวชานจวิน (นักแสดง ชาวจีน)




รวมเพลงประกอบละครจาก YOYOROCK 滾石移動 -歡迎訂閱 




รวมคลิปเบื้องหลังจาก Youku

*** หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ / เนื้อหา / คลิป ที่ปรากฏในหน้านี้ และไม่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ซ้ำ กรุณาแจ้งมายังอีเมล์ luvasianseries@hotmail.com เพื่อที่เราจะได้ทำการลบข้อมูลของท่านออกจากระบบ และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อป้องกันสแปม ความเห็นของคุณจะปรากฏทันทีที่ได้รับการตรวจสอบจากเรา